สาลิกาคาบข่าว Vol.72/62

269

‘สมคิด’ สั่ง ‘ซีอีโอ’

รัฐวิสาหกิจเร่งลงทุน

เชื่อมรอยต่อเศรษฐกิจ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยระหว่างเป็นประธานการสัมมนาผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ ว่า ต้องการให้ผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจทั้ง 56 แห่งเข้ามาช่วยเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า โดยเฉพาะในช่วงรอยต่อระหว่างการเลือกตั้ง เนื่องจากต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจยังมีความท้าท้ายเกิดขึ้นทั่วโลก การส่งออกยังไม่ดี เอกชนรอดูความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้งก่อนตัดสินใจลงทุน ดังนั้นรัฐวิสาหกิจไทยต้องเป็นแรงนำช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น บริษัท ปตท. การบินไทย การรถไฟแห่งประเทศไทย ผลักดันให้ทุกอย่างเดินหน้า ซึ่งประเทศไทยยังมีปัญหาให้รอแก้ไข หวังว่าหลังการเลือกตั้งทุกอย่างจะชัดเจน แต่ระหว่างนี้ต้องฝากให้ซีอีโอในรัฐวิสาหกิจทุกแห่งเป็นกำลังสำคัญประคองเศรษฐกิจให้พ้นรอยต่อการเลือกตั้ง

จัดแพ็คแสนล้าน

‘ไฮสปีด-ทางคู่-ถนน’

พลิกโครงสร้างอีสานเชื่อมสู่อีอีซี

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ภาคอีสานเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของประเทศที่สูบฉีดตัวเลขความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ทั้งศูนย์กลางอุตสาหกรรมการผลิต ตัวเลขประชากรและมูลค่าการค้าชายแดน เป็นต้น โดยช่วง 4 ปีที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้ได้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ไปจำนวนมาก ตั้งแต่การลงทุนก่อสร้างรถไฟทางคู่ เฟส 1 ช่วงชุมทางจิระ-ขอนแก่น วงเงิน 2.3 หมื่นล้านบาท ระยะทาง 187 กิโลเมตร รถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางจิระ ระยะทาง 132 กม. วงเงิน 2.7 หมื่นล้านบาท

ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอทางคู่ เฟส 2 สายอีสานเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) คือรถไฟทางคู่บ้านไผ่-นครพนม ระยะทาง 355 กม. วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท รวมถึงเส้นทางอื่นๆ ในอนาคต เช่น รถไฟทางคู่ขอนแก่น-หนองคาย ระยะทาง 174 กม. ชุมทางจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 309 กม.เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-หนองคาย ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มก่อสร้างตอนที่ 1 และลงนามก่อสร้างตอนที่ 2 ระยะทาง 11 กม.ไปแล้ว รวมถึงการตัดถนนสายใหม่และขยายถนนสายหลักในภาคอีสานตอนกลาง ได้แก่ จังหวัดร้อยเอ็ด มุกดาหาร ยโสธร และ นครพนม เพื่อเชื่อมต่อไปยังพื้นที่อีอีซี

ธุรกิจตั้งใหม่ ‘อีอีซี’

แรงดีไม่มีตก

โตสวนทางภาพรวม

อีอีซี

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยธุรกิจจัดตั้งใหม่เดือนกุมภาพันธ์ 2562 มีจำนวน 6,563 ราย ลดลง  748 ราย หรือลด 10% จากเดือนมกราคม 2562  แต่เพิ่มขึ้น 207 ราย หรือ เพิ่ม 3% เทียบเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และ ธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร โดยมีมูลค่าทุนธุรกิจจัดตั้งใหม่รวม 16,858 ล้านบาท  ลดลง 835 ล้านบาท หรือลด 5% จากเดือนมกราคมปีนี้ และ ลดลง 778 ล้านบาท หรือลด  4% เทียบกุมภาพันธ์ปีก่อน ส่วนใหญ่ 74% เป็นธุรกิจจัดตั้งใหม่ที่มีทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท  ทำให้ 2 เดือนแรกปีนี้มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 13,874 ราย เพิ่มขึ้น 553 ราย หรือเพิ่ม 4% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน มีมูลค่าทุนจดทะเบียน 34,551 ล้านบาท ลดลง 1,025 ล้านบาท หรือลด 3 % อย่างไรก็ตาม หากเทียบยอดตั้งธุรกิจใหม่เฉพาะเดือนกุมภาพันธ์พบว่ากุมภาพันธ์ปีนี้ทำสถิติตั้งสูงสุดในรอบ 10 ปี และเมื่อแยกเป็นพื้นที่พบว่าการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในพื้นที่อีอีซี ยังเป็นสัดส่วนที่สูงถึง 10% สะท้อนถึงการขยายตัวของธุรกิจในพื้นที่เศรษฐกิจเป้าหมายของรัฐบาล รวมถึงการขยายของเศรษฐกิจยังดีอยู่ ขณะที่แนวโน้มการจัดตั้งบริษัทในเดือนถัดไปมีแนวโน้มที่ดีขึ้น

ส่งออกสัปปะรดเฮ!

