หนึ่งในเคล็ดลับความสำเร็จของหลาย SMEs หรือผู้ประกอบการใหม่ทั้งหลาย นั่นคือ การเรียนรู้เทคนิคการก่อร่างสร้างธุรกิจจากเหล่า ‘SMEs ไทย’ ที่ประสบความสำเร็จแล้ว มาเป็นทอดๆ จากรุ่นสู่รุ่น นอกจากนั้น การศึกษาเรียนรู้บทเรียนความสำเร็จจาก SMEs และเจ้าของบริษัทในหลายประเทศ รวมถึงการมีโอกาสได้ไปเยือนประเทศต่างๆ เพื่อแสวงหาโอกาสขยายธุรกิจ ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทุก ‘SMEs ไทย’ สามารถทำได้ ซึ่งถือเป็นการย่นระยะเส้นชัยแห่งธุรกิจของตนให้ใกล้ขึ้น

ในประเด็นนี้ ศ.ดร.กัลปพฤกษ์ ผิวทองงาม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน (Ecber)  มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ออกมาให้มุมมองน่าสนใจว่า

“กลุ่มประเทศอาเซียน +8 นับเป็นตลาดใหม่ที่มีความน่าสนใจ โดยเฉพาะในแง่ที่เหล่า SMEs ไทย สามารถไปขยายการลงทุน หรือแม้กระทั่งเดินทางไปเริ่มธุรกิจที่นั่นเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การจะเริ่มไปทำธุรกิจในกลุ่มประเทศนี้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีความรู้เฉพาะของตลาดในประเทศที่ตนเองจะไปลงทุนให้ดีเสียก่อน เพราะในแต่ละประเทศมีข้อมูลเฉพาะและความน่าสนใจในหลากหลายแง่มุมที่แตกต่างกันไป”

โดยในโอกาสนี้ ศ.ดร.กัลปพฤกษ์ ได้ชี้ให้เห็นถึงความน่าสนใจของ 4 ประเทศดาวรุ่งในกลุ่มอาเซียน +8 ที่ SMEs ไทย ควรไปลงทุน ซึ่งได้แก่ จีน อินเดีย เมียนมา และกัมพูชา เป็นรายประเทศ ดังนี้


จีน กับโอกาสทำธุรกิจในว่าที่ประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งในโลก

เชื่อว่า หลายคนรู้กันอยู่แล้วว่า ในตอนนี้สาธารณรัฐประชาชนจีน กำลังเดินอยู่บนเส้นทางสู่มหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก แม้ว่าในช่วงปีนี้ กระแสข่าวส่วนใหญ่จะระบุว่า เศรษฐกิจจีนกำลังถดถอย ทว่า ด้วยการวางนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลประธาธิบดี สี จิ้นผิง ที่ชัดเจน จีนจึงยังคงมีภาษีดีกว่าอีกหลายประเทศ ที่ควรค่ากับการเดินทางไปลงทุน

ยิ่งในมุมของความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่าง ไทย-จีน ที่แม้เศรษฐกิจภาพรวมของจีนจะมีแนวโน้มชะลอตัว แต่ที่ผ่านมา อัตราการขยายตัวด้านเศรษฐกิจและการค้าก็ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยจีนถือได้ว่าเป็นตลาดใหญ่ที่รองรับสินค้าจากไทยหลากหลายประเภท เพราะผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ชาวจีน มองว่าสินค้าของไทยมีมาตรฐาน คุณภาพดี ด้วยเหตุนี้สินค้าจากไทยจึงได้รับการยอมรับและได้รับความสนใจจากชาวจีนจำนวนมาก

ด้าน ศ.ดร.กัลปพฤกษ์ ชี้ให้เห็นถึงเหตุผลที่มองว่า จีน เป็นตลาดการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการใหม่ ว่า

“ต้องยอมรับว่าในช่วง 4-5 ปี ที่ผ่านมา ชาวจีนมีรายได้เฉลี่ยที่สูงขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนภายในประเทศจึงดีขึ้น ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคชาวจีนเปลี่ยนไป หันมาให้ความสนใจกับการดูแลสุขภาพและความงามเพิ่มมากขึ้น มีชีวิตความเป็นอยู่ที่กินดีอยู่ดีขึ้น โดยเฉพาะชาวจีนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองส่งผลให้อุปสงค์ภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย”

และไม่เพียงกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น แต่ทัศนคติในการใช้ชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนไป จากที่กินอยู่แบบประหยัด นิยมของถูก ซื้อสินค้าโดยพิจารณาจากราคาเป็นหลัก ไม่คำนึงถึงคุณภาพมากนัก ก็เริ่มหันมาเลือกใช้สินค้าที่ดีมีคุณภาพ สรรหาของดีมีประโยชน์มาบำรุงสุขภาพมากขึ้น

