เชื่อว่าใครหลายคนยังไม่อาจลืมข่าวใหญ่สะเทือนใจคนทั้งโลก ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา ณ เมืองไครสต์เชิร์ช นิวซีแลนด์ ประเทศที่ได้ชื่อว่าสงบสุขที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เมื่อเหตุการณ์แห่งความโหดร้ายเกิดขึ้นกับมวลมนุษยชาติอีกครั้ง และทั่วโลกต่างประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ว่า เป็นการก่อการร้าย เนื่องจากชายผู้หนึ่งกราดยิงชาวมุสลิมที่มาร่วมพิธีละหมาดในมัสยิด 2 แห่ง ใจกลางเมืองไครสต์เชิร์ช เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดถึง 50 คน และได้รับบาดเจ็บ 48 คน


โดยหลังเกิดเหตุการณ์นี้ จาซินดา อาร์เดิร์น (Ardern) นายกรัฐมนตรีหญิงของนิวซีแลนด์ได้ออกมากล่าวถ้อยคำหนึ่ง ซึ่งสื่อสารได้ถึงความเศร้าโศกแทนคนในชาติได้อย่างชัดเจนว่า “วันนี้ถือเป็นวันแห่งความมืดมนที่สุดของนิวซีแลนด์”

“ที่นิวซีแลนด์ตกเป็นเป้านั้นไม่ใช่เพราะเราเป็นสถานที่รองรับความเกลียดชังและความแตกแยก แต่เป็นเพราะความหลากหลาย ความโอบอ้อมอารี และความเห็นอกเห็นใจ ที่นิวซีแลนด์มีให้ และเพราะความไว้วางใจว่าที่นี่คือบ้านของผู้ที่มีค่านิยมเดียวกัน และเป็นที่พักพิงสำหรับผู้ที่มีความต้องการ แต่อย่างไรก็ตาม การโจมตีที่เกิดขึ้นครั้งนี้ไม่อาจทำลายและสั่นคลอนค่านิยมอันดีงามเหล่านี้ลงได้”

คำกล่าวที่แสดงถึงความอ่อนโยน ทว่า แข็งกร้าวและชัดเจนนี้เอง ที่ทำให้ชาวโลกเริ่มรู้จัก สนใจ และติดตามท่าทีของนายกรัฐมนตรีหญิงนิวซีแลนด์คนนี้ ว่าจะรับมือกับสถานการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นในชาติอย่างไร ซึ่งวันนี้เธอได้พิสูจน์แล้วว่า “สถานการณ์สร้างวีรสตรี” ได้จริง เมื่อไฟแห่งการก่อการร้ายไม่ได้เป็นอุปสรรคในการทำหน้าที่ผู้นำของชาติและในการกอบกู้กำลังใจ ความศรัทธาของคนชาวนิวซีแลนด์ให้กลับมาเลย เพราะวิธีที่เธอใช้รับมือโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของประเทศทำให้เธอได้รับการยกย่องจากคนทั่วโลกแล้ว


เมื่อปวงชนในประเทศบอบช้ำและตื่นตระหนก ผู้นำที่ดีควรระวังคำพูดเป็นลำดับแรก

หลังเกิดเหตุ อาร์เดิร์น ได้เรียกประชุมฉุกเฉินเพื่อรับมือสถานการณ์วิกฤต เปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตในถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการและกล่าวถึงผู้ก่อเหตุโศกนาฏกรรมสะเทือนใจครั้งนี้ว่า บุคคลที่ถูกจับกุมไม่ได้อยู่ในบัญชีผู้ก่อการร้ายที่ถูกจับตา แต่ชัดเจนว่าเป็นผู้ที่มีแนวคิดสุดโต่ง

โดยภายหลังจากวันเกิดเหตุ ทางตำรวจนิวซีแลนด์ได้จับกุมผู้ต้องสงสัยวา่จะเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุโจมตีนี้เอาไว้ 4 คน ผู้ต้องสงสัยลำดับแรกเป็นชาวออสเตรเลียที่กรุงแคนเบอร์ราระบุตัวว่าชื่อ เบรนตัน ทาร์แรนต์ (Brenton Tarrant) อายุ 28 ปี มาจากเมืองกราฟตัน (Grafton) เมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งต่อมาชายผิวขาวผู้นี้นี่เองที่เป็นผู้ต้องหาของเหตุการณ์เขย่าขวัญนี้

ทาร์แรนต์ ประกาศตัวเป็นพวกขวาจัด ยึดมั่นอุดมการณ์เชิดชูคนขาวแบบสุดโต่ง เป็นพวกนีโอนาซี (Neo-Nazi) ที่เชื่อว่าคนผิวขาวเป็นใหญ่ เหนือกว่าคนชาติพันธุ์หรือสีผิวอื่นๆ

