เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ นั่นคือ เรื่องของ ‘กฎหมายอีเพย์เมนท์ (e-Payment)’ ซึ่งเป็นกฎหมายที่กรมสรรพากร จะใช้เป็นเครื่องมือตรวจสอบการหลีกเลี่ยงภาษีของกลุ่มคนขายของออนไลน์ โดยล่าสุด กฎหมายฉบับนี้ได้ออกมาบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 21 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยทางกรมสรรพากรได้ออกมาให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า กฎหมายอีเพย์เมนท์ นี้ไม่ได้ใช้บังคับแต่เฉพาะกลุ่มผู้ค้าออนไลน์เท่านั้น แต่มีตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่มีธุรกรรมการเงินออนไลน์ด้วย

สาระสำคัญของกฎหมายอีเพย์เมนท์ฉบับนี้ยังมีประเด็นให้ผู้ค้าขายออนไลน์ควรต้องเรียนรู้ไว้ และรายงานข่าวเรื่อง ‘สรรพากรชี้ กม. ‘อีเพย์เมนท์’ เครื่องมือตรวจจับคนเลี่ยงภาษี’ โดย สุพรรณี พุฒิพิสุทธิ์ (หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2562) ได้ให้ข้อมูลน่ารู้เพิ่มเติมในประเด็นที่คนขายของออนไลน์ไม่ควรมองข้าม



กฎหมายอีเพย์เมนท์ (e-Payment) ฉบับล่าสุด หนุนการวางระบบ Data Analysis 
เครื่องมือบริหารความเสี่ยงจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากร

ก่อนที่จะไปรู้ถึงตัวบทกฎหมายสำคัญในกฎหมายอีเพย์เมนท์ฉบับล่าสุดนี้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร ให้ข้อมูลว่าทางกรมสรรพากรจึงต้องการใช้โอกาสของการบังคับใช้กฎหมายอีเพย์เมนท์นี้ ในการเก็บข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อวางระบบ Data Analysis ที่จะใช้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงการจัดเก็บภาษี รวมถึงข้อมูลที่จะใช้วิเคราะห์การเก็บภาษีของผู้มีเงินได้ทุกคน โดยเฉพาะข้อมูลของผู้ที่มีธุรกรรมการเงินลักษณะพิเศษ ที่เข้าข่ายเลี่ยงภาษีด้วย

“แม้ว่าทางกรมสรรพากรจะไม่ได้ออกกฎหมายฉบับนี้โดยตรง แต่กรมฯมีอำนาจเต็มในการเรียกดูข้อมูลของผู้มีเงินได้จากสถาบันการเงิน โดยเฉพาะในรายที่ต้องสงสัยว่าอาจเลี่ยงภาษี หรือมีธุรกิจที่ผิดกฎหมาย เป็นต้น เมื่อได้ข้อมูลมา ทางกรมฯจะเก็บมาตรวจสอบประเมินเข้ากับหลักฐานเอกสารอื่นๆก่อนที่จะนำข้อมูลนี้ไปเป็นหลักฐานในการเรียกเก็บภาษีกับผู้ที่ทำผิดกฎหมายนั่นเอง”

มาถึงอีก 2 ประเด็นสำคัญ ที่ตัวบทกฎหมายอีเพย์เมนท์นี้บัญญัติไว้ และเป็นสิ่งที่ผู้ค้าขายออนไลน์ต้องรู้ไว้ เกี่ยวกับการนำส่งข้อมูลทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่

  • การนำส่งข้อมูลภาษีหัก ณ ที่จ่าย ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่เรียกว่า withholding tax ซึ่งในตัวบทกฎหมายนี้จะกำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการการเงินดังกล่าว ทำหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แทน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน
  • การรับส่งใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกว่า Tax invoice ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ จากเดิมเราซื้อของและเก็บใบเสร็จรับเงินเป็นกระดาษ อย่างโครงการช้อปช่วยชาติ และต้องเก็บกระดาษใบเสร็จนี้มาส่งกรมสรรพากร แต่ตอนนี้ ใบเสร็จจะมาในรูปแบบของใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ ส่งข้อมูลผ่านระบบ e-filling แล้ว