โดย ศ.ดร.กัลปพฤกษ์ ยังแนะนำเพิ่มเติมว่า ถ้าผู้ประกอบการคนใดสามารถเข้าไปขยายธุรกิจและจำหน่ายสินค้าในตลาดจีนได้ นั่นถือเป็นความสำเร็จที่สวยงามและยิ่งใหญ่ เพราะประเทศจีนเป็นประเทศใหญ่ ประกอบไปด้วยมณฑลและเมืองมากมาย เมื่อคุณสามารถขยายธุรกิจได้ในเมืองหนึ่ง เท่ากับว่าคุณได้เริ่มวางรากฐานธุรกิจที่ต่อไปสามารถต่อยอดไปยังเมืองต่างๆ ได้อีก จนกระทั่งครอบคลุมทั่วทั้งเมืองจีน  

นอกจากนั้น ตอนนี้ ผู้บริโภคจีนยังคงมีความเชื่อว่า ผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศคือสินค้าที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือมากกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศจีน ดังนั้น สินค้าจากไทยจึงถือว่าได้เปรียบ เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ของจีนเอง


อินเดีย กับช่องทางหลากหลายในการทำธุรกิจของ SMEs ไทย

ความโดดเด่นของตลาดประเทศอินเดีย ที่ ศ.ดร.กัลปพฤกษ์ ชี้ให้เห็น ในเบื้องต้น คือ อินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศจีน ดังนั้น อินเดียจึงเป็นแหล่งรวมประชากรโลกจำนวนมากที่ต้องกินต้องใช้ ความต้องการของผู้บริโภคที่นี่จึงมีมหาศาลตามไปด้วย

นอกจากนั้น ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าต่างประเทศ ณ นครมุมไบ ประเทศอินเดีย ยังยืนยันว่า ปัจจัยที่เหมาะสมที่เอื้อให้อินเดียเป็นอีกหนึ่งประเทศดาวรุ่ง ที่ขอแนะนำให้ผู้ประกอบการไทยไปลงทุน คือ อินเดียนับเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพด้านการเมือง มีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคที่ดี ส่วนเศรษฐกิจอินเดียก็มีการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วเฉลี่ยถึงปีละ 8% ส่งผลให้ประชากรมีรายได้เพิ่มขึ้นและกลายเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง

ไม่เพียงเท่านั้น อินเดียยังมีปัจจัยที่เอื้อต่อการค้าขายของทุกธุรกิจ เนื่องจาก ที่ผ่านมา รัฐบาลอินเดียได้เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เพื่อให้อินเดียเป็นศูนย์กลางการผลิตของโลก (Manufacturing Hub) ทำให้มีโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคต่างๆมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการพัฒนาเมืองต้นแบบ 100 แห่ง (100 Smart Cities) เพื่อสนับสนุนและรองรับสำหรับการลงทุนจากต่างชาติ โดยการขยายการพัฒนาเส้นทางคมนาคมในพื้นที่นอกเขตเมืองนี้ทำให้สินค้าไทยมีโอกาสขยายตลาดไปยังเมืองต่างๆของอินเดียได้ง่ายขึ้น

สำหรับพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวอินเดีย ในช่วงปี 2015-2017 คนอินเดียที่มีฐานะปานกลาง มีจำนวน 267 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 547 ล้านคน ภายในปี 2026 ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคชาวอินเดียเปลี่ยนแปลงไปด้วย

ยกตัวอย่าง ชาวอินเดียรุ่นใหม่มักจะเลือกซื้อเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายที่มีส่วนผสมของสมุนไพรหรือสารสกัดจากธรรมชาติที่เป็นสินค้านำเข้ามากกว่าสินค้าที่ผลิตในอินเดีย เพราะพวกเขามองว่าสินค้าที่ผลิตจากผู้ผลิตรายย่อยชาวอินเดียยังขาดระบบการจัดการที่ดี และมีองค์ความรู้ในการออกแบบทำให้สินค้ามีคุณภาพค่อนข้างต่ำ รวมถึงยังขาดความหลากหลาย ผู้บริโภคที่มีรายได้ระดับกลางขึ้นไปจึงให้ความสนใจสินค้านำเข้ามากกว่า ซึ่งจุดนี้ก็เป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายจากสมุนไพรของไทยเข้าไปทำตลาดได้ไม่ยาก

และด้วยในปัจจุบันชาวอินเดียรุ่นใหม่ก็จะติดต่อสื่อสารกันผ่านทางสื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดียมากขึ้น ดังนั้น การวางกลยุทธ์การตลาด และการโฆษณาก็สามารถทำได้ง่ายผ่านช่องทางเหล่านี้ได้เลย