หลังรู้ตัวผู้ก่อเหตุ อาร์เดิร์นรู้ทันทีว่าโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงสร้างแรงสั่นสะเทือนในนิวซีแลนด์ แต่ลามเป็นวงกว้างไปทั่วโลก เนื่องจากโลกโซเชียลช่วยกระพือภาพเหตุการณ์ที่เป็นคลิป ‘ชายผิวขาว’ ผู้มีความเชื่อเรื่องการเหยียดผิวถ่ายทอดสดหรือ Live เหตุการณ์สังหารผู้บริสุทธิ์ในสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา แม้ทางการนิวซีแลนด์จะตั้งใจกวาดล้างและลบคลิปนี้ให้หมด เพื่อป้องกันเหตุบานปลายและความเคียดแค้นที่ก่อตัวขึ้นจากชนวนความแตกต่างทางเชื้อชาติ สีผิว แต่การจะห้ามไม่ให้เกิดความรู้สึกรุนแรงขึ้นในห้วงเวลาแห่งความเศร้าโศกนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ในเมื่อผู้ต้องสงสัยหลักเป็นชาวออสเตรเลีย ส่วนเหยื่อที่เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม และมาจากหลายเชื้อชาติ เช่น อินเดีย ปากีสถาน อียิปต์ จอร์แดน และโซมาเลีย เป็นต้น ในฐานะผู้นำของประเทศนิวซีแลนด์ อาร์เดิร์น ตัดสินใจออกมากล่าวแถลงการณ์ไม่กี่ชั่วโมงให้หลัง ซึ่งเธอไม่ได้กำลังสื่อสารกับแค่ชาวนิวซีแลนด์เท่านั้นว่า

“เห็นได้ชัดแล้วว่า นี่คือเหตุก่อการร้าย”

รายงานข่าวของบีบีซี ได้วิเคราะห์ว่าที่เธอใช้คำว่า “ก่อการร้าย” อย่างชัดเจนและทันท่วงที ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงการตระหนักรู้ของกระแสสังคมว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้ เจ้าหน้าที่รัฐไม่เต็มใจนักที่จะใช้คำว่า “ก่อการร้าย” ยิ่งเวลาผู้ก่อเหตุเป็นคนผิวขาวด้วยแล้ว จะปรากฏขึ้นน้อยมาก แม้ว่าดูแล้วการก่อเหตุจะมีแรงจูงใจทางการเมืองก็ตาม อาร์เดิร์น จึงขอแสดงจุดยืนชัดเจนแบบไม่เลือกข้าง เพื่อไม่เป็นคนที่สร้างชนวนซ้ำเติมให้ความเคียดแค้นในประเด็นเรื่องเชื้อชาติ สีผิว ทวีความรุนแรงขึ้นอีก


พลิกวิกฤตเป็นโอกาส เปลี่ยนกฎหมายครอบครองอาวุธปืน ที่อ่อนด้อยให้เข้มแข็งขึ้น

“แนวคิดหัวรุนแรงขวาจัดที่มาแรงทั่วโลก ทำให้หน่วยข่าวกรองของเราต้องดำเนินการตรวจสอบในด้านนี้ให้เข้มงวดยิ่งกว่าเดิม” คำกล่าวของอาร์เดิร์นที่ตอบโต้กับเหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งรุนแรงในประวัติศาสตร์นิวซีแลนด์ในช่วงตอนนี้ ก็เพื่อนำสู่การอภิปรายถึงการแก้กฎหมายควบคุมการครอบครองปืนของนิวซีแลนด์ที่ย่อหย่อน ซึ่งถ้าทำได้ก็เท่ากับได้เพิ่มประสิทธิภาพให้มาตรการตรวจสอบและป้องกันการก่อการร้ายให้เข้มงวดมากขึ้น

เพราะที่ผ่านมา ปรากฎข้อเท็จจริงว่ารัฐบาลนิวซีแลนด์ได้แก้กฎหมายจำกัดการเข้าถึงปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติเมื่อปี 1992 หลังมีชายสติไม่ดีก่อเหตุกราดยิงคนตาย 13 ศพที่เมืองอาราโมอานา (Aramoana) ทางตอนใต้ แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายควบคุมปืนของนิวซีแลนด์ยังถือว่าย่อหย่อนพอสมควรเมื่อเทียบกับออสเตรเลีย ซึ่งมีมาตรการควบคุมปืนอย่างเข้มงวดหลังเกิดเหตุสังหารหมู่คล้ายๆ กันในปี 1996 รวมถึงประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ นอกจากสหรัฐอเมริกา

