ไม่กี่สิบปีที่จีนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกอย่างรวดเร็ว แต่ปีนี้กลับมีข่าวแพร่สะพัดว่าเศรษฐกิจจีนกำลังชะลอตัวลง การประกาศปรับลดเป้าหมายด้านผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ลงมาอยู่ที่ 6-6.5% จึงกลายเป็นจุดสนใจของคนทั่วโลก


ที่ผ่านมา GDP จีนเติบโตไม่ต่ำกว่า 8% ไปจนถึงเลขสองหลัก ส่วนในปี 2561 GDP จีนอยู่ที่ 6.5% การปรับตัวเลขลงในปีนี้จึงทำให้หลายฝ่าย หลายประเทศวิตกกังวลและคาดการณ์ว่าน่าจะได้รับผลกระทบ

ในฐานะพันธมิตรทางเศรษฐกิจ สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน สำนักข่าวซินหัว จึงร่วมกันจัดงานเสวนาเพื่อคลายความสงสัยในหัวข้อ ผลกระทบเศรษฐกิจโลกและไทยจากการปรับตัวของ GDP จีน ซึ่งมีทั้งบุคคลทั่วไป ผู้สนใจ และสื่อมวลชนมาร่วมงานคับคั่ง

GDP china พิสิฐ คมนาคม
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีกว่าการกระทรวงคมนาคม

โดยก่อนเริ่มงานเสวนา อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘ความร่วมมือด้านคมนาคมไทย-จีน จุดเชื่อมโยงเศรษฐกิจที่ยั่งยืน’ โดยกล่าวถึงโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบรางหลายโครงการ รวมถึงโครงการภายใต้ความร่วมมือไทย-จีน ซึ่งรัฐบาลไทยและกระทรวงคมนาคมเร่งผลักดันในขณะนี้คือ รถไฟไทย-จีน ซึ่งได้รับการผลักดันตั้งแต่ปี 2553 ต่อมาในปี 2557 จึงมีการลงนาม MOU ทั้งนี้ การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 2 เฟส คือ เฟสแรก ช่วงกรุงเทพ-นครราชสีมา ระยะทาง 253 กิโลเมตร ฝั่งจีนออกแบบรายละเอียด พร้อมแบ่งสัญญาก่อสร้างออกเป็น 12 สัญญา และงานระบบ 2 สัญญา และ เฟส 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ระยะทาง 355 กิโลเมตร เฟสนี้ฝั่งไทยออกแบบเอง ฝั่งจีนเป็นที่ปรึกษา โดยคาดว่าการออกแบบจะแล้วเสร็จในช่วงต้นปีหน้าและจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2567

GDP china ทูตจีน
หลู่ย์ เจี้ยน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

ต่อจากนั้น หลู่ย์ เจี้ยน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘ความสัมพันธ์จีน-ไทย ในมิติเศรษฐกิจที่ยั่งยืน’ โดยอธิบายเชิงวิเคราะห์ภาพเศรษฐกิจจีนที่สัมพันธ์กับเศรษฐกิจโลกไว้หลายประเด็น ดังนี้

  • ขนาดเศรษฐกิจจีน 13.6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งใหญ่เป็นอันดับสองของโลกนั้น เมื่อตั้งเป้า GDP ไว้ที่ 6-8% ถือว่าเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับปานกลาง ไม่น่าวิตกกังวล
  • ปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกที่ไม่มั่นคงมีผลต่อเศรษฐกิจจีน แต่การที่ธนาคารโลกคาดการณ์การเติบโตของ GDP โลกไว้ที่ 2.9% ถึงแม้จีนจะปรับลด GDP เป็น 6-6.5% แต่ก็ยังสูงกว่า GDP โลก
  • เศรษฐกิจที่ชะลอลงนั้นเป็นเพราะจีนเอง เนื่องจากเปลี่ยนนโยบายจากการเน้นปริมาณมาโฟกัสที่ ‘คุณภาพ’ กอปรกับที่ผ่านมา การขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วทำให้เกิดมลภาวะอย่างมากและสิ้นเปลืองทรัพยากรมหาศาล จึงต้องปฏิรูปประเทศในหลายมิติให้ลุ่มลึกขึ้นตามนโยบายของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง

“หลังจากนี้จีนปรับตัวสู่เศรษฐกิจใหม่ที่เป็น ‘เศรษฐกิจไฮเทค’ ซึ่งเพิ่มการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อเปลี่ยนจากภาพ ‘โรงงานของโลก’ เป็น ‘ห้องแล็บของโลก’ ปรับจาก ‘สินค้าคุณภาพต่ำ’ ที่ผลิตขึ้นจนเหลือเฟือเป็น ‘สินค้าที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น’ โดยปรับตามอุปสงค์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

นอกจากนั้น จีนจะประสานการทำงานเพื่อพัฒนาเมืองและชนบทไปพร้อมๆ กัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและลดอุปสรรคที่มีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ จะพัฒนาการสื่อสารและเทคโนโลยีดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และจะแสวงหาความร่วมมือกับประเทศต่างๆ เปิดกว้าง เปิดรับต่างชาติมากขึ้น” หลู่ย์ เจี้ยนกล่าว


GDP จีน
ภูวนารถ ณ สงขลา อุปนายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย – จีน เป็นผู้ดำเนินรายการเสวนา
สรุปบทวิเคราะห์ตัวเลข GDP จีน โดย 4 ผู้เชี่ยวชาญ

มาที่วงเสวนา ผลกระทบเศรษฐกิจโลกและไทยจากการปรับตัวของ GDP จีน 4 ผู้เชี่ยวชาญจากไทยและจีนที่มาร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ได้แก่

  • ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า ภายในระยะเวลาเพียง 30-40 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตของจีนสูงเพราะมาจากฐานของประเทศที่ยังเล็ก แต่เมื่อผ่านมาช่วงระยะเวลาหนึ่งก็เริ่มมาพัฒนาเรื่องของสุขภาพ สมอง และจิตสภาวะ ถ้า GDP จีนยังเติบโตอยู่ในระดับเลขสองหลักคงทะเลาะกับประเทศอื่นๆ GDP จึงต้องชะลอตัวลง แต่ปัจจุบันฐานของประเทศใหญ่ขึ้น การเติบโตระดับนี้จึงถือว่าสูงแล้ว
  • ดร.จื้อกัง หลี่ ประธานกรรมการบริหารธนาคารไอซีบีซี (ไทย) มองว่า ปัจจุบันจีนยังคงเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง นอกจากแข็งแกร่งขึ้นมาก ยังก้าวสู่การเป็นประเทศชั้นนำที่มีเทคโนโลยีระดับโลก ไม่ด้อยกว่าโลกตะวันตกอีกต่อไป
  • ปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) แสดงความคิดเห็นพ้องกันว่า ไม่ว่า GDP จีนจะ 6.0 หรือ 6.5 ก็ถือว่าไม่น่ากลัว เพราะการเติบโตของจีนในรอบนี้ไม่ได้เน้นที่ปริมาณ แต่เน้นคุณภาพ เห็นได้จากการที่รัฐบาลจีนเริ่มตั้งเป้าในเชิงคุณภาพชีวิต หลักธรรมาภิบาล การแก้ปัญหาคอร์รัปชัน นอกจากนี้ นโยบาย Made in China 2025 ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนว่า จีนต้องการที่จะทำให้สินค้าของจีนเป็นสินค้าคุณภาพ ไม่ใช่แค่ราคาถูก
  • ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ มองว่า ปัจุบันเศรษฐกิจจีนกำลังเติบโตแบบปรับฐานและปรับโครงสร้าง ตัวเลข GDP ปัจจุบันจึงสะท้อนให้เห็นว่า GDP ของจีนยังสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ออกแนวช้าแต่ชัวร์