ขณะที่ จากการสำรวจข้อมูลของ ECBER ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน (มกราคม 2562) พบว่าสินค้าไทยเป็นที่นิยมมากในตลาดพรีเมียมประเทศอินเดีย โดยมียอดขายมากเป็นอันดับสองใน supermarket แบบ High end เช่น Nature Basket และ Food hall มีทั้งอาหารแห้งแปรรูปและผลไม้สดจากไทย รวมทั้งผลไม้อบแห้งต่างๆ นอกจากนี้ โรงแรมระดับพรีเมียม ก็นิยมซื้อผลไม้สดและแห้งของไทย เพราะมีคุณภาพ บ่งบอกได้ถึงรสนิยม และฐานะของผู้บริโภค ดังนั้น สินค้าไทยจึงมีโอกาสสูงที่จะขยายเข้าสู่ตลาดอินเดียได้แน่นอน


เมียนมา ต้องโฟกัสไปที่การขยายการลงทุนไปยัง เมืองมัณฑะเลย์

เคล็ดลับการทำธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง เมียนมา ให้ประสบความสำเร็จ ต้อง รู้เขารู้เรา เสียก่อน ซึ่งในประเด็นนี้  ศ.ดร.กัลปพฤกษ์ ให้ข้อมูลเบื้องต้นโดยอ้างอิงข้อมูลอัปเดตจาก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ว่า

“ปัจจุบัน รัฐบาลเมียนมาเร่งให้ความสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ โดยกำหนดทิศทางการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้าง การท่องเที่ยว โทรคมนาคมและบริการด้านการเงิน รวมทั้งการลงทุนด้านพลังงาน ระบบคมนาคม เขตเศรษฐกิจพิเศษ และนิคมอุตสาหกรรมของเมียนมา ซึ่งคาดว่าต้องใช้งบประมาณถึง 120 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และที่ผ่านมา เมียนมาก็มีแนวโน้มในการพัฒนาที่ดี โดย World Bank คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของเมียนมาจะเติบโตเฉลี่ย 7 % ต่อปี ใน 3 ปีข้างหน้า”

ดังนั้น ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนในการส่งเสริมภาคเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและยั่งยืนของรัฐบาลเมียนมา ตลอดจนต้องการเปิดประเทศเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงกับภูมิภาคและเพิ่มความหลากหลายด้านเศรษฐกิจให้กับประเทศ นี่จึงเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนไทย ที่กำลังมองหาตลาดต่างประเทศเพื่อนบ้านที่มีพฤติกรรมการบริโภคที่ใกล้เคียงกับคนไทย และผู้บริโภคท้องถิ่นยังมีความเชื่อมั่นและชื่นชอบในสินค้าและบริการของไทย ตลาดประเทศเมียนมาก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่เลวเลย

โดยเมืองที่ทางผู้อำนวยการศูนย์ ECBER ได้ให้มุมมองว่า มีความโดดเด่นและมีปัจจัยที่เหมาะสมในการไปลงทุน นั่นคือ เมืองมัณฑะเลย์ เพราะมีความพร้อมด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการลงทุน โดยเฉพาะการมีโครงข่ายคมนาคมทางบกและทางน้ำเชื่อมสู่เมืองย่างกุ้ง และเป็นที่ตั้งของสนามบินนานาชาติมัณฑะเลย์ นอกจากนี้ ยังมีโครงการยกระดับเส้นทางรถไฟสาย มัณฑะเลย์-เนปิดอว์-ย่างกุ้ง ซึ่งจะทำให้การเดินทางด้วยรถไฟระหว่างเมืองมัณฑะเลย์และเมืองย่างกุ้งประหยัดเวลาจาก 16 ชั่วโมง เหลือเพียง 8 ชั่วโมง

เมืองมัณฑะเลย์จึงได้รับการจับตามองในฐานะ Super Gateway ที่ภายใต้ยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมของจีน ตามนโยบาย One Belt, One Road ได้วางยุทธศาสตร์ให้เมียนมาเป็นประตูออกสู่มหาสมุทรอินเดียให้แก่มณฑลตอนในของจีน ส่วนอินเดีย มีเส้นทาง IMT (India-Myanmar-Thailand) Trilateral Highway เชื่อมอินเดีย-เมียนมา-ไทย ตามนโยบายรุกตะวันออก (Act East) ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ เมียนมา จึงมีความน่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการชาวไทยที่จะเดินทางเข้าไปลงทุนไม่น้อยทีเดียว


