“…สำหรับหลายคน การคำนึงถึงความเป็น “อเมริกา” และความหมายของถ้อยคำนี้ให้นัยที่ชั่วร้ายมาก ผู้สมาทานลัทธิมาร์กซิสม์ และผู้ประกาศตัวต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมทางเศรษฐกิจและลัทธิอาณานิคมใหม่ ต่างมองว่าสหรัฐอเมริกา คือภาพสมบูรณ์แบบของระบบทุนนิยมตอนปลาย ที่บรรษัททั้งหลายต่างสยายอำนาจไปทุกหนแห่งเพื่อควานหาตลาดแรงงานราคาถูกและทรัพยากรธรรมชาติ ส่วนผู้ให้ค่ากับวิถีชนพื้นเมืองและวัฒนธรรมประจำถิ่นก็พากันประณามอเมริกาว่า เป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรมมวลชนโลกที่เสื่อมทรามเหลวแหลก แม้จะไม่ไร้คุณูปการเสียเลย แต่ภาพตายตัวเหล่านี้ก็ไม่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวให้ครบถ้วนสมบูรณ์ได้ ส่วนนักปฏิวัติอิสลามผู้ยึดมั่นในระบบศีลธรรมสากลตามพระประสงค์ของอัลลอฮ์ ดังลิขิตไว้ในอัลกุรอาน ก็มองว่าสหรัฐอเมริกาเป็นอุปสรรคขนาดมหึมาประหนึ่งปีศาจยักษ์ที่ขัดขวางหนทางบรรลุความใฝ่ฝัน…”

(สำนวนแปล กีรตยาจารย์และธรรมศาสตราภิชาน ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และ ดร.อาวุธ ธีระเอก จากหนังสือ ประวัติศาสตร์อเมริกา: ความรู้ฉบับพกพา แปลจาก AMERICAN HISTORY: A VERY SHORT INTRODUCTION ผลงานการเขียนของศาสตราจารย์กิตติคุณเมิร์ลเคอร์ติแห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน PAUL S. BOYER)


หากเรามอง “สหรัฐอเมริกา” ในฐานะ “ประเทศหนึ่ง” ซึ่งเหมือนกับที่เรามอง “ประเทศอื่นๆ” เราจะพบทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค เราจะพบทั้งแง่ดี แง่ร้าย ปัญหา และทางออก แต่ “สหรัฐอเมริกา” ไม่ใช่ “ประเทศทั่วไป”

ความที่พฤติกรรมของ “สหรัฐอเมริกา” ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ส่งผลสะเทือนและมีอิทธิพลต่อ “ประเทศอื่นๆ” ค่อนข้างสูง เนื่องจาก “สหรัฐอเมริกา” เป็นประเทศใหญ่ ระดับ “มหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลก” ในยุคก่อนหน้านี้

การทำตัวเป็น “ตำรวจโลก” ดูเหมือนจะเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ปรปักษ์หยิบยกมาโจมตี “สหรัฐอเมริกา” เสมอ ยามเมื่อเกิดความขัดแย้งภายในประเทศต่างๆ แล้ว “สหรัฐอเมริกา” ยื่นมือเข้าไปยุ่มย่าม

การมีอิทธิพลต่อ “ประเทศอื่นๆ” ค่อนข้างสูงก็เช่นกัน เนื่องจาก “สหรัฐอเมริกา” เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ ไม่เพียงพื้นที่ในเชิงรูปธรรม ยังมีอาวุธยุทโธปกรณ์ทางการทหารที่ทรงอานุภาพ มีระบบการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านการทูตที่ทรงพลังและหยั่งรากลึก มีอำนาจต่อรองในองค์กรสำคัญระดับนานาชาติ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีสกุลเงินดอลลาร์ที่ทรงอิทธิพลต่อการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ยังไม่นับแขนงงานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อีกทั้งในแขนงงานด้านสังคมและวัฒนธรรม เช่น ด้านการแพทย์ ศิลปะ ดนตรี กีฬา ภาพยนตร์ และวรรณกรรม ที่แพร่กระจาย “รสนิยมแบบอเมริกัน” ออกไปอย่างกว้างไกล

College Hall (University of Pennsylvania)

ที่สำคัญที่สุดก็คือ “ภาคการศึกษา” ที่กลายเป็นเบ้าหลอมสำคัญทางความคิด ทั้งคนอเมริกันเองและโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ “นักศึกษาจากต่างประเทศ” เนื่องจาก “สหรัฐอเมริกา” ได้สร้าง “ระบบการศึกษา” ที่มีความน่าเชื่อถือมาอย่างช้านาน จากการที่นักวิชาการอเมริกันผลิตองค์ความรู้ขึ้นเองในสาขาต่างๆ