เผยผลกระทบ – โอกาส – อุปสรรคทางการค้าที่มีต่อประเทศไทย

  1. ดร.พจน์ กล่าวถึงผลกระทบและโอกาสว่า ไทยมีโอกาสที่จะพัฒนาการค้าระหว่างเอกชน – เอกชนให้แข็งแกร่ง ในด้านการท่องเที่ยวก็ยังสามารถพัฒนาต่อได้ แต่ต้องพิจารณาความเหมาะสมและสร้างรายได้ให้สมดุลกันทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ก็น่าสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือด้านการเกษตรของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะช่วยพัฒนาเกษตรกรไทยได้ และไม่ควรคิดเอาเปรียบกัน เพราะไทยกับจีนต้องอยู่ร่วมกันอีกยาว และขณะนี้จีนเปิดใจแล้ว ไทยเองก็ต้องเปิดใจ รัฐบาลใหม่ก็ต้องสนับสนุนความร่วมมือให้เป็นวาระแห่งชาติ อย่าดูเพียงตัวเลข GDP
  2. ปริญญ์ แสดงความคิดเห็นจากมุมมองของวงการนักลงทุนเกี่ยวกับผลกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐอเมริกา – จีนต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยว่า ในวงการการลงทุน นักลงทุนไม่ชอบอะไรที่สร้างความไม่แน่นอน ซึ่งปัจจุบัน เศรษฐกิจโลกมีความไม่บาลานซ์หลายๆ เรื่องทำให้บรรยากาศการลงทุนไม่ดีมากนัก สำหรับกรณีของสงครามการค้าสหรัฐ-จีนนั้น หากสหรัฐใช้นโยบายอย่างไม่สร้างสรรค์ สหรัฐก็จะเจ็บตัวเอง สหรัฐเองก็ต้องการจีน การขาดดุลการค้าของสหรัฐก็ยังจะดำเนินต่อไป แม้ว่าสหรัฐจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มจากจีนมากเท่าไหร่ก็ตาม
  3. ดร.เกียรติอนันต์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสงครามการค้าว่า บริษัทใหญ่ๆ รับมือได้เพราะมีตลาดส่งออกที่หลากหลาย ส่วนการมองหาโอกาสจากเศรษฐกิจจีนที่กำลังเติบโต เราต้องเข้าใจวัฒนธรรมและวิธีคิดของคนจีนก่อน ถ้าไม่เข้าใจอาจทำให้เกิดความขัดแย้ง เช่น การตัดสินใจอย่างรวดเร็วของนักธุรกิจจีนอาจทำให้คนไทยมองว่าเป็นการคุกคาม แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ สัญชาตญาณในการคิดและการตัดสินใจของเขาเป็นแบบนั้น
  4. ดร.หลี่ แสดงความคิดเห็นว่า หากสหรัฐอเมริกาและจีนตัดสินใจทำสงครามการค้ากัน ทั้งสองประเทศอาจแพ้ร่วมกันและส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การค้าทั่วโลก ไทยก็จะได้รับผลกระทบจากการผลิตชิ้นส่วนส่งไปยังจีน ก่อนจะแปรรูปและส่งไปยังญี่ปุ่นและสหรัฐ ซึ่งถ้าสหรัฐยุติการนำเข้าสินค้าจีนก็จะทำให้จีนไม่สั่งซื้อสินค้ากึ่งสำเร็จรูปของไทย เมื่อจีนมีกำลังซื้อลดลงก็จะกระเทือนภาคการท่องเที่ยวของไทยในท้ายที่สุด

เผยจุดแข็งของไทยและโอกาสทางการค้าในตลาดจีนเพิ่มเติมโดย ดร.หลี่ จื้อกัง 

ปัจจุบัน จีนเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ในไทย รองจากญี่ปุ่น และทางรัฐบาลจีนก็พยายามสนับสนุนให้บริษัทจีนไปลงทุนในต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยเองก็สามารถเข้าไปลงทุนในจีนได้ แต่ต้องเลือกทำธุรกิจที่คิดว่าตนเองได้เปรียบ ร่วมกับการทำความเข้าใจตลาดและผู้บริโภคจีน

ดร.หลี่ เปิดเผยสิ่งที่ไทยมีข้อได้เปรียบ นั่นคือ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป และอาหารทะเล แต่หากบริษัทไทยจะไปแข่งกับบริษัทไฮเทคของจีน ไทยอาจเสียเปรียบ ยกตัวอย่าง หัวเว่ย มีวิศวกรนับแสนคน แต่ไทยไม่ได้มีวิศวกรมากขนาดนั้นและยังมีประชากรน้อยกว่า จึงยิ่งยากที่จะไปถึงจุดสูงสุดของเทคโนโลยีได้

ฟังเสวนาฉบับเต็ม


อ้างอิงข้อมูลจาก