สาลิกาคาบข่าว Vol.71/62

145

ชวนอินเดียลงทุน EEC

หลังยอดการค้าเพิ่ม

กว่า 3.7 แสนล้านบาท

www.thaigov.go.th

นางสุจิตรา ทุไร เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการหารือ พลโท วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญการหารือว่า นายกรัฐมนตรี และเอกอัครราชทูตฯ ได้หารือร่วมกันในหลายประเด็น ได้แก่ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งสองฝ่ายเชื่อมั่นว่าไทยและอินเดียยังมีช่องทางการพัฒนาความสัมพันธ์ได้อีกมาก เพราะโอกาสและศักยภาพที่โดดเด่นของทั้งสองประเทศ พร้อมยินดีที่ตัวเลขความร่วมมือระหว่างกันสูงขึ้น โดยในปี 2561 มีมูลค่าการค้าระหว่างกันกว่าหนึ่งหมื่นสองพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.16 และมีจำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางมาไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.95 ซึ่งนายกรัฐมนตรีเชิญชวนให้นักลงทุนอินเดียมาร่วมลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทย ในสาขาที่อินเดียมีศักยภาพด้วย

รองฯประจิน เข้ม!

ขับเคลื่อนการศึกษา

ตอบโจทย์ EEC

www.thaigov.go.th

รองนายกรัฐมนตรี พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง ได้เชิญคณะทำงานด้านการพัฒนาบุคลากรของ EEC รวมทั้งส่วนงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สภาการศึกษา สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และศูนย์บริหารแรงงานเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กระทรวงแรงงาน เข้าร่วมหารือความคืบหน้าในการปฏิบัติงานพัฒนาบุคลากร ให้ทันการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมหลัก ซึ่งเข้ามาลงทุนสูงถึง 6.7 แสนล้านบาท ณ ปัจจุบัน  ซึ่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ได้ชี้แจงโครงสร้างภาคปฏิบัติการในการพัฒนาบุคคลากรและการจัดการศึกษาของคณะทำงาน EEC HDC ที่มุ่งตอบโจทย์ความต้องการบุคลากรในทุกอุตสาหกรรมเป้าหมายและ 7 ขั้นตอนการปฏิบัติงาน รวมทั้งข้อมูลความต้องการบุคลากรในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบและชี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำงานเชิงบูรณาการอย่างเป็นระบบ รวมทั้งให้มีศูนย์ข้อมูลที่ติดตามผลการพัฒนาบุคลากรให้เท่าทันและเป็นปัจจุบัน เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นใปในทิศทางที่สอดรับกันทั้งระบบ ซึ่งทุกหน่วยงานที่เข้าร่วมได้รับทราบและประสานเชื่อมเข้ากับการพัฒนาบุคลากรของ EEC ในสนามงานต่อไป เพื่อมุ่งยกระดับการศึกษาที่ตอบโจทย์ความต้องการที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของประเทศ ขณะเดียวกันในวันที่ 15 มีนาคมนี้ ทาง EEC โดยคณะทำงาน EEC HDC จะจัดประชุมสรุปผลการศึกษาความต้องการบุคคลากรของ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และเดินหน้าปรับสร้างการศึกษาให้ตอบทุกโจทย์ของการพัฒนาบุคคลากรในพื้นที่ EEC ที่ได้รับมอบหมาย

ครม.ไฟเขียว

ร่าง MOU ขนสินค้า

ผู้โดยสารข้ามแดนไทยเมียนมา

ลงนาม 13 มี..ที่กัมพูชา

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติการจัดทำและลงนามร่างบันทึกความเข้าใจในการเริ่มใช้ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (IICBTA) ในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารระหว่างไทยเมียนมา เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารข้ามพรมแดนระหว่างกัน ใช้เส้นทางเดินรถ ณ ด่าน พรมแดนแม่สอดเมียวดี และตลอดแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออกตะวันตก (EWEC) (เมาะลำไยเมียวดีแม่สอดพิษณุโลกขอนแก่นกาฬสินธุ์มุกดาหาร) และใช้ใบอนุญาตขนส่งทางถนน (Permit) เอกสารนำเข้าชั่วคราว (Temporary Admission Document : TAD) สำหรับการนำเข้ารถยนต์ชั่วคราว ฝ่ายละ 100 ฉบับ ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนไปมาระหว่างยานพาหนะได้ (ใบอนุญาต 1 ฉบับ ต่อ 1 คัน) ทั้งนี้บันทึกความเข้าใจดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ใน 30 วันหลังจากลงนาม ซึ่งพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจจะมีขึ้นในการประชุมคณะกรรมการร่วมสำหรับความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 7 จัดขึ้นในวันที่ 13 มี..62 ณ เมืองเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา

‘ฟีโบ้’ พัฒนาหุ่นยนต์

สำรวจพื้นที่เสี่ยงภัย

เพิ่มประสิทธิภาพ

ตรวจหาวัตถุระเบิด

ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ผู้ก่อตั้งสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) กล่าวว่าหุ่นยนต์สำรวจพื้นที่เสี่ยงภัย’ พัฒนาโดยทีมวิศวกรฟีโบ้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ภายใต้โครงการวิจัย “ระบบสำรวจพื้นที่เสี่ยงภัย โดยใช้หุ่นยนต์และอากาศยานไร้คนขับ” ซึ่งได้รับทุนอุดหนุนโครงการทุนพัฒนาศักยภาพนักวิจัยด้านยุทโธปกรณ์เพื่อเพิ่มศักยภาพของกองทัพและการป้องกันประเทศ จากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา มีกรมสรรพาวุธทหารบกเป็นหน่วยงานให้คำปรึกษาและผู้ใช้ประโยชน์จากการวิจัย เข้าดำเนินการทดสอบภาคสนามร่วมกับหน่วยงานผู้ใช้งาน (EOD) หุ่นยนต์สำรวจพื้นที่เสี่ยงภัย ถูกออกแบบให้มีน้ำหนักน้อย สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก เคลื่อนที่ได้บนพื้นราบ ทางชัน และขึ้น-ลงบันได นำลงพื้นที่เพิ่มประสิทธิภาพการสำรวจตรวจสอบ และตรวจหาวัตถุระเบิด ลดปัจจัยความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้กับประชาชน การพัฒนาหุ่นยนต์ต้นแบบครั้งนี้ช่วยลดงบประมาณการนำเข้าได้จำนวนมาก เนื่องจากที่ผ่านมาไทยต้องนำเข้าหุ่นยนต์สำรวจพื้นที่เสี่ยงภัยตัวละหลายล้านบาท และอาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพในบางพื้นที่ ซึ่งหากหุ่นยนต์ต้นแบบนี้ถูกนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ ราคาจะถูกกว่าหุ่นยนต์นำเข้าหลายเท่าตัว

ดัชนีเชื่อมั่น ..

ปรับขึ้นต่อเนื่องเดือนที่ 2

รับเลือกตั้งท่องเที่ยวจีน

www.thaichamber.org

นายวาทิตร รักษ์ธรรม อาจารย์ประจำศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนกุมภาพันธ์​ 2562 พบว่าปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 อยู่ที่ระดับ 82.0 จาก 80.7 ในเดือนมกราคม 2562 โดยมีปัจจัยที่ส่งผลบวก อาทิ การประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 24 มีนาคมนี้ ทำให้บรรยากาศการหาเสียงคึกคักทั่วประเทศ การกลับมาเที่ยวไทยของนักท่องเที่ยวจีน ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาส 4/2561 เพิ่มขึ้น 3.7% ขยายตัวจาก 3.2% ในไตรมาสก่อนหน้า รวมทั้งปี 2561 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 4.1% และคาดการณ์ว่าจีดีพีในปีนี้จะโตอยู่ที่ประมาณ 3.5-4.5% รวมทั้งคณะกรรมการนโยบายการเงิน คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐเริ่มคลี่คลาย และพืชผลเกษตรบางรายการเริ่มปรับตัวดีขึ้น เป็นต้น

อุตฯเปิด QR Code

9 หมื่นโรงงานจ่ายค่าธรรมเนียม

รายปีผ่านโทรศัพท์มือถือ

www.oie.go.th

นายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ QR Code ในการรับชำระค่าธรรมเนียมรายปีโรงงาน สำหรับโรงงานจำพวกที่ 2 และ 3 ที่ตั้งอยู่ต่างจังหวัด จากเดิมผู้ประกอบการต้องเดินทางมาชำระค่าธรรมเนียม ณ ช่องทางส่วนราชการตามที่กระทรวงกำหนด เช่น สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น ซึ่งโครงการนี้จะช่วยลดขั้นตอน ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายจากการเดินทาง เพิ่มความโปร่งใส ลดการติดต่อและการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ตามเป้าหมายที่วางไว้ คือการส่งหนังสือพร้อมแนบใบแจ้งชำระค่าธรรมเนียมให้ผู้ประกอบการ โดยมี QR Code ด้านท้าย เพื่อสามารถสแกนชำระเงินได้ผ่านทางโทรศัพท์มือถือและธนาคาร คาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 3 เดือนสำหรับการเตรียมความพร้อมของระบบงานภายใน (Back Office) เช่น การประสานกับสถาบันการเงิน และการพัฒนาระบบฐานข้อมูลโรงงานที่ถูกต้องครบถ้วน ประเมินผู้ประกอบการในภูมิภาคกว่า 90,000 รายจะได้รับประโยชน์ดังกล่าว

มาเลเซียแอร์ไลน์

ลุ้นอนาคตในกำมือมหาเธร์

ลุยต่อ หรือ ขายหุ้น

wikipedia.org

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานรัฐบาลมาเลเซียกำลังพิจารณาว่าจะปิดหรือขายสายการบินแห่งชาติมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ซึ่งนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด ยอมรับว่ารัฐบาลกำลังศึกษาตัวเลือกต่างๆ อย่างไรก็ตาม การปิดสายการบินแห่งชาติถือเป็นเรื่องใหญ่ กับอีกทางเลือกหนึ่งคือขายให้กับนักลงทุนเอกชน หรืออาจต้องปรับโครงสร้างหนี้ เป็นทางเลือกที่ยังอยู่ในการพิจารณาเพื่อตัดสินใจของรัฐบาล ซึ่งน่าจะทราบผลเร็วๆ นี้ สำหรับมาเลเซียแอร์ไลน์ถือเป็นรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลมาเลเซียถือหุ้น 100% ผ่านกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ Khazanah Nasional นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เครื่องบินตกถึงสองครั้งในปี 2014 ในเที่ยวบิน MH370 ซึ่งยังคงเป็นปริศนาในปัจจุบัน และเที่ยวบิน MH17 ที่ถูกยิงตกในประเทศยูเครน แม้จะพยายามปรับโฉมบริการเพื่อกลับมากำไรในปี 2019 แต่จากข้อมูลรายงานการเงินของบริษัทพบว่าในปี 2018 สายการบินยังไม่สามารถทำผลกำไรได้ตามเป้า รัฐบาลจึงต้องตัดสินใจเกี่ยวกับสายการบินนี้