‘ยาสมุนไพรไทย’ นับเป็นภูมิปัญญารักษาโรคที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน และได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ดังนั้น หากจะยกให้ภูมิปัญญาอันล้ำค่านี้อยู่ในฐานะสมบัติของชาติ ก็น่าจะเป็นคุณค่าที่คู่ควรอย่างยิ่ง

ทว่า หากจะยกระดับยาสมุนไพรไทยจากสมบัติของชาติ ให้เป็นยาที่ได้รับการยอมรับและใช้รักษาโรคได้ในระดับสากลนั้น จำเป็นต้องมีการศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง เพื่อหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาเป็นเครื่องมือในการคิดค้นนวัตกรรมสร้างมาตรฐานการผลิตและคุณภาพที่ดี ทำให้ยาสมุนไพรไทยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจสู่ตลาดโลก และใช้รักษาโรคสำคัญได้จริง

จากความตั้งใจที่กล่าวมานี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ขยายผลสู่การสนับสนุนนักวิจัยจากภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดมาใช้พัฒนาสมุนไพร เมื่อได้ผลการวิจัยที่มีประสิทธิภาพแล้ว ก็จะนำมาถ่ายทอดให้กับผู้ผลิตและผู้ค้าสมุนไพรและยาตำรับ นำไปสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจสู่ตลาดโลกและรักษาโรคสำคัญได้จริง


ตอบตรง! ทำไมต้องเดินหน้าภารกิจส่ง ยาสมุนไพรไทย ให้ไปไกลได้ถึงตลาดยาสมุนไพรโลก

ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 16 ภก.ดร.ศิวนนท์ จิรวัฒโนทัย ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้บรรยายเรื่อง “การพัฒนายาสมุนไพรโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพ” โดยเริ่มเกริ่นก่อนว่า

“สมุนไพรและยาแผนโบราณเป็นภูมิปัญญาและสมบัติของชาติ ที่ทำหน้าที่ดูแลสุขภาพคนในประเทศและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้คนในประเทศและในท้องถิ่นมานาน แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีประเด็นเกิดขึ้นว่า การพัฒนาสมุนไพรในรูปแบบที่ทำอยู่ในปัจจุบันยังไม่น่าพึงพอใจมากนัก เพราะไม่สามารถพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็วอย่างที่ควรจะเป็น เนื่องจากยังคงขาดองค์ความรู้จำนวนมาก ขีดความสามารถในการแข่งขันจึงยังเทียบเท่ากับต่างชาติไม่ได้ รวมถึงต้องยอมรับว่า มีปัจจัยในเรื่องการถดถอยของพื้นที่ป่าที่มีความหลากหลายทางธรรมชาติอันเป็นแหล่งสมุนไพรชั้นดี และองค์ความรู้เก่าแก่เรื่องยาสมุนไพรไทยที่เริ่มหายไปพร้อมกับคนรุ่นเก่า แม่หมอ พ่อหมอ ที่ล้มหายตายจากไป”

ด้วยเหตุนี้ ภก.ดร.ศิวนนท์ จึงได้ให้มุมมองต่อเนื่องว่าการพัฒนาสมุนไพรจึงควรทำอย่างเป็นระบบและรวดเร็ว แข่งกับสภาพปัญหาที่เกิดจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งจะมีโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็งและโรคไม่ติดต่อ เช่น เบาหวานและความดันโรคหัวใจในผู้สูงอายุมากขึ้น ซึ่งยาสมุนไพรไทยนับเป็นการแพทย์ทางเลือกที่จะช่วยรักษาบรรเทาอาการเหล่านี้ให้ทุเลาลงได้นอกเหนือจากการพึ่งพายาแผนปัจจุบันแล้ว

“ต้องมีการยืนยันว่าฤทธิ์ของสมุนไพรชนิดนั้นๆ มีประโยชน์ครอบคลุมการรักษา หรือสามารถบรรเทาหรือป้องกันโรคต่างๆ ได้จริง ถ้าเป็นเช่นนี้ยาสมุนไพรไทยจึงจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน และดูแลผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง แต่ปัญหา คือ การยืนยันสรรพคุณด้านกลไกการออกฤทธิ์ที่ชัดเจน เพราะในช่วง 30 ปี ที่ผ่านมา มียาที่พัฒนาจากยาสมุนไพรหรือยาตำรับแผนโบราณทั่วโลกไม่เกิน 3 ชนิด ซึ่งถือว่าช้าและไม่สามารถตอบสนองกับความต้องการในการพัฒนาประเทศนั้นๆได้”

ขณะที่ประเทศไทยเองยังไม่มียาสมุนไพรชนิดใด ที่เข้าสู่การใช้รักษาโรคในระดับคลินิกอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น การคิดโจทย์ที่ท้าทายของการทำวิจัยสมุนไพรที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดให้ได้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน ก่อนที่ความได้เปรียบและความหลากหลายทางชีวภาพของเราจะหมดไป


4 ความท้าทาย ที่ต้องก้าวผ่าน ก่อนยกระดับ ยาสมุนไพรไทย ไปสู่ตลาดโลก

ยาสมุนไพรไทย

อย่างไรก็ตาม ภก.ดร.ศิวนนท์ ได้ชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและระดมสมองอย่างเร่งด่วน คือ การหากลยุทธ์เพื่อพัฒนายาสมุนไพรและยาตำรับโบราณให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วที่สุด โดยมีความท้าทายและปัญหาใหญ่ 4 ข้อที่ต้องเอาชนะและหาคำตอบให้ได้ คือ