ดังนั้น กฎหมายฉบับนี้ จึงไม่ได้มีสาระสำคัญแค่เรื่องการส่งข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงินเพียงอย่างเดียวอย่างที่หหลายฝ่ายเข้าใจ

ทว่า ยังมีเรื่องของการส่งข้อมูลภาษีหัก ณ ที่จ่าย และข้อมูลใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ บัญญัติอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ด้วย ดังนั้น กฎหมายฉบับนี้จึงถือได้ว่าเป็นกฎหมายที่มีบทบาทช่วยส่งเสริมธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ที่ช่วยแยกผู้เสียภาษีกลุ่มดีและกลุ่มเสี่ยง สร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในระบบได้อย่างแท้จริง


หน้าที่ของสถาบันการเงิน ระบุชัดใน กฎหมายอีเพย์เมนท์ 2562 

ทั้งนี้ กฎหมายฉบับนี้ ระบุชัดเจนให้สถาบันการเงินทุกประเภทและผู้ให้บริการทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยการชำระเงินต้องส่งข้อมูลธุรกรรมการเงินตามที่กำหนด ทำให้ตอนนี้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการการเงินอิเล็กทรอนิกส์ต้องส่งข้อมูลทุกบัญชีรวมกันให้สรรพากรปีละ 1 ครั้ง ซึ่งในที่นี้ กฎหมายกำหนดให้เป็นวันที่ 31 มีนาคม ของทุกปี โดยจะเริ่มตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป ทั้งนี้ข้อมูลที่จะถูกจัดส่ง ต้องประกอบด้วย เลขบัตรประชาชน ชื่อ นามสกุล และธุรกรรมทางการเงินที่ทำ โดยข้อมูลเกี่ยวกับบทบัญญัติเรื่องนี้ ผู้เขียนรายงานข่าวนี้ได้อธิบายสรุปในแบบเข้าใจง่าย ไว้ดังนี้

กฎหมายกำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อีวอลเล็ต) มีหน้าที่รายงานข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะให้กรมสรรพากร เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี โดยธุรกรรมลักษณะเฉพาะนั้น คือ

  1. มีการฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไปต่อปี
  2. มีการฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 400 ครั้ง และมียอดรวมของธุรกรรมฝากหรือรับโอนเงินรวมกันตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไป

ถ้าพบองค์ประกอบ 2 ข้อนี้ สถาบันการเงินและผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ต้องรายงานไปยังกรมสรรพากร ไม่เช่นนั้นโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาท จนกว่าจะแก้ไขและปฏิบัติให้ถูกต้อง

ในบทสรุปของข่าวนี้ยังกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของทางกรมสรรพากรต่อกฎหมายอีเพย์เมนท์ฉบับนี้อย่างชัดเจนว่า ถ้าการบังคับใช้ในเรื่องระบบการนำส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายนี้สามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ย่อมจะช่วยให้ทางกรมฯสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีได้ดียิ่งขึ้น และช่วยยกระดับให้เกิดการจัดเก็บข้อมูลในลักษณะของ Big Data ได้อย่างน่าพึงพอใจด้วยระบบ Data Analysis อย่างที่กล่าวมานี้เอง


ที่มา : เรียบเรียงจาก รายงานข่าวเรื่อง ‘สรรพากรชี้ กม. ‘อีเพย์เมนท์’ เครื่องมือตรวจจับคนเลี่ยงภาษี’ โดย สุพรรณี พุฒิพิสุทธิ์ (หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2562)


อัปเดตแง่มุมกฎหมายสำคัญ ที่รู้ไว้ดีกว่า กันต่อ

จับตาดูท่าทีจีน กับบทบาทออก ‘กฎหมายอีคอมเมิร์ซโลก’ ร่วมกับ สหรัฐ-ยุโรป สร้างระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซให้โลก

รู้ไว้ไม่โดนชักดาบ… ‘แชทยืมเงินออนไลน์’ แบบไหน ใช้ฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย

รู้ไว้ไม่เอาท์! กฎหมาย EEC กับภารกิจ ‘เชื่อมโลก ให้ไทยแล่น’