กัมพูชา บ้านพี่เมืองน้อง ที่ความนิยมชมชอบสินค้าไทยไม่เคยลดลง

ความนิยมชมชอบในสินค้าไทยของชาวกัมพูชาเกิดขึ้นมายาวนานแล้ว และกระแสก็ไม่เคยตกลงไปเลย เพราะจากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคกัมพูชาของ ECBER ในหลายส่วน พบว่าทั้งการซื้อสินค้า การดื่ม การรับประทานอาหาร และ การบริโภคสื่อของชาวกัมพูชา ได้รับอิทธิพลจากประเทศไทยสูงมาก ที่เป็นเช่นนี้เพราะอิทธิพลของสินค้าไทย ละครไทย ภาพยนตร์ไทย รวมถึงวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งส่งผลให้การเจรจา การทำธุรกิจทำได้ง่ายขึ้น

นอกจากนั้น ยังปรากฎข้อเท็จจริงว่าในประเทศกัมพูชา หากใครใช้สินค้าไทย ต้องถือว่าเป็นกลุ่มที่มีรายได้สูง เพราะชาวกัมพูชามีความเชื่อมั่นว่าสินค้าไทยเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ อีกทั้งชาวกัมพูชายังมีความเชื่อมั่นว่าสินค้าไทยมีคุณภาพดีราคาสมเหตุสมผล และมีอายุการใช้งานนานกว่าสินค้าจีนและเวียดนาม จึงง่ายต่อการที่ผู้บริโภคชาวกัมพูชาจะตัดสินใจซื้อสินค้าไทยซ้ำ ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคของกัมพูชาจึงยังเปิดกว้าง สินค้าไทยมีโอกาสส่งออกได้สูงมาก

สำหรับเมืองที่น่าสนใจ น่าลงทุน ในกัมพูชาตอนนี้ ศ.ดร.กัลปพฤกษ์ ชี้ว่า เสียมราฐ หรือ เสียมเรียบ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของประเทศกัมพูชา มีความโดดเด่นชัดเจนในด้านการลงทุนเพราะมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ได้เปรียบและมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งเสียมเรียบกับพนมเปญ ผ่านทางหลวงแห่งชาติหมายเลข 6 และเชื่อมต่อชายแดนไทย ผ่านทางหลวงแห่งชาติ หมายเลข 5 มีสนามบินนานาชาติ และการขนส่งทางน้ำผ่านทางเรือ และมีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่อุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังมีพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม ค่าแรงต่ำ และแรงงานมีการศึกษาดี 

ส่วนในภาคการเกษตร เสียมเรียบมีข้อดีหลายประการในการพัฒนาภาคการเกษตร เช่น มีภูมิทัศน์ที่ดี มีพื้นที่ที่เหมาะสม มีปริมาณน้ำฝนและระบบชลประทานที่เหมาะสม มีอ่างเก็บน้ำ ข้าวฤดูฝน 4,000 เฮกตาร์ ข้าวฤดูแล้ง 1,000 เฮกตาร์ พื้นที่ได้รับการฟื้นฟูเพิ่มขึ้น ขณะที่ในส่วนของภาคการท่องเที่ยว เป็นภาคที่มีความสำคัญที่สองสำหรับจังหวัด ในช่วง 7 เดือนแรกของปี มีจำนวนนักท่องเที่ยว 2,541,459 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5

ดังนั้น เหตุผลทั้งหมดนี้ จึงส่งให้ กัมพูชา เป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าลงทุนที่เหล่า SMEs ไทย ไม่ควรมองข้ามเลย


และหากผู้ประกอบการไทยท่านใด สนใจอยากเดินทางลงพื้นที่จริง ไปยัง 4 ประเทศดาวรุ่งนี้ ทางศูนย์ ECBER มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดโครงการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ให้บริการ SMEs โดยเปิดให้ผู้สนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อพัฒนาศักยภาพและสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการกับประเทศอาเซียน +8  พาผู้ประกอบการที่สนใจเดินทางไปศึกษาดูงานยัง 4 ประเทศดาวรุ่ง นี้

โดยผู้ประกอบการที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น โทรศัพท์ 043-202566 ,084-231 6705  หรือ e-mail : ecber.kku@gmail.com 


อยากรู้เคล็ดลับความสำเร็จของ SMEs ไทย ที่น่าสนใจ ในหลากหลายมุม อ่านต่อเลย

‘She-Economy’ พลิกโลก เมื่อพลังหญิงขับเคลื่อนโลกเศรษฐกิจ & สังคมไร้เงินสด

อินเดีย…ตลาดการค้าใหญ่ สถานีต่อจาก…จีน?

จับตาดูอภิมหาโปรเจ็กต์พลิกเศรษฐกิจจีน ปั้น ‘กวางตุ้ง ฮ่องกง มาเก๊า’ เป็น ‘ซิลิคอน วัลเลย์ แดนมังกร’