โดยในปัจจุบันนี้ บุคคลที่อายุเกิน 16 ปี ก็สามารถขอใบอนุญาตพกปืนในนิวซีแลนด์ ซึ่งจะมีอายุใช้งาน 10 ปี หลังผ่านคอร์สอบรมการใช้ปืนและตรวจเช็คประวัติโดยตำรวจแล้ว และทางตำรวจนิวซีแลนด์ก็ยอมรับว่าเมื่อปีที่แล้ว ไม่มีข้อมูลชัดเจนเลยว่ามีปืนถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมายอยู่ในประเทศมากน้อยเท่าไหร่ เนื่องจากกฎหมายไม่ได้บังคับให้ปืนส่วนใหญ่ต้องมีทะเบียน

ด้วยเหตุนี้ ข้อเท็จจริงต่อมาที่ว่าในปี 2014 ตำรวจนิวซีแลนด์ประเมินว่า มีปืนถูกกฎหมายราว 1.2 ล้านกระบอก อยู่ในการครอบครองของพลเรือน หรือประมาณ 1 ต่อ 4 คน มากกว่าจำนวนอาวุธปืนต่อหัวประชากรออสเตรเลีย 2 เท่า จึงเป็นเรื่องที่ดูน่ากลัวและน่าตกใจ แต่ก็ไม่แปลกที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะตัวบทกฎหมายเรื่องนี้ที่อ่อนด้อยนั่นเอง

ตำรวจและผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่มากมายที่ทำให้เจ้าของปืนสามารถหลบเลี่ยงไม่นำปืนกึ่งอัตโนมัติมาลงทะเบียน เมื่อปี 1997 ตำรวจนิวซีแลนด์ได้จัดทำรายงานทบทวนกฎหมายอาวุธปืนซึ่งเรียกร้องให้มีการแบนอาวุธประเภทนี้ ทว่า ความพยายามแก้กฎหมายฉบับนี้ในรัฐสภากลับไม่มีความคืบหน้ามาตั้งแต่ปี 1992

ด้วยสภาวะที่กล่าวมาทั้งหมด อาร์เดิร์น จึงยืนยันว่าต่อจากนี้ไป รัฐบาลจะพิจารณาสั่งแบนอาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติอย่างจริงจังแน่นอน


เยียวยาความรู้สึกของผู้สูญเสียด้วยน้ำใสใจจริง ในแบบของ Jacinda Ardern นายกรัฐมนตรีหญิงนิวซีแลนด์

ไม่ใช่แค่การตอบโต้ด้วยคำกล่าว การปรับเปลี่ยนกฎหมายอย่างจริงจังที่แสดงออกถึงความไม่นิ่งนอนใจของรัฐบาล ที่จะป้องกันทุกวิถีทางไม่ให้เหตุการณ์ร้ายแรงนี้เกิดขึ้น การกอบกู้ขวัญกำลังใจของคนในชาติให้กลับมาก็สำคัญไม่แพ้กัน อาร์เดิร์นจึงตัดสินใจที่จะแสดงถึงน้ำใสใจจริงต่อครอบครัวผู้สูญเสียชาวมุสลิม แบบไร้ซึ่งอัตตา เชื้อชาติ ศาสนา สีผิว อันแตกต่าง

ผู้สื่อข่าวบีบีซีรายงานว่า สำหรับอาร์เดิร์นแล้ว เธอไม่ได้แค่รับรู้ถึงความกลัวและความเศร้าโศกเสียใจของชาวมุสลิมเท่านั้น แต่เธอยังตัดสินใจที่จะเดินทางไปยังพิธีศพของผู้สูญเสียด้วยตัวเอง และสวมกอดญาติของเหยื่อผู้สูญเสียในเมืองไครสต์เชิร์ชอย่างจริงใจ ในอาการและความรู้สึกที่ผู้พบเห็นรับรู้ได้ว่า ผู้นำประเทศท่านนี้รู้สึกเสียใจและหดหู่ไปไม่น้อยกว่าพวกเขา

วันที่เธอเดินทางไปยังพิธีศพ อาร์เดิร์นเลือกที่จะสวมผ้าคลุมหัวสีดำเพื่อแสดงความเคารพแก่ผู้สูญเสียและครอบครัวของพวกเขา และยังเรียกร้องให้ผู้คนในพิธีวันนั้น คล้อยตามไปกับแนวคิดของเธอว่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาแห่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วยการกล่าวขึ้นว่า “พวกเขาก็คือพวกเรา”

ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ อาร์เดิร์น แสดงถึงความคิดในทำนองนี้ เพราะในการกล่าวต่อหน้าสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรกหลังเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เธอเลือกที่จะกล่าวทักทายแบบชาวมุสลิมว่า “ขอสันติสุขจงมีแด่ท่าน”

ใน Twitter ของ Faiza N. Ali ลงภาพของ อาร์เดิร์น ซึ่งในแววตามีแต่ความโศกเศร้า พร้อมบรรยายไว้ว่า

“ท่ามกลางใบหน้าของผู้คนที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศกและรู้สึกสูญเสียจากเหตุการณ์กราดยิงในมัสยิดที่เมืองไครสต์เชิร์ช มีใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งปรากฏขึ้น ซึ่งฉันจะไม่มีวันลืม นั่นคือ ใบหน้าของ Jacinda Ardern นายกรัฐมนตรีหญิงนิวซีแลนด์ ใบหน้าของเธอสื่อถึงความโศกเศร้า หดหู่ และเจ็บปวด ไม่น้อยไปกว่าญาติของผู้สูญเสีย ฉันรู้มาอีกว่าหลังจากเหตุการณ์นี้เธอตั้งใจที่จะแก้กฎหมายและแบนอาวุธร้ายแรงที่ใช้ก่อเหตุอย่างจริงจัง และเธอยังเสนอความช่วยเหลือทางการเงินให้กับครอบครัวของเหยื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ด้วย”

ด้าน โมฮัมหมัด ไฟซอล โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของปากีสถาน บอกว่า “อาร์เดิร์นได้ใจชาวปากีสถานไปเต็มๆ” ขณะที่ เดอะคิงเซ็นเตอร์ อนุสรณ์สถานของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ในสหรัฐ ระบุผ่านทวิตเตอร์ว่า “มีผู้นำคนหนึ่งในนิวซีแลนด์ที่เต็มไปความรักที่ปรากฏอย่างเต็มเปี่ยม”

และนักวิเคราะห์การเมืองในนิวซีแลนด์ คอลิน เจมส์ บอกกับบีบีซีว่า จากการได้ใช้เวลากับนางอาร์เดิร์นพอสมควร เขาไม่แปลกใจเลยถึงเสียงชื่นชมที่เธอกำลังได้รับ

“เธอทั้งแน่วแน่ สุขุม มองโลกในแง่บวก และมีความเป็นผู้นำ และผมพูดประเด็นนี้มาบ่อยครั้ง ไม่มีความมุ่งร้ายอยู่ในตัวเธอสักนิด แต่เธอก็เป็นคนที่ไม่ยอมให้ใครมาข่มได้ นี่เป็นส่วนผสมที่หายากในตัวผู้นำหญิง”

Jacinda Ardern มีชื่อเต็มว่า จาซินดา เคต ลอเรลล์ อาร์เดิร์น Jacinda Kate Laurell Ardern เกิดเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2523 เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 40 และคนปัจจุบันของนิวซีแลนด์เมื่อตอนอายุ 37 ปี ซึ่งในตอนที่เธอเข้ารับตำแหน่ง มีกระแสความกังวลเกี่ยวกับตัวเธอมากเสียจนเกิดการสร้างคำใหม่นิยามกระแสนี้ขึ้นว่าเป็น “Jacindamania” โดยหลายฝ่ายกังวลว่าเธอจะเป็นแค่คนที่รูปลักษณ์ท่าทางดีแต่ไม่มีแก่นสารอะไร มาวันนี้ โลกคงได้รู้แล้วว่า เธอมีความอ่อนโยน ทว่าเข้มแข็งและแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ในตัวผู้นำหญิง ซึ่งไม่แน่ว่าสิ่งนี้เองที่จะเป็นตัวแปรมาเปลี่ยนแปลงเรื่องร้ายๆ ในโลกให้กลับกลายเป็นดีได้สักวัน


อ้างอิง :


สร้างแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของคนสำคัญระดับโลก ในแง่มุมที่แตกต่างกันต่อ

ไม่รู้จักไม่ได้แล้ว ‘Greta Thunberg’ หนูน้อยมหัศจรรย์ ผู้เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่อายุน้อยที่สุดในโลก

สุนทรพจน์ สี จิ้นผิง ครบรอบ 40 ปี นโยบายปฏิรูป & เปิดประเทศ “จีนไม่ต้องการเป็นเจ้าโลก” แต่ขอเดินหน้าสร้างตำนานความสำเร็จ พลิกฟ้าพลิกแผ่นดินให้โลกจำ

เปิดศักราชใหม่ เอธิโอเปีย กับ ผู้นำหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ ‘ซาห์เล เวิร์ก ซิวเด’