เวียนมาครบรอบอีกครั้งแล้วสำหรับ “วันน้ำโลก 2019” หรือ “World Water Day 2019” ซึ่งตรงกับวันที่ 22 มีนาคมของทุกปี โดยองค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดธีมหลักที่ใช้ในการรณรงค์เรื่องการบริหารจัดการน้ำตลอดปีนี้ ว่า “Leaving no one behind” หรือ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” สื่อให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หัวใจสำคัญของการบริหารจัดการน้ำที่ดีในยุคที่เกิดวิกฤตขาดแคลนน้ำขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก คือ การบริหารจัดการน้ำที่ประชาชนทุกระดับได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

เนื่องใน วันน้ำโลก 2019 ปีนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องออกมารณรงค์ให้ผู้คนตระหนักถึงความจำเป็นของการบริหารจัดการน้ำ และในฐานะหน่วยงานวิจัยของประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ก็ได้เปิด เวทีสาธารณะนโยบายน้ำ สกว. ครั้งที่ 10 : ในเรื่อง การบริหารจัดการน้ำภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับยุทธศาสตร์น้ำของประเทศ” โดยหวังให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการจัดการทรัพยากรน้ำและร่วมกันหาแนวทางบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เกิดความยั่งยืนตามแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำของประเทศ


เผยแผนแม่บทจัดการน้ำใน ‘วันน้ำโลก 2019′ มุ่งลดวิฤตภัยแล้งให้ได้ภายใน 5 ปี

เวทีระดมสมองครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการรายงาน ข้อมูลแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ 20 ปี (2561 – 2580) ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดย สราวุธ ชีวะประเสริฐ รักษาการที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่ามีเป้าหมายใหญ่ 6 ด้านด้วยกัน คือ

  • หนึ่ง จัดการน้ำอุปโภคบริโภค โดยมุ่งขยายเขตประปา สำรองน้ำต้นทางเพื่อรองรับเมืองหลัก เมืองท่องเที่ยว หรือเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญ ควบคู่ไปกับการทำให้อัตราการใช้น้ำต่อประชากรลดลงภายในปี  2570
  • สอง สร้างความมั่นคงของน้ำในภาคการผลิต ด้วยการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำและระบบส่งน้ำให้เต็มศักยภาพ พัฒนาแหล่งน้ำทางเลือกเพื่อสนับสนุนพื้นที่สำคัญ จัดหาน้ำในพื้นที่เกษตรน้ำฝนลดความเสี่ยงและความเสียหายในพื้นที่วิกฤตร้อยละ 50 ตลอดจนเพิ่มผลิตภาพและปรับโครงสร้างการใช้น้ำ
  • สาม มุ่งจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ปรับปรุงการระบายน้ำและสิ่งกีดขวาง จัดทำผังลุ่มน้ำและบังคับใช้ในผังเมืองรวมและจังหวัดทุกลุ่มน้ำ ป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมือง 764 เมือง บรรเทาอุทกภัยพื้นที่วิกฤตร้อยละ 60 เพิ่มประสิทธิภาพการปรับตัวและเผชิญเหตุในพื้นที่น้ำท่วม
  • สี่ เน้นจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ป้องกันและลดการเกิดน้ำเสียที่ต้นทาง พัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชน การนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ จัดสรรน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ และฟื้นฟูแม่น้ำลำคลองและแหล่งน้ำธรรมชาติ
  • ห้า อนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ มุ่งเน้นการฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรม ป้องกันการเกิดการชะล้างและการพังทลายของดินในพื้นที่เกษตรลาดชัด
  • หก บริหารจัดการสร้างระบบฐานข้อมูล ระบบติดตามประเมินผล สนับสนุนการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงการพัฒนานักวิจัย นวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคบริการและการผลิต

โดยการจะพิชิตภารกิจทั้ง 6 ด้านนี้ให้ได้ รศ.ดร.สุจริต คุณธนกุลวงศ์ นักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้คำแนะนำจากมุมมองของนักวิชาการว่า สถานภาพการบริหารจัดการน้ำของประเทศที่ผ่านมามีความมุ่งมั่นในการแก้แต่ยังคงมีอีกหลายปัญหาที่รออยู่ ปัจจุบันจึงมีการวางเป้าหมาย มีแผนแม่บทเพื่อแก้ปัญหาและสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต ภายใต้การดำเนินการหลายระดับ ทั้งในส่วนของการซ่อม สร้าง การพัฒนาที่ต้องก้าวกระโดด

