ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากข่าวของคนดังในกระแสบนหน้าสื่อต่างประเทศที่คุ้นหน้าคุ้นตากัน ก็เห็นจะมีรายงานข่าวที่มีใบหน้าของหนูน้อยคนหนึ่งซึ่งเตะตา ชวนให้หาคำตอบว่าเธอคือใครกันนะ กระทั่งเมื่อได้อ่านเนื้อข่าวก็ทราบว่าเธอคือ Greta Thunberg (เกรียตา ทุนแบร์ย) นักรณรงค์แก้ปัญหาโลกร้อนชาวสวีเดนที่มีอายุเพียง 16 ปี ผู้เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปีนี้ ซึ่งมีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของการประกาศผลการพิจารณารางวัลโนเบล แค่รู้โปรไฟล์ของเธอผ่านพาดหัวข่าวก็ยิ่งทำให้อยากรู้ต่อว่าหนูน้อยคนนี้เธอทำอะไร จึงได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลอันทรงเกียรตินี้


แค่แรกรู้จักก็หลงรักเธอ ‘Greta Thunberg’ หนูน้อยผู้ส่งต่อแรงบันดาลใจให้เยาวชนทั่วโลกลุกขึ้นต้าน Climate Change

“หาก Greta Thunberg ได้รับเลือก ก็จะกลายเป็นเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอายุน้อยที่สุดในโลก ทำลายสถิติที่ น.ส.มาลาลา ยูซาฟไซ นักต่อสู้เพื่อสิทธิการศึกษาของเด็กหญิงในปากีสถานเคยทำไว้ โดยเธอได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพนี้ ตอนมาลาลาอายุ 17 ปี”

รายงานข่าวของบีบีซี เกริ่นให้ทราบถึงปรากฏการณ์ที่หนูน้อยทุนแบร์ยกำลังจะสร้างขึ้น พร้อมบอกเล่าถึงวีรกรรมของเธอที่ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของนอร์เวย์ 3 คน ให้เป็นผู้เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปีนี้ว่า มาจากการที่เธอตัดสินใจหยุดเรียนประท้วงปัญหาโลกร้อนบริเวณด้านหน้ารัฐสภาสวีเดนจนเป็นที่รู้จัก ซึ่งการออกมารณรงค์เคลื่อนไหวของทุนแบร์ยสร้างแรงบันดาลใจ จนกลายเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของเยาวชนทั่วโลก

โดยหนึ่งใน ส.ส. ของนอร์เวย์ เฟรดดี อันเดร เอิฟส์เตอโกร์ด ส.ส. พรรคฝ่ายซ้ายสังคมนิยมของนอร์เวย์ ผู้นำเสนอชื่อทุนแบร์ยเข้าชิงรางวัลฯเปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพี ว่า

“การที่เราเสนอชื่อ เกรียตา ทุนแบร์ย เพราะเห็นถึงความกล้าหาญของเยาวชนคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ผู้ใหญ่หลายคนยังไม่กล้าทำ เพราะอาจมองว่าไม่ใช่ธุระอะไรของตน ทั้งที่เป็นความจำเป็นระดับโลก ที่ถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่าง เพื่อเคลื่อนไหวและนำสู่ไปการกระทำและการเปลี่ยนแปลงเพื่อหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะ Climate Change ต่อไปปัญหานี้จะนำไปสู่สงคราม ความขัดแย้ง และปัญหาผู้อพยพลี้ภัยที่รุนแรงเกินจะคาดเดาได้ในที่สุด”

ในตอนท้ายของบทสัมภาษณ์ เอิฟส์เตอโกร์ด ยังยกย่องหนูน้อยทุนแบร์ยว่า “เธอเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งผมมองว่าเป็นการแสดงบทบาทในฐานะเยาวชนของโลกผู้ส่งเสริมสันติภาพโลกอย่างแท้จริง”

ทุนแบร์ย เริ่มหยุดเรียนประท้วงเพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ด้านหน้าอาคารรัฐสภาของสวีเดน ในกรุงสต็อกโฮล์มเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว จากนั้นก็เธอก็มักหยุดเรียนไปประท้วงที่เดิมเป็นประจำทุกวันศุกร์ กระทั่งเธอเริ่มเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก จากการขึ้นกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีประชุมของสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกครั้งที่ 24 หรือ COP24 ที่ประเทศโปแลนด์ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา


สุนทรพจน์หยุดโลกของหนูน้อยมหัศจรรย์ ผู้เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่อายุน้อยที่สุดในโลก

