ทั้งที่ความสัมพันธ์ของ ไทย-อินเดีย ดำเนินมาอย่างยาวนาน เราต่างมีความสัมพันธ์อันดีทางการทูตและมีการทำการค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนมิติทางวัฒนธรรมหรือศาสนาก็มาจากรากฐานเดียวกัน คือ พุทธศาสนา แต่ต้องยอมรับว่าคนไทยเราไม่ได้เปิดรับเรื่องของประเทศอินเดียมากนัก เนื่องจากมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ยังติดอยู่ภาพของประเทศอินเดียในแบบเดิมๆ โดยไม่รู้เลยว่า เมืองภารตะแห่งนี้พัฒนาแบบก้าวกระโดดไปถึงไหนแล้ว

เพื่อให้ชาวไทยที่สนใจได้เปิดประตูทำความรู้จักประเทศอินเดียในฐานะมิตรประเทศมากขึ้น วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Pridi Banomyong International College: PBIC) ได้จัดอบรม “อินเดีย 360 องศา เพื่ออนาคตไทย” ขึ้น ซึ่งการอบรมครั้งนี้ต้องการให้ความรู้เรื่องอินเดียแบบรอบด้านแก่ผู้ที่มีความสนใจแง่มุมต่างๆ ของอินเดีย โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอินเดียศึกษาในด้านต่างๆ มาร่วมให้ความรู้

ไม่ว่าจะเป็น นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ไทย – อินเดีย การเมืองการปกครอง สังคมพหุวัฒนธรรม และเศรษฐกิจอินเดีย ที่ทำให้เรื่องอินเดียที่ดูเป็นเรื่องยาก กลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย และเปลี่ยนมุมมองให้คนไทยหันมาเปิดรับเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศอินเดียและค้นหาแรงบันดาลใจ รวมถึงโอกาสที่ซ่อนอยู่ในทุกบริบทของความเป็นอินเดียให้ได้มากที่สุด


กลยุทธ์เผยแพร่วัฒนธรรม ความเป็นอินเดียแบบแทรกซึม ที่ประสบความสำเร็จทั่วโลก

การอบรมเริ่มต้นด้วย ชลิต มานิตยกุล อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐอินเดีย ที่มาให้ความรู้เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับนานาประเทศว่า

Varun Dhawan and Alia Bhatt in the romantic comedy “Badrinath Ki Dulhania.” // Dharma Productions

“อินเดียมีนโยบายเปิดประเทศ ด้วยวิธีการใช้อำนาจละมุน (Soft Power) แทรกซึมเข้าไปในประเทศต่างๆ เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมความเป็นอินเดียให้นานาประเทศได้รู้มากขึ้น อาทิ การเกิด ‘ลิตเติ้ลอินเดีย’ หรือชุมชนอินเดียในหลายประเทศ ส่วนหนึ่งก็มาจากประชากรอินเดียที่เพิ่มขึ้นและกระจายตัวอยู่ทุกมุมโลก ซึ่งในอนาคตมีแนวโน้มที่จะเกิดชุมชน ‘ลิตเติ้ลอินเดีย’ เพิ่มขึ้นอีกในอีกหลายประเทศ และชุมชนนี้จะเป็นสื่อกลางส่งผ่านอิทธิพลวัฒนธรรมอินเดียไปทั่วโลกได้แน่นอน”

ชลิตชี้อีกว่า ภาษาฮินดีซึ่งเป็นหนึ่งในภาษาราชการของอินเดีย จะเริ่มทวีบทบาทความสำคัญเพิ่มขึ้นในทั่วโลก โดยทางรัฐบาลอินเดียก็มีมาตรการตอกย้ำถึงเอกลักษณ์ทางภาษาประจำชาติของอินเดียนี้ ด้วยการกำหนดให้มีวันภาษาฮินดีโลก (World Hindi Day) เพื่อเฉลิมฉลองและส่งเสริมให้คนทั่วโลกได้รู้จักภาษาฮินดีมากขึ้น อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมในแบบของอินเดียผ่านทางธุรกิจสื่อบันเทิง “บอลลีวูด” ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากในโลกปัจจุบันด้วย

Traveler waiting for train in metro station. Delhi, India.

ส่วนโอกาสสานต่อความสัมพันธ์ไทย-อินเดียในปัจจุบัน ชลิตชี้ช่องทางว่าไทยสามารถคว้าโอกาสจากนโยบายการการผลักดันอินเดียให้ไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ (India Smart City) เพราะการปฏิรูปการคมนาคมของรัฐบาลอินเดียปัจจุบัน จะเน้นอำนวยความสะดวกต่อการเดินทางและขนส่งสินค้า ถ้าไทยมองเห็นโอกาสนี้ในบริเวณรัฐเจ็ดสาวน้อย ซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย รัฐดังกล่าวมีปัจจัยส่งเสริมทางด้านภาษา วัฒนธรรม และชาติพันธุ์ ที่มีความคล้ายคลึงกับไทย อีกทั้งมีความนิยมสินค้าไทยเป็นทุนเดิม โอกาสที่นักธุรกิจไทยจะไปลงทุนขยายธุรกิจที่นี่จึงสดใสอย่างมาก


ต้นแบบการปกครองด้วยระบบประชาธิปไตยที่แข็งแกร่งประเทศหนึ่งในโลก

ด้าน ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม หัวหน้าโครงการอินเดียศึกษา วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ให้เห็นถึงความน่าสนใจในมุมการเมืองการปกครองของอินเดียว่า

“อินเดียนับเป็นประเทศต้นแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และยังได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพราะมีจำนวนประชากรถึง 1.3 พันล้านคน และแม้ว่าอินเดียจะเคยตกอยู่ในช่องว่างทางการปกครองหลังการเป็นอาณานิคมของอังกฤษเป็นเวลานาน แต่อินเดียก็ไม่เคยมีการรัฐประหารเกิดขึ้นเลยสักครั้งเดียว สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเคารพในกฎระเบียบทางสังคม และเสถียรภาพทางการเมืองอย่างชัดเจนในบ้านเมืองนี้”

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ด้วยความหลากหลายทางสังคมของอินเดียทั้งด้านภาษา ชาติพันธุ์ วัฒนธรรม และศาสนา จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความขัดแย้ง เห็นต่างกันในหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่องการเมือง ทำให้บ่อยครั้งเกิดการแสดงออกทางการเมืองของชาวอินเดียในรูปแบบของขบวนการทางสังคมหรือการประท้วง แต่แม้จะเกิดความขัดแย้งแบบที่กล่าวมา เราก็แทบจะไม่ได้ยินข่าวการนองเลือดจากเหตุการณ์ทางการเมืองของอินเดียเลย

A person cooking snacks on the streets of old Delhi in India.

จุดนี้ ศ.ดร.จรัญให้คำตอบว่า เป็นเพราะอินเดียยึดหลักการตอบโต้กับสถานการณ์แบบสันติอหิงสา ซึ่งมีมหาบุรุษชาวอินเดีย อย่าง มหาตมะคานธี เป็นต้นแบบของการต่อสู้หยัดยืนด้วยวิธีนี้ ส่งผลให้การประท้วงที่รุนแรงเกิดขึ้นน้อยมากในสังคมอินเดีย แสดงให้รู้ว่าในสังคมแห่งนี้ยอมรับในความคิดเห็นแตกต่าง รวมถึงเปิดกว้างให้ประชาชนสามารถแสดงออกทางการเมืองได้อย่างเสรีภายใต้เงื่อนไขการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม

นเรนทรา โมดี // commons.wikimedia.org

ศ.ดร.จรัญ ยังชี้ให้เห็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองในประเด็นการเมืองของอินเดีย ที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกับประเทศไทย คือ อินเดียกำลังจะเลือกตั้งในปี 2562 เช่นกัน โดยนายกรัฐมนตรีของอินเดียคนถัดไปที่ ศ.ดร.จรัญ คาดเดาว่าจะได้สืบต่ออำนาจทางการเมืองคือ “นเรนทรา โมดี” ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของอินเดียที่ได้รับความนิยมจากชาวอินเดีย ด้วยนโยบายอันโดดเด่นด้านการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างสุดโต่ง ดังนั้น ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไปของอินเดียก็ต้องมีนโยบายสานต่อภารกิจด้านนี้ของโมดีต่ออย่างสร้างสรรค์ด้วยเช่นกัน จึงจะได้รับคะแนนเสียงจากชาวอินเดีย

เช่นกันกับนโยบายการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านชนชั้นของอินเดียที่เป็นปัญหาเรื้อรัง ที่ต้องการความชัดเจนและต่อเนื่อง พร้อมกับความตั้งใจพัฒนาสาธารณูปโภคเพื่อรองรับการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจในประเทศและระหว่างประเทศด้วย


ไทย-อินเดีย คู่ค้าทางธุรกิจ ร่วมเติบโตไปด้วยกันได้

ในมุมเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ ไทย-อินเดีย ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการโครงการ TDRI Economic Intelligence Service สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้ความรู้พื้นฐานเศรษฐกิจของอินเดียว่า

“อินเดียมีขนาดของเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา อินเดียมีส่วนแบ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศระดับโลก (Share of World GDP) สูงถึงร้อยละ 7–7.5 และคาดการณ์ว่าภายในปี 2593 จะโตถึงร้อยละ 15 ในด้านของการลงทุน นอกจากนั้นในมุมของพัฒนาการทางด้านความง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) อินเดียก็ไต่อันดับที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 และคาดว่าในอนาคตจะดีขึ้นอีกจากนโยบายการพัฒนาสาธารณูปโภค การลดกฎระเบียบทางการค้าเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนต่างชาติ เป็นต้น”

Huge Crowd in India’s largest City, Mumbai

สำหรับโอกาสทางเศรษฐกิจที่ไทยจะมีร่วมกับอินเดียนั้น ดร.กิริฎามองว่าในปัจจุบัน ภาคธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในอินเดียยังยังมีจำนวนไม่มากนัก เพราะตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จากไทยมีเพียงร้อยละ 0.1 จากตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้าอินเดียทั้งหมดเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ดร.กิริฎา แนะนำว่ามีธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในอินเดียและสามารถตีตลาดอินเดียได้อย่างประสบความสำเร็จก็มีจำนวนไม่น้อย โดยเคล็ดลับความสำเร็จของธุรกิจเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจากทัศนคติที่ดีของคนอินเดียต่อสินค้าไทย โดยคนอินเดียมองว่าสินค้าไทยมีคุณภาพพรีเมียม และมีราคาที่ไม่สูงจนเกินไป

และเทคนิคสำคัญในการประกอบธุรกิจที่อินเดียของนักธุรกิจไทย มาจากการศึกษาความต้องการตลาดอินเดียอย่างลึกซึ้ง เช่น การรู้จักพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ชาวอินเดียผู้มีกำลังซื้อที่อยู่ในวัยทำงานส่วนใหญ่ หรือนำเสนอสินค้าได้ตอบโจทย์ความต้องการสินค้าของอินเดียซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสินค้าเกษตร การแปรรูปอาหาร เครื่องดื่ม เป็นต้น รวมถึงการศึกษากฎระเบียบการลงทุน หากศึกษาปัจจัยเหล่านี้อย่างละเอียด เชื่อว่าภาคธุรกิจไทยจะสามารถดึงดูดเม็ดเงินอันมหาศาลจากอินเดียได้ไม่น้อย  ดร.กิริฎา กล่าวทิ้งท้าย

บทสรุปของการอบรมนี้ เป็นไปในทางเดียวกัน คือ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตอนนี้อินเดียกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างลุ่มลึก (Great Deep Forward) ดังนั้น หากไทยยังไม่เรียนรู้และรู้จักอินเดียมากพอ อาจทำให้ไทยพลาดโอกาสหลายด้านของอินเดียไปอย่างน่าเสียดาย


มีบทความน่ารู้ชี้โอกาสการลงทุนในหลากหลายประเทศทั่วโลกให้อ่านกันต่อ คลิกเลย

ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน มข. ชี้ 4 ประเทศดาวรุ่ง หนุน ‘SMEs ไทย’ เชื่อมสู่ตลาดอาเซียน +8

อินเดีย…ตลาดการค้าใหญ่ สถานีต่อจาก…จีน?

จับตาดูอภิมหาโปรเจ็กต์พลิกเศรษฐกิจจีน ปั้น ‘กวางตุ้ง ฮ่องกง มาเก๊า’ เป็น ‘ซิลิคอน วัลเลย์ แดนมังกร’