ใครๆ เขาก็ว่ายุคนี้เป็นยุคอวสานสื่อสิ่งพิมพ์ เนื่องจาก ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สื่อสิ่งพิมพ์ ทั้งรายใหญ่ รายย่อย ต่างทยอยประกาศปิดตัวไปเรื่อยๆ เพราะแบกรับสภาวะขาดทุนที่เกิดขึ้นจากธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ไทยถดถอยไม่ได้ ทว่า ในวิกฤตที่เกิดขึ้นนี้ ก็มีโอกาสที่เกิดขึ้นพร้อมกับความท้าทายว่าธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์แบบเดิม จะสามารถปรับรูปแบบธุรกิจให้ไปเป็น ธุรกิจหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีบุ๊ก (E-Book) ได้หรือไม่

โดยในมุมของผู้ใช้บริการ อีบุ๊ก (E-Book) นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้รักการอ่านในยุคดิจิทัล เพราะนอกจากผู้อ่านจะได้รับความสะดวกสบายในการอ่านหนังสือผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นแท็บเล็ต มือถือ หรือ โน๊ตบุ๊ก แล้ว ยังสามารถเลือกซื้อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือบริการอีบุ๊กผ่านทางออนไลน์แบบเสียค่าสมาชิกรายเดือนก็ได้

ส่วนมุมของเจ้าของธุรกิจ เมื่อกระแสความนิยมของหนังสือแบบรูปเล่มลดลง ทำให้สำนักพิมพ์ต้องหันมาปรับเปลี่ยนแพลตฟอร์มในการจำหน่ายหนังสือให้เป็นรูปแบบของอีบุ๊กมากขึ้น เพื่อรองรับกับดีมานต์ที่เปลี่ยนไป ซึ่งถ้าทำได้ จะเป็นการลดต้นทุนให้กับธุรกิจได้ เพราะการทำ อีบุ๊ก (E-Book) ใช้ต้นทุนที่น้อยกว่าการจัดตีพิมพ์ในแบบรูปเล่ม เหตุผลทั้งหมดนี้จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดอีบุ๊กขยายตัวแซงหน้าตลาดหนังสือแบบดั้งเดิมได้อย่างไม่ยาก


ข้อมูลสถิติการันตี ตลาดหนังสือทั่วโลก ขานรับเทรนด์ อีบุ๊ก (E-Book)

ในบทความเรื่อง “อีบุ๊ก” โอกาสที่มากับความท้าทายของธุรกิจสิ่งพิมพ์ไทย โดย กุลธิดา เด่นวิทยานันท์ (28 มิถุนายน 2561) ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ PwC Thailand อ้างอิงรายงานประจำปี The Global Entertainment & Media Outlook 2018-2022 ที่ PwC ได้ทำการศึกษาแนวโน้มรายได้และคาดการณ์การใช้จ่ายผ่านอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงโลก พบว่า

“ตลาดอีบุ๊กโลกจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีในช่วง 5 ปีข้างหน้า (2561-2565 CAGR) ที่ 7.1% จากมูลค่า 763,491 ล้านบาทในปี 2560 เป็น 1,077,811 ล้านล้านบาทในปี 2565 โดย Amazon ครองส่วนแบ่งการตลาดที่ใหญ่ที่สุดรองลงมา ได้แก่ Apple Google และ Kobo ขณะที่แนวโน้มของตลาดหนังสือทั่วโลก คาดจะเห็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีลดลงที่ 0.1%”

ต่อมา ผู้เขียน ได้กล่าวถึงแนวโน้มตลาดอีบุ๊กในเอเชียแปซิฟิกเพิ่มเติม ที่พบว่า สัญญาณการเติบโตนั้นเป็นบวก โดยรายงานคาดการณ์ว่า ตลาดอีบุ๊กในเอเชียแปซิฟิกจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 7.7% จาก 180,670 ล้านบาทในปี 2560 เพิ่มเป็น 262,396 ล้านบาทในปี 2565 ซึ่งญี่ปุ่นและสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นสองประเทศหลักที่ขับเคลื่อนการอ่านอีบุ๊กในภูมิภาคนี้ให้เติบโต ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการรณรงค์ของภาครัฐที่ให้นักเรียนในประเทศอ่านหนังสือเรียนแบบออนไลน์ (Digital textbook) นั่นเอง