ออสเตรเลียเลิกใช้มาตรการ

ตอบโต้การทุ่มตลาด

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า หน่วยงานไต่สวนของออสเตรเลียได้ประกาศผลการทบทวนการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping : AD) กับสินค้าสับปะรดกระป๋องของไทย ซึ่งได้เปิดทบทวนการใช้มาตรการ AD กับสินค้าสับปะรดกระป๋องสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร (ขนาดมากกว่า 1 ลิตร) และสับปะรดกระป๋องสำหรับผู้บริโภค (ขนาดไม่เกิน 1 ลิตร) ที่ผลิตและส่งออกจากไทยมาตั้งแต่ มิ.ย.2561 โดยได้ประกาศยกเลิกการใช้มาตรการ AD กับสินค้าสับปะรดกระป๋องสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากสินค้าดังกล่าวของไทยไม่มีการทุ่มตลาดและไม่ได้สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายในของออสเตรเลีย และในส่วนของสินค้าสับปะรดกระป๋องสำหรับผู้บริโภค ให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดจากสินค้าของไทยในอัตราเพียง 2.6 – 16.8% จากเดิมที่ 7.9 – 28.6% ของราคา C.I.F.การประกาศผลการทบทวนในครั้งนี้ ถือเป็นผลดีต่อผู้ส่งออกสินค้าสับปะรดกระป๋องทั้ง 2 ประเภท ที่จะทำให้ผู้นำเข้าในออสเตรเลียสั่งสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้นได้ หลังจากไทยถูกเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดจากสินค้าสับปะรดกระป๋องมายาวนานถึง 17 ปี 

ประกาศอุตุฯฉบับ 4

เตือน 14-19 มี.ค.

รับมือ ‘พายุฤดูร้อน’

www.tmd.go.th

นายภูเวียง ประคำมินทร์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ‘พายุฤดูร้อน’ บริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 14-19 มีนาคม 2562) ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2562  ในช่วงวันที่ 14-19 มีนาคม 2562 ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกรรโชกแรง และมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ รวมถึงมีฟ้าผ่า โดยจะเริ่มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกก่อน ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้รับผลกระทบในวันถัดไป จึงขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้น หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างและป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกร ควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อพืชผลทางการเกษตรไว้ด้วย

พาณิชย์จับมือช้อปปี้

ดันสินค้าชุมชนขายออนไลน์

ตั้งเป้า 100 ล้าน/ปี

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการลงนาม ความร่วมมือการส่งเสริมสินค้าชุมชนไทยเข้าสู่ช่องทางการตลาดอี-คอมเมิร์ซ กับบริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ว่า  การลงนามครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมธุรกิจอี-คอมเมิร์ซของไทยให้เติบโตและสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล พร้อมก้าวสู่ Thailand 4.0 อย่างแข็งแกร่ง ภายใต้แคมเปญ “ของดีออนไลน์ by DBD” โดยกรมฯ และ ช้อปปี้ได้ร่วมกันคัดสรรสินค้าชุมชนที่มีคุณภาพดีจากผู้ประกอบการทั่วประเทศมาจำหน่ายบนแพลตฟอร์มของช้อปปี้ พร้อมให้การสนับสนุนการทำการตลาด (Marketing) แนะนำวิธีการจัดการร้านค้า (Operation) และเป็นพี่เลี้ยงแก่ผู้ประกอบการ ปัจจุบันมีสินค้าชุมชนที่พร้อมจำหน่ายบนแพลทฟอร์มของช้อปปี้แล้วจำนวน 5 หมวดหมู่สินค้า 473 รายการ แบ่งเป็น 1. อาหารและเครื่องดื่ม 430 รายการ 2. สุขภาพและความงาม 29 รายการ 3. กระเป๋า 2 รายการ 4. ของเล่น/สินค้าแม่และเด็ก  1 รายการ และ 5. อุปกรณ์เครื่องเขียนและหนังสือ 1 รายการ คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีสินค้าชุมชนจากทั่วประเทศขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มจำนวนไม่น้อยกว่า 3,000 รายการ ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 100 ล้านบาทต่อปี

โตโยต้าผลิตรถยนต์โรเวอร์

พามนุษย์สำรวจดวงจันทร์

ภายหลังจากที่สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และจีน ประสบผลสำเร็จในการส่งยานอวกาศผ่านระยะทางกว่า 3.84 แสนกิโลเมตรไปสัมผัสผืนผิวบนดวงจันทร์ และเมื่อเดือนที่ผ่านมาอิสราเอลก็ได้ส่งยานอวกาศเบเรชีทไปลงยังดวงจันทร์เป็นชาติที่ 4 โดยกำหนดลงจอดในเดือนเมษายนนี้ ล่าสุด องค์การสำรวจอวกาศแห่งญี่ปุ่น (แจ็กซา) จับมือกับบริษัทโตโยต้า ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก ร่วมกันปฏิบัติภารกิจสำรวจพื้นผิวของดวงจันทร์ ด้วยโรเวอร์หรือยานยนต์เคลื่อนที่ โดยการมอบหมายให้โตโยต้าเป็นผู้ผลิตและพัฒนารถยนต์โรเวอร์หรือ EPV ชนิด 6 ล้อ เพื่อใช้ในภารกิจสำรวจดวงจันทร์ นับเป็นการรับผิดชอบภารกิจสำรวจอวกาศแบบเต็มตัวเป็นครั้งแรกของโตโยต้า หลังจากที่เคยทำหน้าที่พัฒนาหุ่นยนต์ขนาดเล็กเพื่อส่งขึ้นไปทดสอบบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ไอเอสเอส) มาแล้วก่อนหน้านี้ สำหรับรถยนต์โรเวอร์คันนี้มีความยาวประมาณ 6 เมตร กว้าง 5.2 เมตร สูง 3.8 เมตร มีพื้นที่ใช้สอย 13 ตารางเมตร บรรจุนักบิน 2-4 คน ใช้เทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงที่สามารถให้พลังงานสำหรับปฏิบัติภารกิจสำรวจบนด้วยจันทร์ได้นานถึง 40 วัน และวิ่งไกลถึง 10,000 กิโลเมตร โดยแจ็กซามีแผนจะส่งมนุษย์พร้อมรถยนต์โรเวอร์ไปสำรวจดวงจันทร์ระหว่างปี 2029 ถึง 2034 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า