“หลายคนพูดกันว่าสวีเดนเป็นแค่ประเทศเล็กๆ สิ่งที่เราทำไม่สลักสำคัญอะไร แต่ฉันเรียนรู้ว่าคุณไม่เล็กเกินกว่าจะสร้างความแตกต่าง และหากการไม่ไปโรงเรียนของเด็กไม่กี่คนกลายเป็นข่าวไปทั่วโลกได้ล่ะก็ ลองจินตนาการดูว่าเราจะทำอะไรร่วมกันได้อีกหากเราต้องการทำมัน”

นี่คือถ้อยคำที่กลั่นมาจากใจ ซึ่งทุนแบร์ยได้กล่าวต่อผู้ฟังการประชุมของสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกครั้งที่ 24 ประเทศโปแลนด์ ไปเมื่อช่วงปลายปี 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งในวันนั้น เด็กหญิงทุนแบร์ยยังกล่าวต่อเพื่อเตือนผู้ใหญ่ในงานประชุมโลกร้อนด้วยถ้อยคำที่แสดงถึงความตั้งใจอย่างแกร่งกล้าว่า

“หยุดพูดถึงเศรษฐกิจสีเขียวที่เติบโตอย่างไม่สิ้นสุดได้แล้ว อย่ากลัวจะพูดสิ่งที่ทำให้คะแนนนิยมลดลง เพราะแนวคิดเช่นนั้นนำมาสู่ปัญหาโลกร้อนที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้ หนทางเดียวเพื่อแก้ปัญหาคือ ยุติมันเสียโดยเร็ว หากพวกคุณไม่ลงมือทำกันวันนี้เท่ากับว่า คุณทิ้งภาระไว้ให้เด็กอย่างเรา”

“หนูอดคิดไม่ได้ว่าพวกคุณไม่โตพอที่จะพูดความจริง แม้แต่เรื่องผลลัพธ์ที่เป็นภาระซึ่งคนรุ่นนี้ทิ้งไว้ให้เด็กอย่างเรา และอารยธรรมของเรากำลังถูกสังเวยให้คนเพียงไม่กี่คนได้ทำเงินมหาศาล พื้นผิวและบรรยากาศโลกกลายเป็นเครื่องสังเวยให้คนรวยในประเทศของฉันได้ใช้ชีวิตหรูหา ความเจ็บปวดของคนจำนวนมาก คือราคาความฟุ่มเฟือยของคนไม่กี่คน”

เชื่อว่าในวันนั้น ผู้ที่ได้ฟังสุนทรพจน์ของทุนแบร์ยอย่างตั้งใจ จะต้องอดสะท้อนใจไม่ได้ถึงสิ่งที่ออกจากปากเยาวชนผู้นี้ ซึ่งสะท้อนถึงความคิดของคนรุ่นใหม่อย่างเธอว่า มีทัศนคติอย่างไรต่อสิ่งที่คนรุ่นก่อนๆ กระทำลงไป และทิ้งผลลัพธ์อย่างไรไว้ให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานบ้าง

“ในขณะที่พวกคุณบอกว่ารักเด็กๆ แต่ถึงกระนั้น ตัวคุณนั่นเองที่ขโมยอนาคตของเด็กสดใสเหล่านี้ไปต่อหน้าต่อตา กว่าคุณจะหันมาสนใจว่าจำเป็นต้องทำอะไร มันก็สายเกินไปแล้ว เพราะผู้ใหญ่ยุคนี้สนใจแต่ว่าอะไรที่เป็นไปได้ทางการเมืองเท่านั้น สิ่งที่หนูและเด็กๆ ทั่วโลกคาดหวัง เลยดูเป็นสิ่งที่ไร้ความหวังไปแล้ว”

สุนทรพจน์ของทุนแบร์ยในวันนั้น จึงเป็นการเปิดเผยมุมมองการมองโลกตามความเป็นจริงผ่านสายตาของเด็กหญิงวัยเพียง 15 ปี ต่อการแก้ปัญหาของผู้นำโลกที่เป็นผู้ใหญ่ ว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ได้มองวิกฤตเป็น “วิกฤต” นำมาซึ่งการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ไม่ถูกจุด อย่าง การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ยังมีให้เห็น เป็นต้น

เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อเรียกร้องผู้นำโลกให้แคร์ พวกคุณไม่ไยดีพวกเราตั้งแต่อดีต และก็จะเป็นเช่นนั้นอีก พวกคุณไม่มีข้อแก้ตัวอะไรอีกและไม่มีเวลาแล้ว เรามาที่นี่เพื่อบอกคุณว่า ความเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นไม่ว่าคุณจะพอใจหรือไม่ก็ตาม เพราะที่สุดแล้ว อำนาจที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ประชาชน!”