นอกจากนั้น อีกหนึ่งปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้ตลาดอีบุ๊กในภูมิภาคนี้เติบโต คือ คนรุ่นใหม่ที่มีความชื่นชอบในเทคโนโลยี ประกอบกับความนิยมของการใช้สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายวงกว้าง ซึ่งนักอ่านส่วนใหญ่ นิยมที่จะอ่านอีบุ๊กผ่านสมาร์ทโฟน เพราะหน้าจอเล็ก กะทัดรัด เหมาะสำหรับการอ่านข้อความจำนวนมาก ต่างจากนักอ่านในประเทศแถบตะวันตกที่ส่วนใหญ่นิยมอ่านอีบุ๊กผ่าน Kindle หรือเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ e-book reader ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปกรณ์เฉพาะอ่านอีบุ๊กที่ดีต่อสุขภาพผู้อ่าน เพราะช่วยถนอมสายตาและพกพาได้สะดวกเวลาเดินทาง


ฟันธง ตลาดอีบุ๊กไทย ยังสดใส แค่ต้องเตรียมพร้อมกับทุกความท้าทายที่เกิดขึ้น

ในส่วนของแนวโน้มตลาดอีบุ๊กของประเทศไทยเอง ก็สดใสไม่แพ้ตลาดระดับภูมิภาค เพราะมีรายงานคาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีของตลาดอีบุ๊กบ้านเราจะอยู่ที่ 14% จากมูลค่าตลาด 2,960 ล้านบาทในปี 2560 เพิ่มเป็น 5,705 ล้านบาทในปี 2565 เช่นเดียวกับส่วนแบ่งการตลาดของอีบุ๊กที่จะเพิ่มจาก 7.4% ในปี 2560 เป็น 14.1% ในปี 2565

ในทางตรงกันข้าม หนังสือแบบรูปเล่มก็ยังมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี แต่ลดลง 1.3% เป็น 34,655 ล้านบาท ในปี 2565 โดยส่วนใหญ่คอหนังสือแบบกระดาษจะเป็นผู้ใหญ่ วัยทำงาน รวมถึงคนที่ยังคงรักการเข้าห้องสมุด หรืออ่านหนังสือเป็นรูปเล่มอยู่

สำหรับปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้ตลาดอีบุ๊กไทยเติบโต เห็นจะเป็นเพราะคนไทยหันมาใช้โทรศัพท์มือถือกันมากขึ้น โดยในปี 2560 คนไทยมีโทรศัพท์มือถือใช้งานจำนวนถึง 121.53 ล้านเลขหมาย และมีปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือเฉลี่ย 4.11 กิกะไบต์ต่อคนต่อเดือน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า คนไทยนิยมที่จะดูหนัง ฟังเพลง ท่องโซเชียล ติดตามข่าวสาร และอ่านหนังสือ ผ่านมือถือกันมากขึ้น

และจากการสำรวจธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ที่เบนเข็มไปตะลุยธุรกิจ อีบุ๊ก (E-Book) ก็พบว่า มีหลายธุรกิจยักษ์ใหญ่ของสื่อสิ่งพิมพ์ ที่มีนโยบายชัดเจนกับการเปลี่ยนไปลงทุนในภาคของ อีบุ๊ก เช่น สำนักพิมพ์การ์ตูนยักษ์ใหญ่อย่าง วิบูลย์กิจ ที่ประกาศยุติการพิมพ์และหันไปทำอีบุ๊กแทน หรือ สำนักพิมพ์นายอินทร์ และ สำนักพิมพ์บงกช ที่หันมารุกตลาดอีบุ๊กมากขึ้น

