การก่อร่างสร้างโมเดล เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทย นับเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่ทุกฝ่ายต่างตั้งใจขับเคลื่อนตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ด้วยความมุ่งหวังว่าระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามาช่วยบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างได้ผล โดยเฉพาะปัญหาการจัดการขยะพลาสติกที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้

เพราะจากผลการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าปี 2560 ประเทศไทยมีขยะพลาสติกถึง 2 ล้านตัน ในจำนวนนี้เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเพียง 5 แสนตันเท่านั้น ส่วนอีก 1.5 ล้านตัน กำจัดโดยการขุดหลุมฝังกลบ ลักลอบทิ้งลงทะเล แหล่งน้ำ และด้วยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นซึ่งกำลังก่อตัวเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมใหญ่ระดับประเทศนี้เอง ส่งผลให้ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงกำหนดภารกิจการแก้ปัญหาขยะในทะเลเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะขยะพลาสติก

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง นำเสนอผลการศึกษาว่า พบปริมาณขยะพลาสติกในทะเลเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งถุงพลาสติก หลอด ฝา ขวด ภาชนะ เชือก ส่วนผลกระทบจากปัญหาขยะในทะเลที่เกิดขึ้นนั้น ก่อให้เกิดมลพิษหลายด้าน โดยเฉพาะผลเสียต่อสัตว์ทะเลโดยตรง เพราะเมื่อขยะพลาสติกอยู่ในทะเลนานๆ จะเริ่มแตกตัวเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย มีขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอน ปนเปื้อนเข้าไปในวงจรชีวิตของสัตว์น้ำ กุ้ง หอย ปู ปลา และเมื่อสัตว์ทะเลพวกนี้โดนจับไปเป็นอาหารของมนุษย์ แน่นอนว่า ผู้ที่ได้รับสารพิษจากขยะพลาสติกนี้เข้าไปเต็มๆ ย่อมไม่ใช่ใคร มนุษย์ตาดำๆ อย่างเรานี่เอง

ที่เกริ่นถึงพิษภัยและปัญหาของขยะพลาสติกนี้ ก็เพื่อปูทางสู่ทางออกของปัญหาขยะพลาสติกในทะเลไทย และหนึ่งในกลไกที่หลายภาคส่วนเห็นพ้องต้องกัน คือ การตั้งเป้าหมายว่าในอีก 10 ปีขยะพลาสติกในทะเลไทยต้องลดลงไม่ต่ำกว่า 50% โดยนำระบบ เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy มาใช้เป็นเครื่องมือ


อัปเดตความพยายามลดขยะพลาสติกในมุมผู้ประกอบการ

ก่อนที่จะไปหาคำตอบว่า ระบบ เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy จะเข้ามามีบทบาทในการลดขยะพลาสติกได้อย่างไร รายงานข่าวเรื่อง “ระยอง” โมเดล เศรษฐกิจหมุนเวียน ที่ตีเผยแพร่ในเว็บไซต์ไทยโพสต์ (11 มีนาคม พ.ศ. 2562) ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ ภราดร จุลชาต ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่มาให้มุมมองอัปเดตความพยายามในการร่วมลดขยะพลาสติกของภาคผู้ประกอบการว่า

“ในระดับโลกตอนนี้ กลุ่มประเทศยุโรปได้เริ่มเดินหน้าแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกที่เกิดขึ้นเพื่อบรรเทาความรุนแรงของปัญหาสิ่งแวดล้อมนี้แล้ว ด้วยหลากหลายมาตรการ ทั้งการลดการใช้ถุงพลาสติก และนำกลับมาใช้ใหม่ ส่วนประเทศไทยภาครัฐก็เริ่มเข้ามากระตุ้นทางภาคผู้ผลิตและผู้ประกอบการ ซึ่งก็ค่อยๆ ให้ความสนใจ ควบคู่ไปกับทางภาครัฐที่ได้ประกาศว่าจะยกเลิกการใช้พลาสติก 7 ชนิด พร้อมทั้งมีนโยบายกระตุ้นส่งเสริมให้การใช้พลาสติกประเภทนี้ให้หมดไปจากประเทศ”

โดยพลาสติกที่จะเลิกใช้ 3 ชนิดแรก จะมีผลบังคับใช้ในปี 2562 ประกอบด้วย กลุ่ม ไมโครบีดส์ (Microbeads) หรือเม็ดบีดส์ คือชิ้นส่วนเล็กๆ ของพลาสติกในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ยาสีฟัน น้ำยาทำความสะอาด ซึ่งสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางได้ยอมรับและเลิกใช้แล้ว ต่อมาคือ ฝาหุ้มขวดน้ำดื่ม และผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ผสมสารอ๊อกโซ่ ซึ่งเป็นสารเติมแต่งที่ทำให้พลาสติกแตกตัวได้เร็วเมื่อโดนแดด และเมื่อแตกตัวจะเป็นไมโครพลาสติก ซึ่งไม่ได้ย่อยสลายไป กลายเป็นสาเหตุหลักของปัญหาขยะพลาสติกที่กลายเป็นสารพิษ ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิด

ไม่เพียงเท่านั้น ต่อมาจะมีพลาสติกอีก 4 ประเภท ที่ตั้งเป้าว่าปี 2564-2565 จะต้องหมดไป นั่นคือ โฟมบรรจุอาหาร ถุงพลาสติกหูหิ้วที่มีความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน หลอดพลาสติก และแก้วที่ใช้ครั้งเดียว ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มฟุ่มเฟือย โดยมีนโยบายจะเริ่มลดปริมาณการใช้ลงตั้งแต่ปี 2562 ปีละ 25%-50%-75% และ 100% ตามลำดับ โดยนโยบายนี้จะทำร่วมกับการออกกฎระเบียบหลายๆ อย่างมาควบคุม เช่น ห้ามนำเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ ห้ามขึ้นเกาะ ฯลฯ รวมถึงการออกจดหมายไปยังกระทรวงต่างๆ เพื่อรณรงค์ อย่างไรก็ตาม ภาครัฐจะมีการพิจารณาถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นอีกครั้งในอีก 18 เดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ในบทความสัมภาษณ์ชิ้นนี้ ยังสะท้อนความคิดเห็นจากประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ถึงความพยายามลดขยะพลาสติกของทุกภาคส่วนที่ผ่านมาว่า

“ต้องยอมรับว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กล่าวมานี้ เพิ่งจะเริ่มทำอย่างจริงจังในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในส่วนของภาครัฐทำเองก็เพิ่งจะเริ่มหันมารณรงค์จริงจัง ส่วนภาคธุรกิจหรือภาคเอกชน ต่างคนต่างทำ CSR (Corporate Social Responsibility) ของบริษัทตัวเอง เอสซีจีก็ทำ ปตท.ก็ทำ ทำไปแล้วตอบโจทย์สังคมบ้าง แต่ไม่ได้ทั้งหมด เป็นสาเหตุให้ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรท้องถิ่น กลุ่มเอ็นจีโอ มาร่วมลงนาม ความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคมเพื่อการจัดการปัญหาพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน หรือพีพีพีพลาสติก”

จนถึงตอนนี้โครงการความร่วมมือจัดตั้งพีพีพีพลาสติกนั้น ดำเนินการผ่านมาแล้ว 8-9 เดือน ซึ่งทำงานขับเคลื่อนหาทางออกของการจัดการปัญหาขยะพลาสติกที่เหมาะสมภายใต้คณะอนุกรรมการบริหารขยะพลาสติกที่ตั้งขึ้น โดยภราดรสื่อว่ามาตรการหนึ่งที่กำลังดำเนินการขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นจริง มีรายละเอียดดังนี้

“ปัจจุบันรัฐบาลมีแผนพัฒนาและการจัดการขยะพลาสติกผ่านโรดแมป 20 ปี ที่ต้องการเลิกการใช้พลาสติก และให้ขยะพลาสติกที่เกิดขึ้นกลับเข้าสู่กระบวนการหมุนเวียน เพื่อกำจัดขยะพลาสติกที่ถูกวิธีโดยที่ไม่ต้องไปอยู่ในหลุมฝังกลบ โดยวางเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2027 หรือภายใน 9 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะต้องไม่มีขยะพลาสติกที่ทิ้งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขยะพลาสติกทั้งหมดต้องวนกลับมาเป็นวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการทำเศรษฐกิจหมุนเวียนทั้งหมด”


ชู ‘ระยอง’ 1 ใน 3 จังหวัดอีอีซีเป็นเมืองต้นแบบ ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’

“เราตั้งเป้าให้ระยองเป็นจังหวัดเศรษฐกิจหมุนเวียน และไม่มีขยะพลาสติกที่รีไซเคิลได้เข้าหลุมฝังกลบเลยภายในอีก 5 ปีข้างหน้า” ภราดร ประกาศชัดเจนผ่านบทสัมภาษณ์โดยยืนยันต่อว่า

“ผมมั่นใจว่าทำให้เกิดขึ้นได้ ระยองจะเป็นต้นแบบการบริหารจัดการขยะ ด้วยมาตรการเศรษฐกิจหมุนเวียน สร้างงานสร้างรายได้ให้กับประชาชนท้องถิ่น รองรับการเติบโตของการลงทุนตามนโยบายของอีอีซี ที่ทำได้เพราะท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง และมีความต้องการทำให้พื้นที่หรือเทศบาลตนเองมีความสะอาดอยู่แล้ว จึงมีการส่งเสริมการคัดแยกขยะ เพื่อวางระบบการสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และมีการวางแผนให้ อบจ.ระยอง ตั้งบริษัทร่วมกับเอกชนเพื่อบริหารจัดการขยะบนพื้นที่ 600 ไร่”

ยกตัวอย่าง ที่ผ่านมามีมาตรการส่งเสริมให้นำพลาสติกไปผสมกับยางมะตอย โดยเฉพาะขยะพลาสติกที่รีไซเคิลได้ยาก เช่น ถุงขนม ที่จะนำไปผสมประมาณ 8% ซึ่งจะทำให้การยึดเกาะติดและแข็งแรงดีขึ้น 30% ซึ่งขณะนี้นิคมอมตะได้เริ่มนำไปใช้ทำถนนในนิคมฯ แล้ว รวมทั้งร้าน 7-11 ก็เริ่มทยอยนำนวัตกรรมนี้มาใช้เช่นกัน

ในตอนท้ายของบทสัมภาษณ์ ภราดรให้แนวคิดในการแก้ปัญหาขยะพลาสติกในประเทศไทยเพิ่มเติมว่า ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยหัวใจหลักของการวางมาตรการแก้ปัญหา คือ การให้ภาครัฐเข้ามาช่วยกันรณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนไทยให้มีความรู้ในการคัดแยกขยะ มีจิตสำนึกที่จะใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกอย่างรับผิดชอบ

โดยในที่นี้ต้องพูดถึงทั้งการศึกษา การออกกฎระเบียบ การจัดเก็บขยะต่างๆ ส่วนในภาคอุตสาหกรรมพลาสติกนั้น ต้องส่งเสริมให้เกิดการรีไซเคิลและสนับสนุนให้เป็นอีกอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งโมเดลของ เศรษฐกิจหมุนเวียน ที่จะสร้างขึ้นนี้ ถ้าวางกลยุทธ์ให้ดีจะสามารถสร้างมูลค่าจากเศรษฐกิจนี้ได้อีกหลายหมื่นล้านบาทต่อปี สร้างงาน สร้างอาชีพให้ผู้มีรายได้น้อยได้อย่างมาก


เรียบเรียงจากข่าว “ระยอง”โ มเดล เศรษฐกิจหมุนเวียน โดย บุญช่วย ค้ายาดี เผยแพร่ในเว็บไซต์ไทยโพสต์ (11 มีนาคม พ.ศ. 2562)


ไม่ตกทุกเทรนด์เศรษฐกิจหมุนเวียน อ่านบทความต่อเลย

เศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) ลมใต้ปีกขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนในมุมมองใหม่

ส่องเทรนด์ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ทางรอดของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21

‘She-Economy’ พลิกโลก เมื่อพลังหญิงขับเคลื่อนโลกเศรษฐกิจ & สังคมไร้เงินสด