Greta Thunberg เด็กหญิงออทิสติก ที่กำลังจะเป็นเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ได้ทราบวีรกรรมระดับโลกที่ไม่ธรรมดาของว่าที่ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่อายุน้อยที่สุดในโลกไปแล้ว ก็ได้เวลาย้อนกลับมาดูประวัติส่วนตัวของหนูน้อยคนนี้ ที่ขอบอกว่าไม่ธรรมดาเช่นเดียวกัน

ทุนแบร์ย เกิดเมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2003 แม่ของเธอเป็นนักร้องโอเปร่า ส่วนพ่อเป็นนักแสดง ทุนแบร์ยเริ่มแสดงบทบาทนักเคลื่อนไหวต่อต้าน Climate Change กับครอบครัวของเธอก่อน โดยออกกฎให้สมาชิกในครอบครัวร่วมลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่โลก ด้วยการชักชวนให้ทั้งครอบครัวกินอาหารเจ และเลิกการเดินทางด้วยเครื่องบิน

จากข้อมูลในบัญชีทวิตเตอร์ของเธอทำให้ทราบเพิ่มเติม โดยทุนแบร์ยอธิบายถึงตัวเองว่า “เป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสภาพภูมิอากาศวัย 16 ปี ที่มีอาการแอสเพอร์เกอร์ (Asperger’s Syndrome)” ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาท และจัดอยู่ในอาการกลุ่มออทิสติก”

เมื่อค้นข้อมูลเพิ่มเติมของ อาการแอสเพอร์เกอร์ ก็พบข้อมูลทางการแพทย์ว่า เด็กที่มีอาการนี้สามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนในสังคมได้ตามปกติ โดยแนวทางที่ใช้ในการดูแลรักษาเป็นแนวทางเดียวกับการดูแลรักษาผู้ที่เป็นออทิสติก ซึ่งเน้นแก้ไขในด้านที่เป็นปัญหา ควบคู่ไปกับการส่งเสริมในด้านที่เป็นความสามารถของเด็ก ซึ่งทุนแบร์ยได้รับการรักษาในแนวทางนี้เช่นกัน

และสำหรับ นักเคลื่อนไหวตัวน้อย นางโรซา พาร์กส์ สตรีชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ผู้จุดชนวนการเรียกร้องสิทธิพลเมืองให้แก่คนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันทั่วประเทศในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1960 คือผู้หญิงคนแรกที่เป็นแรงบันดาลใจให้ ทุนแบร์ย ออกมาปรากฎตัวต่อสาธารณชนในฐานะนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม โดยเธอกล่าวกับนิตยสารโรลลิง สโตน ในบทสัมภาษณ์ของเธอพร้อมขยายความว่า

“ฉันได้ยินว่าพาร์กส์มีนิสัยชอบเก็บตัว ฉันก็เป็นคนชอบเก็บตัวเหมือนกัน พาร์กว์ทำให้ฉันรู้ว่า คนหนึ่งคนก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้”

ตอนนี้การหยุดเรียนประท้วงของทุนแบร์ยได้สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนทั่วโลก โดยเมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา เด็กนักเรียนหลายหมื่นคนในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก อาทิ เยอรมนี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เบลเยียม และออสเตรเลีย ร่วมหยุดเรียนเพื่อออกไปเดินขบวนประท้วงปัญหาโลกร้อนที่มีชื่อว่า Fridays for Future หรือ วันศุกร์เพื่ออนาคต ครั้งใหญ่ที่สุด เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใหญ่หันมาใส่ใจกับปัญหานี้ ซึ่งปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้จากสิ่งที่หนูน้อยมหัศจรรย์คนนี้ริเริ่มไว้นั่นเอง

สำหรับการประกาศผลรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปีนี้จะมีขึ้นในเดือนตุลาคม 2019 และจะมีพิธีมอบรางวัลในเดือนธันวาคม ที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งทุนแบร์ยจะได้เข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพได้หรือไม่ ต้องมาลุ้นไปด้วยกัน


อ้างอิงข้อมูลจาก


สร้างแรงบันดาลใจกันต่อกับบุคคลระดับโลกที่ตัวเล็ก แต่ใจใหญ่ไม่แพ้ใคร

‘การิมา อโรรา’ เชฟหญิงมิชลินสตาร์อินเดียคนแรก ผู้ผสานครัวอินเดียกับครัวไทย ด้วยจิตวิญญาณแห่งผู้ประกอบการ

คลารา เซทคิน : ผู้ประกาศอิสรภาพให้ผู้หญิง คนที่โลกต้องจดจำ

ถ้าคุณจน การศึกษาสำคัญมาก แต่ถ้าคุณเก่ง ไม่มีใครถามถึงวุฒิการศึกษาคุณ