แม้จะไม่ใช่ประเด็นสุขภาพที่อยู่ในกระแสความสนใจของผู้คนเหมือนปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ตอนนี้หลบไปซ่อนตัวชั่วคราว รอวันที่จะก่อผลเสียต่อสุขภาพคนเมืองในอนาคต ทว่า ปัญหาเรื่องการ ‘นอนไม่หลับ’ ที่สามารถเกิดได้ในคนทุกเพศทุกวัย ด้วยสาเหตุที่ต่างกันไป ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาของวงการสาธารณสุขไทยก็ว่าได้ ซึ่งแทรกซึมเข้ามาทำลายสุขภาพคนในชาติ และหากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไข ย่อมก่อเกิดผลกระทบต่อสุขภาพทั้งทางกายและทางใจในระยะยาวอย่างน่าเป็นห่วง

โดยประเด็นที่วงการสาธารณสุขไทยออกมาอัปเดตล่าสุดเกี่ยวกับปัญหาการ ‘นอนไม่หลับ’ หรือนอนหลับไม่เพียงพอของคนไทยกำลังเข้าสู่ภาวะที่น่าเป็นห่วงและน่าตกใจไม่น้อย เพราะจากการสำรวจล่าสุดพบว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นกับคนไทยทุกเพศทุกวัยถึงร้อยละ 30-40 ของประชากร โดยคาดว่ามีคนไทยต้องทุกข์ทรมานจากปัญหานี้ราว 19 ล้านคน

และที่น่าห่วงยิ่งกว่า คือ ผู้ป่วยยังขาดความเข้าใจในการเยียวยารักษาอาการ และส่วนใหญ่ยังคงหายากินเอง หรือนำยาจากผู้ป่วยคนอื่นมากินเพื่อรักษาอาการด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดหลักทางการแพทย์ แถมยังไม่ได้ผลในระยะยาว ทั้งยังเสี่ยงต่อผลกระทบที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า มากกว่าคนปกติถึง 2 เท่าตัว


แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้ นอนไม่หลับปัญหาสุขภาพคุกคามคนทั่วโลก

เนื่องใน วันนอนหลับโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 15 มีนาคมของทุกปี นายแพทย์กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ จ.นครราชสีมา ออกมาให้ความรู้เรื่อง การแก้ปัญหาการนอนไม่หลับ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่อยู่ในความสนใจระดับโลก และเป็นปัญหาที่วงการสาธารณสุขทั่วโลกกำลังหาทางออกให้กับประชากรทั่วโลกและในชาติของตัวเอง รวมถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน

“ปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับ หรือนอนหลับไม่เพียงพอเป็นเรื่องใกล้ตัวที่จะต้องเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน ซึ่งทางการแพทย์นิยามอาการนี้ว่า อินซอมเนีย (insomnia) ในระดับโลกคาดว่ามีผู้ที่ต้องเผชิญกับปัญหานี้ถึงประมาณ 2,000 ล้านคน สำหรับประเทศไทยเอง พบได้ทุกช่วงวัยมากถึงร้อยละ 30-40 ของประชากร เฉลี่ยแล้วคาดว่ามีชาวไทยถึงประมาณ 19 ล้านคนที่ประสบปัญหานอนไม่หลับ”

นายแพทย์กิตต์กวีอธิบายเพิ่มเติมว่า ส่วนใหญ่จะเกิดแบบช่วงสั้นๆ ประมาณร้อยละ 10 ที่เป็นแบบเรื้อรัง คือมีปัญหานอนไม่หลับมานานกว่า 3 เดือน ซึ่งการนอนไม่หลับนี้เองที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียด อารมณ์หงุดหงิด ไม่มีสมาธิ และพัฒนาจนกระทั่งเป็นโรคทางจิตเวชได้ในที่สุด


เปลี่ยนความเชื่อผิดๆ เรื่องการนอนไม่หลับ ก่อนเดินสู่ทางออกของปัญหาได้แบบสบายๆ

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ปัญหาการนอนไม่หลับเรื้อรัง คือ ความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับการเยียวยารักษาอาการ ด้วยเหตุนี้จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงมีความพยายามมาโดยตลอด เพื่อทำความเข้าใจกับผู้ป่วยให้ถูกต้องเกี่ยวกับหนทางรักษาก่อน โดยนายแพทย์กิตต์กวีกล่าวว่า

“ในคนทั่วไปสามารถเกิดอาการนอนไม่หลับได้สัปดาห์ละ 1-2 คืน ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ในรายที่ผิดปกติจะมีปัญหาติดต่อกันนานกว่า 2 สัปดาห์และต่อเนื่อง ลักษณะอาการที่พบบ่อย คือ นอนไม่หลับหรือนอนหลับลำบาก หลับไม่สนิท ตื่นขึ้นมากลางดึกหรือหลับๆ ตื่นๆ ตื่นเร็วกว่าปกติ และตื่นมาแล้วไม่สดชื่น คนทั่วไปจึงมักเปรียบเปรยผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับว่า ขอบตาดำเหมือนหมีแพนด้านั่นเอง”

ทั้งนี้ นายแพทย์กิตต์กวีอธิบายให้ฟังถึงสาเหตุของขอบตาดำที่เกิดขึ้นกับคนที่นอนไม่หลับว่าเป็นเพราะการไหลเวียนเลือดไม่ดี ซึ่งปัญหานี้ทางการแพทย์จัดว่าไม่ใช่ตัวโรค แต่เป็นอาการที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์ โดยสาเหตุที่ทำให้นอนไม่หลับมีหลายประการ ทั้งจากโรคทางกาย เช่น โรคไขข้ออักเสบ กรดไหลย้อน หรือมาจากสภาพแวดล้อม เช่น มีเสียงรบกวนจากภายนอก ห้องนอนสว่างเกินไป หรือจากอุปนิสัยที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น ทานอาหารที่ย่อยยากใกล้เวลานอน เล่นเกม หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนก่อนนอน 

แต่อย่างไรก็ตาม นายแพทย์กิตต์กวียังชี้ว่าเรื่องที่น่าเป็นห่วงที่สุดของผู้มีอาการนอนไม่หลับชาวไทย คือ การไปหายามากินเองโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

“ประเด็นที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้พบว่า ผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับยังขาดความเข้าใจ มักจะไม่ได้คิดไปถึงสาเหตุ แต่จะมุ่งไปแก้ที่อาการเลย โดยก่อนที่จะไปพบแพทย์ ส่วนใหญ่มักจะหายามากินเองก่อน อย่างที่ รพ.จิตเวชนครราชสีมาฯ พบว่าเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่ซื้อหรือหายากินเอง”

ผู้ที่ซื้อยากินเองมีทั้งสั่งซื้อทางออนไลน์หรือจากร้านขายยาแผนปัจจุบัน ซึ่งเป็นยาประเภทฮอร์โมนที่ควบคุมวงจรการนอนหลับและการตื่นของมนุษย์ หรือยาทำให้นอนหลับ นอกจากนี้ยังมีอีกลักษณะหนึ่งคือ ขอแบ่งยานอนหลับจากผู้ป่วยที่รู้จักหรือคุ้นเคยมาทดลองกิน ปัญหานี้พบได้ทั้งในเขตเมืองและชนบท เพราะประชาชนเข้าใจว่า ใช้ยาด้วยกันได้ เพราะแก้อาการนอนไม่หลับเหมือนกัน

ประเด็นปัญหานี้ นายแพทย์กิตต์กวีชี้แจงว่า การหายามากินเพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับเอง นอกจากใช้ไม่ได้ผลในระยะยาวแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายด้วย

“เนื่องจากยาแต่ละชนิดที่ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับ ใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายแตกต่างกันตามลักษณะอาการ สาเหตุและข้อบ่งชี้การใช้จึงไม่สามารถใช้ด้วยกันได้ แม้ว่าจะมีอาการนอนไม่หลับเหมือนกันก็ตาม โดยเฉพาะหากอาการที่นอนไม่หลับเกิดมาจากความเครียด วิตกกังวล และไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะยิ่งทำให้อาการนี้แปรเปลี่ยนเป็นโรคที่ทวีความรุนแรงขึ้น ถึงขั้นป่วยเป็นโรคซึมเศร้าได้ ซึ่งมีงานวิจัยทางการแพทย์ยืนยันแล้วว่า ผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง มีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติถึง 2 เท่าตัว และทำให้เป็นโรคทางจิตอื่นๆ เช่น ไบโพลาร์ เกิดประสาทหลอนได้ นอกจากนี้ ยังเพิ่มโอกาสป่วยโรคทางกาย เช่น ความดันโลหิตสูง สมองเสื่อม โรคหัวใจ เบาหวาน ไขมันในเลือดสูงด้วย”

การรักษาอาการนอนไม่หลับโดยทั่วไปจะมี 3 วิธี คือ รักษาที่สาเหตุที่เกี่ยวข้อง รักษาโดยการปรับความคิดและพฤติกรรม และการใช้ยา ซึ่งนายแพทย์กิตต์กวีแนะนำผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับทุกคนว่า ให้หมั่นสังเกตอาการตัวเอง หากรู้ตัวว่านอนไม่หลับติดต่อกันมา 2 สัปดาห์ ควรรีบไปพบแพทย์ และในตอนนี้ คนไทยทุกเพศทุกวัยมีสิทธิรักษาพยาบาลอาการนอนไม่หลับ โดยสามารถเดินทางไปพบแพทย์ยังโรงพยาบาลใกล้บ้านทุกแห่ง หรือโทรปรึกษาที่ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับฟังคำแนะนำสำหรับการดูแลรักษาอาการที่ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยและดีต่อสุขภาพมากกว่า 


อ้างอิง : บทความ เรื่อง “เผยคนไทย “นอนไม่หลับ” 19 ล้านคน อย่าซื้อยากินเอง” จากเว็บไซต์ สสส. (15 มีนาคม 2562)


อ่านวิธีดูแลสุขภาพ ให้ห่างไกลจากโรคร้ายจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ กันต่อ             

ระดมสมอง ทบทวนบทเรียนจาก ‘วิกฤตฝุ่น PM 2.5’ นำสู่โมเดลแก้ปัญหาฝุ่นจิ๋วคุกคามคนเมืองอย่างยั่งยืน

เปิด ‘ผลสำรวจความสุขครอบครัวไทย’ พร้อมแนะแนวทางอยู่ดีมีสุข ท่ามกลางสังคมแห่งปัญหารุมเร้า

ทำความรู้จักคอมมูนิตี้ในซานฟรานซิสโก รักษา ‘ซึมเศร้า’ โดยผสานศาสตร์ ‘ฝังเข็ม ชี่กง และเทคโนโลยี TMS’