  1. การศึกษาฤทธิ์ของยาสมุนไพรและยาแผนโบราณ ยาสมุนไพรนั้นมีฤทธิ์ที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่ ฤทธิ์ที่เขียนไว้ตามตำราโบราณมีความหมายอย่างไรในเชิงวิทยาศาสตร์ ฤทธิ์ของยาตำรับใดดีกว่ากัน ตัวยาใดออกฤทธิ์อย่างแท้จริง หรือตัวยาเสริม มีพิษหรือพิษนั้นมีเหมาะกับผู้ป่วยโรคใดภาวะใด
  2. จะควบคุมคุณภาพของตำรับยาหรือสมุนไพรชนิดนั้นได้อย่างไร หากวัตถุดิบจากแหล่งต่างๆขาดไปจะหาอะไรมาทดแทน จะบอกได้อย่างไรว่าคุณภาพในเชิงการออกฤทธิ์ของสมุนไพรสม่ำเสมอหรือไม่ หรือสมุนไพรจากแหล่งใดดีกว่ากัน
  3. จะพัฒนาให้ยาสมุนไพรหรือตำรับยาแผนโบราณต่างๆ ของไทยดีขึ้นได้อย่างไร ปัจจุบันเราใช้การอ้างอิงจากตำรายาโบราณหรือสอบถามความรู้จากหมอและผู้เชี่ยวชาญที่นับวันจะมีน้อยลง ทำให้ไม่มีโอกาสพัฒนายาสมุนไพรหรือตำรับยาเนื่องจากไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสูตรหรือดัดแปลงตำรายาใดๆได้ เพราะการจำทำได้ต้องมาจากปากผู้รู้จริงเรื่องยาสมุนไพรเท่านั้น
  4. องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่ทันสมัยเกี่ยวกับสุขภาพและร่างกายของมนุษย์เพิ่งถูกเปิดเผย เช่น ข้อมูลจีโนม ข้อมูลระดับโมเลกุลของโรคต่างๆ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่มีส่วนในการพัฒนายาสมุนไพรได้

เปิดโครงการวิจัยยกระดับ ยาสมุนไพรไทย ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ Biotechnology สุดล้ำ

ด้วยโจทย์ที่ชัดเจนเหล่านี้ นำมาซึ่งโครงการวิจัยที่นำเทคโนโลยีชีวภาพ Biotechnology ทันสมัยที่สุดมาใช้พัฒนาสมุนไพร ควบคู่กับการนำผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล มาถ่ายทอดให้กับผู้ผลิตและผู้ค้าสมุนไพรและยาตำรับ โดยร่วมกับ บริษัท CellDx ถ่ายทอดเทคโนโลยีออกสู่สาธารณะ ซึ่งตัวแทนผู้วิจัยได้เปิดเผยว่า

“ทีมของเราได้พัฒนาเซลล์ชนิดพิเศษที่สามารถตรวจจับฤทธิ์ของยาสมุนไพรและยาตำรับใด ได้อย่างแม่นยำ เมื่อใช้ร่วมกับการวิเคราะห์แบบพิเศษที่ใช้ข้อมูลองค์รวมด้านจีโนม และการแสดงออกของยีนเข้ามาประกอบด้วย จะทำให้ตรวจวัดฤทธิ์ของสมุนไพรได้อย่างแม่นยำ ซึ่งนี่นับเป็นครั้งแรกของโลกที่เราจะวัดธาตุร้อน ธาตุเย็น และอื่นๆ ที่ถูกกล่าวถึงตามศาสตร์โบราณ ออกมาเป็นตัวเลขที่สามารถวัด จับ ต้อง ชั่ง ตวง เทียบเคียงได้โดยไม่มีอคติใดๆ”

ทั้งนี้ในช่วงแรก ทีมวิจัยได้ทดสอบเทคโนโลยีนี้กับผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าส่งออกยาสมุนไพร โดยร่วมมือกับบริษัทปราชญา องค์การเภสัชกรรม และผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งผลการทดลองชี้ว่า เทคโนโลยีนี้สามารถรองรับการพัฒนายาสมุนไพรได้อย่างน่าทึ่งและเหมาะสม

และในอนาคต ถ้าสามารถพัฒนาจนตรวจวัดและเทียบลิตรได้ ก็จะไขความลับของศาสตร์ยาโบราณได้ และนำไปสู่การพัฒนาแบบก้าวกระโดดของยาสมุนไพรได้อย่างแน่นอน โดยเทคโนโลยีนี้สามรถใช้ได้ในทุกขั้นตอนของการพัฒนายา ตั้งแต่หา พิสูจน์ฤทธิ์ ควบคุมคุณภาพ พัฒนาตำรับให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและมีพิษน้อยลงได้อย่างแน่นอน


อ้างอิง : ที่มา รายงานข่าวเรื่อง “สกว. หนุนศิริราชพัฒนาสมุนไพรแบบก้าวกระโดด เทคโนโลยีชีวภาพตรวจฤทธิ์เป็นตัวเลขครั้งแรกของโลก” เผยแพร่ในเว็บไซต์ สกว. (วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม 2562)


ตัวอย่างแนวคิดนวัตกรรมสุดล้ำ ที่ช่วยพัฒนาภูมิปัญญา ให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้จริง

5 นวัตกรรมจากเวทีประกวด ‘รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย’ แปลงร่างข้าวไทยให้แตกต่างด้วยนวัตกรรม

‘ปราจีนบุรี สมาร์ทซิตี้สมุนไพร’ ต้นแบบการขับเคลื่อนเมืองด้วยแนวคิดธุรกิจสมุนไพรเพื่อสังคม

‘ธุรกิจ มวยไทย 4.0’ ต้นแบบธุรกิจกีฬาเกื้อหนุนธุรกิจท่องเที่ยว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ไปไกลกว่าเดิม