โดยตอนนี้มีแอปร้านหนังสือในรูปแบบดิจิทัลเกิดขึ้นมากมายบนหน้าแอปพลิเคชันของไทย อย่าง Ookbee, Meb, AIS Bookstore และ Fictionlog ซึ่งนอกจากแอปพลิเคชันเหล่านี้จะให้ผู้อ่านสามารถเข้ามาดาวน์โหลดอีบุ๊กได้ฟรีแล้ว ยังเปิดโอกาสให้นักเขียนหน้าใหม่ได้นำเสนองานเขียนผ่านแอปเหล่านี้ได้อีกด้วย

และเทรนด์การอ่านอีบุ๊กของไทยส่วนใหญ่ ยังคงเป็นแนวเพื่อความบันเทิงมากกว่าใช้เพื่อการศึกษา ตามไลฟ์สไตล์ของคนที่เปลี่ยนไป แต่ในระยะข้างหน้า ความท้าทายที่สำคัญของตลาดนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์หนังสือออนไลน์ ซึ่งทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการคงต้องหันมาร่วมมือกันในการเพิ่มมาตรการในการเอาผิดผู้กระทำผิดกันมากขึ้น


เปิดมุมมองเทรนด์และการเติบโตของ E-book ในสายตาผู้ให้บริการแอปฯดาวน์โหลด E-book

รวิวร มะหะสิทธิ์

เพื่อฟังความจริงให้รอบด้าน เรามีมุมมองจากผู้ให้บริการดาวน์โหลด E-book ที่คุ้นหูนักอ่านยุคดิจิทัลเป็นอย่างดี คือ Meb โดยในบทสัมภาษณ์ รวิวร มะหะสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมพ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน E-book “Meb” ที่เผยแพร่ลงในเว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ ยืนยันชัดเจนว่า ตลาดอีบุ๊กไทย ยังสดใส ด้วยการอ้างอิงสถิติอัตราการเติบโตของตลาดอีบุ๊กล่าสุดว่า

“ภาพรวมตลาดอีบุ๊กมีมูลค่าราวปีละ 600-700 ล้านบาท โตเลขสองหลักทุกไตรมาส แต่ยังเป็นแค่ 5% ของตลาดหนังสือที่มีมูลค่า 10,000 ล้านบาทต่อปี จึงมีโอกาสโตอีกมาก แต่ก็เป็นการเติยบโตท่ามกลางความท้าทายสำคัญ คือ ร้านทำหนังสือหรือคนทำหนังสือที่ค่อยๆลดลง ทำให้หาแหล่งซื้อหนังสือยากขึ้น แต่ในส่วนของคุณภาพดีไวซ์ที่รองรับการอ่านอีบุ๊กนั้น ไม่ต้องเป็นห่วงเลย เพราะได้รับการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มผู้บริโภคเริ่มคุ้นชินและมีโอกาสที่จะขยายตลาดไปยังกลุ่มผู้บริโภคใหม่ได้เรื่อยๆ”

โดย CEO ของ Meb ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าอีบุ๊กจะมีอายุ 20-45 ปี เป็นเพศหญิง ชอบอ่านนิยาย เป็นวัยทำงานที่มีกำลังจ่าย แต่ในอนาคตจจะมีแนวโน้มขยายตลาดอุ๊กไปยังกลุ่มลูกค้าที่มีอายุน้อยลง เพราะพวกเขาจะคุ้นเคยกับสมาร์ทโฟน และชื่นชอบกับระบบการซื้ออีบุ๊กมาอ่านที่สามารถทำได้ง่ายผ่านระบบอนไลน์

“อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของผม มองว่าตลาดอีบุ๊กยังอยู่ในช่วงการเรียนรู้ ความท้าทายตอนนี้คือทำให้คนที่อ่านหนังสือหันมาอ่านอีบุ๊ก ในตลาดอเมริกา อีบุ๊กอยู่ราว 20% ของตลาดหนังสือ ในไทยอาจจะต้องใช้เวลาอีก 3-5 ปี”