นำไปสู่ความเชื่อถือที่มีต่อ “ภาคการศึกษา” ของ “สหรัฐอเมริกา” ไม่ว่าจะเป็นในด้านวิทยาการ แนวคิด ทฤษฎีที่ก้าวหน้า เป็นกลาง ไม่ผูกติดกับระบบคิดหรือสำนักคิดใดสำนักคิดหนึ่ง

อีกทั้งยังเป็นที่ยอมรับจากองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทั่วทุกมุมโลก ทำให้ “นักศึกษาต่างชาติที่เรียนจบจากสหรัฐอเมริกา” หรือพูดอีกแบบก็คือ บรรดา “นักเรียนนอก” หรือ “นักเรียนเก่าสหรัฐฯ” มีอภิสิทธิ์ในสังคมนั้นๆ ค่อนข้างสูง

อย่างไรก็ดี “เหรียญย่อมมีสองด้าน” เสมอ

ดังที่ PAUL S. BOYER กล่าวไว้ในหนังสือ AMERICAN HISTORY ทำนองว่า “…สำหรับหลายคน การคำนึงถึงความเป็น “อเมริกา” และความหมายของถ้อยคำนี้ให้นัยที่ชั่วร้ายมาก…”

เพราะดังที่กล่าวไปว่า “สหรัฐอเมริกา” เป็นประเทศที่มีอิทธิพลสูงต่อ “ประเทศอื่นๆ” ในหลายด้าน “ประเทศอื่นๆ” ที่มีผลประโยชน์ร่วมกับ “สหรัฐอเมริกา” ก็อาจมอง “สหรัฐอเมริกา” ในแง่บวก ส่วน “ประเทศอื่นๆ” ที่ถูก “สหรัฐอเมริกา” ฉกฉวยผลประโยชน์ ยังไม่นับการถูกกระทำย่ำยีต่างๆ นานา แน่นอนว่า ประเทศเหล่านั้นย่อมมอง “สหรัฐอเมริกา” ในแง่ลบ

“…การประกอบสร้างทางอุดมการณ์ที่แตกต่างหลากหลายของสหรัฐอเมริกา แม้ว่าจะน่าสนใจมากสำหรับนักประวัติศาสตร์ความคิด แต่กลับเป็นอุปสรรคต่อการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์อเมริกาอย่างแท้จริง โดยปลอดจากความคิดเดิมและกระพี้ไร้แก่นสารต่างๆ และแม้ความเป็นภววิสัยสมบูรณ์จะเป็นอีกภาพลวงตาหนึ่ง แต่ก็เป็นเป้าหมายที่ทรงคุณค่า ผู้อ่าน “หนังสือเล่มนี้” จะไม่พบกรอบการตีความสำเร็จรูปที่พยายามครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง ความเป็นจริงกว้างๆ ในหลายเรื่องจะถูกถ่ายทอดในแบบของเรื่องเล่า เช่น การอพยพมาตั้งหลักแหล่ง การขยายตัวเป็นเมือง การมีทาส การขยายถิ่นฐานจรดภาคพื้นทวีป หรือการแสดงแสนยานุภาพของสหรัฐอเมริกาไปทั่วโลก ความเป็นแก่นกลางสำคัญของศาสนา ความก้าวหน้าจากระบบเศรษฐกิจแบบเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรมจนถึงยุคหลังอุตสาหกรรม แม้หนังสือจะร้อยเรียงประเด็นใหญ่ๆ เหล่านี้มาตามลำดับ แต่ก็ไม่พลาดที่จะกล่าวถึงประสบการณ์แตกต่างหลากหลายของคนอเมริกัน ความสำคัญของปัจเจกบุคคลมากมาย และบทบาทสำคัญของสีผิว เชื้อชาติ เพศสภาพ และชนชั้นทางสังคม ที่หล่อหลอมประสบการณ์ผู้คนแต่ละกลุ่มภายใต้ภาพของประวัติศาสตร์ชาติที่กว้างใหญ่และสลับซับซ้อน…”

และ “หนังสือเล่มนี้” ก็คือ “ประวัติศาสตร์อเมริกา” ที่ผมจะนำเสนอในลำดับถัดไป


เผื่อว่าคุณยังไม่ได้อ่านบทความตอนแรกและตอนที่ 2

สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน (ตอนแรก)

สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน (ตอนที่ 2)