“กระบวนการดังกล่าวต้องดำเนินการไปพร้อมๆ กับ การเตรียมหาคนทำงาน เตรียมข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลข่าวสารและการปรับตัว ตลอดจนต้องสร้างแพลตฟอร์มการทดลองเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่าน ยิ่งในอนาคตอันใกล้ที่ไทยกำลังก้าวสู่ยุค 5G เทคโนโลยีนี้จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการเรื่องน้ำนี้แน่นอน”

อย่างไรก็ตาม ในบริบทของประเทศไทยเอง หากต้องเดินตามธีมหลักของการรณรงค์เรื่องการบริหารจัดการน้ำของ UN ในปีนี้ เราจะโชคดีกว่าประเทศอื่นเป็นแน่ นั่นเพราะต้นทุนที่เหนือกว่าจากการที่เรามีศาสตร์การบริหารจัดการน้ำอันทรงคุณค่า ซึ่งค้นพบและถ่ายทอดไว้โดย พระบิดาแห่งการจัดการน้ำของไทย ล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือ ศาสตร์พระราชา เป็นแนวทางในการดำเนินภารกิจนี้ให้ประสบความสำเร็จนั่นเอง


น้อมนำตำราบริหารจัดการน้ำฉบับ ‘ศาสตร์พระราชา’ ไปปรับใช้บริหารจัดการน้ำแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

“…น้ำในประเทศไทยที่ไหลเวียนนั้น ยังมีอยู่ เพียงแต่ต้องบริหารให้ดี ถ้าบริหารให้ดีแล้ว มีเหลือเฟือ มีตัวเลขแล้ว ไปแยกแยะตัวเลข เหมือนที่ได้แยกแยะตัวเลขของคาร์บอน น้ำนั้นน่ะ ในโลกมีมาก แล้วที่ใช้จริงๆ มันเป็นเศษหนึ่งส่วนหมื่นของน้ำที่มีอยู่ อาจไม่ถึง ก็ต้องบริหารให้ดีเท่านั้นเอง…”

พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ตรัสไว้เมื่อปี พ.ศ. 2532

พระราชดำรัสข้างต้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและภาวะขาดน้ำของประเทศไทย ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนถึงความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำที่บ้านเราเผชิญอยู่ทุกปี และยังแสดงให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยิ่ง

เพราะน้ำถือว่าเป็นทรัพยากรหลักในการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตบนโลก น้ำเป็นตัวประสานให้เกิดความสมดุลขึ้นบนโลก เมื่อมีน้ำก็จะมีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ เมื่อป่าไม้อุดมสมบูรณ์ เราก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ตามไปด้วย ซึ่งหลักการนี้สอดคล้องตรงกันกับแนวคิดตั้งต้นของการบริหารจัดการน้ำทั่วโลก

คัมภีร์บริหารจัดการน้ำของไทย ฉบับศาสตร์พระราชา อธิบายการบริหารจัดการน้ำเพื่อกักเก็บน้ำ กันภัยแล้ง และการเก็บน้ำเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม โดยแบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วน ดังนี้

พื้นที่ส่วนแรก คือ ส่วนยอดเขาลงมาสู่กลางเขา จะเป็นพื้นที่อนุรักษ์ คือ อนุรักษ์น้ำและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดิน โดยการสร้างฝายต้นน้ำลำธาร เพื่อช่วยชะลอความเร็วของน้ำ ป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน และที่สำคัญ เมื่อผืนดินชุ่มชื้นแล้ว พืชพันธุ์ต้นไม้ต่างๆ ก็จะเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์

พื้นที่ส่วนที่สอง คือ ส่วนกลางเขาลงมาถึงเชิงเขา จะเป็นเขตป่าเศรษฐกิจ เพื่อปลูกต้นไม้เศรษฐกิจหรือพืชพันธุ์ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ เช่น ไม้ที่สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิง ไม้ใช้สอยสำหรับก่อสร้าง และผลไม้ต่างๆ ที่เหมาะกับดินบริเวณนั้น ที่ทรงเรียกว่าไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ซึ่งประโยชน์ที่ 4 คือ ช่วยอนุรักษ์ดินและต้นน้ำลำธาร โดยในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงแนะนำให้สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กบนกลางเขาเพื่อกักเก็บน้ำที่ไหลลงมาจากบนเขา เพื่อให้พื้นดินบริเวณเพาะปลูกมีความชุ่มชื้นและช่วยบรรเทาในช่วงที่ขาดน้ำ

village.rmutl.ac.th/royalcelebration

พื้นที่ส่วนที่สาม เป็นพื้นที่ไร่นา ล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 ทรงแนะนำให้สร้างเขื่อนเพื่อรองรับน้ำฝนที่ตกใหม่และน้ำที่ไหลมาจากยอดเขา เพื่อเป็นน้ำสำรองสำหรับการปลูกข้าว หรือพืชพันธุ์ต่างๆ การสร้างเขื่อนเก็บน้ำนี้ยังถือเป็นการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า เพราะไม่ปล่อยให้น้ำดีไหลลงคลองหรือทะเลโดยเปล่าประโยชน์

ยกตัวอย่าง โครงการสระเก็บน้ำพระราม ๙ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่นอกจากจะทำหน้าที่เก็บสำรองน้ำแล้ว ยังทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมในบริเวณหรือจังหวัดใกล้เคียงอีกด้วย นอกจากนี้ ยังทรงแนะนำให้เกษตรกรที่มีที่ดินไม่มากให้ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์ของที่ดินให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการน้ำให้พอเพียงและสมดุลกับพืชที่ปลูก

พื้นที่สุดท้าย จากพื้นที่ที่กล่าวมาทั้งสามส่วน ตั้งแต่ยอดเขาลงสู่พื้นที่ราบ จะเห็นได้ว่าเราใช้ทรัพยากรน้ำกันอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการเกษตรหรือเพื่อใช้บริโภค ซึ่งสิ่งที่ตามมาจากการใช้ คือ น้ำเสีย ซึ่งต้องการการบำบัดที่ดี ด้วยเหตุนี้ ในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงทรงคิดหาแนวทางบำบัดน้ำเสียให้กลับสู่น้ำดีโดยวิธีธรรมชาติ ก่อนที่จะปล่อยลงสู่ทะเล

ตัวอย่างที่พระองค์ทรงทำให้เห็นคือ โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นพื้นที่ที่ใช้เพื่อศึกษาวิธีบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ทะเล ด้วยระบบบ่อบำบัดน้ำเสียและวัชพืชบำบัด โดยใช้พืชน้ำและธรรมชาติ เช่น สายลม แสงแดด ออกซิเจน เป็นตัวบำบัด ซึ่งได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก และสามารถขยายผลการดำเนินงานในลักษณะคล้ายคลึงกันไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้อีกด้วย

นอกจากการอธิบายเรื่องการจัดสรรพื้นที่ต่างๆ เพื่ออนุรักษ์และใช้น้ำอย่างมีประโยชน์มากที่สุด ล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 ยังพระราชทานแนวทางในการทำ “ฝนหลวง” เพื่อบรรเทาความแห้งแล้งและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผืนดินที่ประชาชนตามจังหวัดต่างๆ ที่ประสบกับภัยแล้งสามารถเพาะปลูกพืชพันธุ์ต่างๆ เพื่อหาเลี้ยงชีพได้ น้ำจากฝนหลวง จึงไม่เพียงช่วยดับความแห้งแล้งของผืนดิน แต่น้ำจากฝนเม็ดนี้ยังดับความทุกข์ยากของประชาชนอีกด้วย

ดังนั้น หากทุกหน่วยงาน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” ไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม เราเชื่อมั่นเหลือเกินว่า โจทย์ของ UN ในวันน้ำโลก 2019 ที่ว่า การบริหารจัดการน้ำที่ดีจะต้อง “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ประเทศไทยจะเป็นประเทศต้นๆ ที่พิชิตภารกิจตามโจทย์นี้ได้ไม่ยากเลย


อ้างอิง : ที่มา บทความเรื่อง “เมื่อน้ำ…คือชีวิต” เผยแพร่ในเว็บไซต์ “มูลนิธิชัยพัฒนา”


อัปเดตแนวคิดบริหารจัดการทรัพยากรที่น่าสนใจกันต่อ

เรียนรู้พื้นที่ต้นแบบ บ้านโคกล่าม-แสงอร่าม เมืองอุดร พลิกฟื้นผืนดินด้วย ‘การบริหารจัดการน้ำ’ นำความอยู่ดีกินดีสู่ชุมชน

เปิดใจฟัง ‘ผังเมืองใหม่ จ.ฉะเชิงเทรา’ จากมุมมองภาคประชาชน จุดประเด็นพัฒนาพื้นที่ริมน้ำ สู่ความยั่งยืน

ถอดรหัสต้นแบบบริหารจัดการน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งอิสาน “อ่างเก็บน้ำห้วยคล้าย เมืองอุดร”