สำหรับ Meb ในตอนนี้มีหนังสือในระบบราว 70,000 เล่ม ผู้ใช้บริการกว่า 1.5 ล้านคน ยอดขายปีก่อน 350 ล้านบาท ปีนี้ตั้งเป้า 450-500 ล้านบาท ลูกค้า 2 ล้านคน

ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์

ส่วนอีกหนึ่ง ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน E-book เป็นใครไปไม่ได้นอกจาก Ookbee โดย ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท อุ๊คบี จำกัด ผู้ ให้ข้อมูลว่า

“ปัจจุบันอุ๊คบีมีผู้ใช้ 10 ล้านคน อายุ 18-45 ปี แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ อุ๊คบี (Ookbee) ที่จำหน่ายหนังสืออีบุ๊กของคอนเทนต์จากมืออาชีพ (professional generated content : PGC) มีผู้ใช้ประจำ 1.5 ล้านคน/เดือน และอีกส่วนคือ อุ๊คบี ยู (Ookbee U) ที่ทำในส่วน UGC (user generate content) ได้แก่ ธัญวลัย, Fictionlog, Storylog, Ookbee Comics, Fungjai และ Joylada ซึ่ง Joylada ได้รับความนิยมที่สุด”

ปัจจุบัน ทุกแพลตฟอร์มของ อุ๊คบี มีผู้ใช้งานกว่า 5 ล้านคน/เดือน เพจวิวรวมกัน 1,700 ล้านครั้ง/เดือน เติบโตเดือนละ 2 หลัก มีผู้สร้างคอนเทนต์ราว 400,000 คน สร้างรายได้หลักหมื่นถึงหลักแสนบาท โดยปีก่อนผู้ใช้อุ๊คบีเติบโต 200 เท่า

“ทุกวันนี้ เทรนด์คอนเทนต์เริ่มเปลี่ยนไป ปัจจุบันพฤติกรรมการอ่านของผู้บริโภคจะเป็นตอนสั้นๆ อ่านไปเรื่อยๆ มากกว่าที่จะมาอ่านเป็นเล่มยาว เนื่องจากคนยุคใหม่ไม่ค่อยชอบใช้เวลากับอะไรนานๆ”

สำหรับ ความท้าทายของธุรกิจ ในมุมของ อุ๊คบี คือ การดึงให้คนมาใช้งาน เพราะคนส่วนใหญ่ใช้เวลากับโซเชียลมีเดีย ขณะที่การเติบโตในฝั่งของอีบุ๊กไม่ได้โตเร็วเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากพฤติกรรมคนเปลี่ยนไป คอนเทนต์แบบ PGC หรือ  Professional Generated Content หรือคอนเทนท์ที่มืออาชีพเป็นผู้สร้างสรรค์ กับคอนเทนต์แบบ UGC หรือ User Generated Content คือ คอนเทนต์ที่สร้างจากผู้ใช้งานจริง แทบแยกกันไม่ออก อุ๊คบี จึงต้องมีการปรับโครงสร้างธุรกิจ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการและตัวธุรกิจเองก็ต้องปรับตัวให้ทันเพื่อเพิ่มผู้ใช้ใหม่ๆ โดยปีนี้อุ๊คบียังคงตั้งเป้าว่าจะทำอัปยอดขายให้โตขึ้นอีกเท่าตัวให้ได้


อ้างอิง ที่มา :


อ่านบทวิเคราะห์ธุรกิจที่น่าสนใจ ช่วยให้คุณค้นหาโอกาสในวิกฤต กันต่อ 

‘She-Economy’ พลิกโลก เมื่อพลังหญิงขับเคลื่อนโลกเศรษฐกิจ & สังคมไร้เงินสด

e-san e-commerce : โครงการน้องใหม่ พา SME อีสาน – ตะวันออก บุกตลาดออนไลน์โกยเงินล้าน

ผลสำรวจ ‘CEO Survey ปี 2562’ ชี้ชัด การท่องเที่ยว & การลงทุนใน EEC เป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญทางเศรษฐกิจ