ที่ชื่อเรื่องของบทความนี้ต้องเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถาม ก็สืบเนื่องมาจากวิกฤตการณ์ที่คนไทยต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่น PM2.5 คุกคามสุขภาพมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2562 ที่ผ่านมา แม้ว่าตอนนี้สถานการณ์ฝุ่นพิษอาจค่อยๆ ลดความรุนแรงลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหานี้จะจางหายไป เพราะจากการที่เว็บไซต์สาลิกาได้เคยนำเสนอบทความล่าสุด ที่ฟันธงว่า ‘มหันตภัยฝุ่น PM2.5’ จะรุนแรงขึ้นทุกปี ดังนั้น หนทางที่ดีที่สุดคือการหามาตรการรับมือวิกฤตฝุ่นนี้ในระยะยาว ควรเริ่มจากการมอนิเตอร์สถานการณ์ ‘คุณภาพอากาศโลก’ ว่าตอนนี้ประเทศไทยมี คุณภาพอากาศ อยู่อันดับที่เท่าไรในโลก โดยใช้แอปพลิเคชัน ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ผู้คนเข้าถึงได้ง่ายที่สุด เป็นเครื่องมือ

จากข้อมูลสถิติอัปเดตล่าสุด พบว่าในประเทศไทยตอนนี้ มีคนไทยราว 2 ล้านคนที่ใช้แอปพลิเคชัน Air Visual เพื่อตรวจเช็คคุณภาพอากาศรายวัน โดยเมื่อทราบถึงข้อมูลอัปเดตแล้ว จึงคาดการณ์ได้ว่าจะสามารถนำมาสู่การวางมาตรการรอบด้านเพื่อป้องกันสุขภาพผู้คนจากภัยฝุ่นพิษอย่างมีประสิทธิภาพได้


ส่องรายงานการจัดอันดับ คุณภาพอากาศโลก ปี 2561 หาคำตอบไทยมี คุณภาพอากาศ อยู่อันดับที่เท่าไรในโลก

หากอ้างอิงตามข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก พบว่า 9 ใน 10 คน ทั่วโลกกําลังหายใจเอามลพิษทางอากาศไปสะสมอยู่ในร่างกาย ดังนั้น นั่นหมายความว่าเราทุกคนที่อาศัยอยู่ในเมือง ล้วนเสี่ยงที่จะเป็น 1 ใน 9 คน นี้แน่นอน

สำหรับประเทศไทย หลังจากวิกฤตฝุ่นพิษ PM2.5 ในเมืองหลวง กรุงเทพมหานคร คลี่คลายลงไป สถานการณ์ฝุ่นพิษทางภาคเหนือของไทยก็เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น เพราะจริงๆแล้วประชาชนในหลายจังหวัดทางภาคเหนือทนทุกข์ทรมานกับหมอกควันพิษที่มาตรงเวลาเป็นประจำทุกปีมากว่า 10 ปีแล้ว โดยไม่ได้มีมาตรการอะไรที่มาช่วยป้องกันและบรรเทาปัญหานี้อย่างได้ผลมากนัก

ตามข้อมูลของ AirVisual.com ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันตรวจเช็คอากาศ AirVisual ปรากฎว่ากรุงเทพฯและเชียงใหม่ผลัดกันชิงอันดับท็อปไฟว์ในการจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษสูงสุดของโลก ในปี 2562 นี้มาโดยตลอด ยิ่งในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ‘เชียงใหม่รั้งอันดับหนึ่ง เมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก’ แซงหน้าหลายเมืองใหญ่ที่เคยครองแชมป์อย่างยาวนาน ในประเทศไนจีเรียและปากีสถาน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ควรนิ่งนอนใจเลย

นอกจากนั้น จากรายงานการจัดอันดับ คุณภาพอากาศโลก ปี 2561 (IQAir AirVisual 2018 World Air Quality Report) และการจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษสูงสุดในโลกเชิงปฎิสัมพันธ์ (interactive) โดย AirVisual ได้เผยผลของรายงานนี้ที่นอกจากจะทำให้เรารู้ถึงอันดับมลพิษในเมืองต่างๆ แล้ว ยังแสดงให้เห็นอีกว่า สถานการณ์มลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในปี 2561 ที่กระจายตัวอย่างกว้างขวางทั่วโลก ยังคงคุกคามสุขภาพคนทั่วโลก และผู้คนก็ยังได้รับรู้ข้อมูลเรื่องคุณภาพอากาศที่จำกัดและไม่อัปเดต

โดยผลลัพธ์ที่ได้จากการจัดอันดับ คุณภาพอากาศโลก ในปี 2561 ครั้งนี้ AirVisual ระบุว่า

“ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 23 ของโลก ในฐานะประเทศที่มีความเข้มข้นเฉลี่ยรายปีของ PM2.5 มากที่สุด หากเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยมีค่าคุณภาพอากาศที่แย่เป็นอันดับ 3 รองจากอินโดนีเซียและเวียดนาม มี 10 จังหวัดในไทยที่ติดอยู่ในการจัดอันดับ 15 เมืองที่มีมลพิษ PM2.5 สูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ขณะที่ ประเทศที่มีมลพิษทางอากาศเป็นอันดับหนึ่ง คือ บังคลาเทศ ส่วนในระดับเมือง เมืองเดลี ประเทศอินเดียอยู่อันดับหนึ่ง และกรุงเทพฯอยู่อันดับที่ 24

เมื่อได้คำตอบแล้วว่า ตอนนี้คุณภาพอากาศของประเทศไทยอยู่อันดับไหนในโลก ก็ต้องนำมาสู่มาตรการดำเนินการแก้ไขอย่างไรไม่ให้อันดับของไทยสูงขึ้น และมีอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรสูงขึ้นตามมา


ผลจัดอันดับคุณภาพอากาศเมืองไทย สะท้อนมาตรการแก้ปัญหามลพิษอากาศที่ยังไม่เข้าเป้า

ที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่คนไทย แต่คนทั่วโลก็ต่างตื่นตัวในการดูแลสุขภาพตนเองและคนรอบข้างให้ปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศในหลากหลายวิธีที่แตกต่างกัน เพราะในรายงานฉบับเดียวกันนี้แสดงให้เห็นว่า ช่วงปี 2561 ประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียมีความตระหนักต่อระดับมลพิษในท้องถิ่นตนเองอย่างมาก ผ่านทั้งการขับเคลื่อนของภาคประชาชนที่เราได้เห็นการมีส่วนร่วมของสาธารณชนต่อมลพิษทางอากาศเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ แม้แต่ในอเมริกาและแคนาดาที่ปกติแล้วมีคุณภาพอากาศที่ดี แต่กลับเกิดความตื่นตัวมากโดยเฉพาะในช่วงที่เกิดไฟป่ารุนแรง จนกลายเป็นมลพิษข้ามพรมแดน

อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ ที่เผยแพร่ในบทความเรื่อง “ประเทศไทยอยู่ตรงไหนในสถานการณ์คุณภาพอากาศโลก” เว็บไซต์กรีนพีช (6 มีนาคม 2562) ได้นำเสนอในประเด็นที่น่าสนใจ ซึ่งเกิดจากความตื่นตัวของผู้คนในการตรวจเช็คคุณภาพอากาศผ่าน แอปฯ AirVisual ที่สร้างแรงกระเพื่อมจากภาคประชาชนในการแสวงหาข้อมูลตรวจสอบคุณภาพอากาศ ควบคู่ไปกับการตรวจสอบมาตรการของภาครัฐในการแก้ปัญหาคุณภาพอากาศว่าควรปรับไปในทางใดจึงจะตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของภาคประชาชน

อย่างในเรื่องของการตั้งสถานีตรวจวัด PM2.5 ในประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สนับสนุนโดยภาครัฐยังมีค่อนข้างน้อย เพราะทั่วทั้งภูมิภาคมีสถานีตรวจวัดรายงานข้อมูลตามเวลาจริงที่ปรกาฎในรายงานฉบับนี้เพียง 145 แห่ง เท่านั้น และไม่ใช่ทุกประเทศที่มีการตรวจวัดคุณภาพอากาศ เนื่องจากตอนนี้มีแค่ 73 ประเทศทั่วโลก ที่มีข้อมูลพร้อมใช้จากสถานีตรวจวัดอากาศ ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ในยุโรป ญี่ปุ่น จีน และดังนั้น ตอนนี้การเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศของประเทศกําลังพัฒนาจํานวนมากจึงยังมีจํากัด

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น บทความวิเคราะห์เรื่องนี้ ได้ยกตัวอย่าง ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าประเทศไทย แต่กลับมีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของรัฐบาลมากกว่า 1,200 จุด ส่วนจีนมีเครือข่ายมากที่สุดและกว้างขวางที่สุดของโลก โดยมีเครื่องวัดที่ดําเนินการโดยรัฐบาลกลาง 1,500 เครื่อง และเครื่องวัดที่ดําเนินการโดยหน่วยงานระดับกลาง จังหวัด เทศบาลและประเทศ ทั้งหมดอีกมากกว่า 5,000 เครื่อง ซึ่งนี่เป็นสิ่งสะท้อนได้ในความตื่นตัวของภาครัฐ ที่พยายามปกป้องสุขภาพของประชาชนอย่างแท้จริง


ทางเลือกทางรอด บรรเทาปัญหาคุณภาพอากาศย่ำแย่อย่างยั่งยืน ต้องมีการรายงานคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์

บทความกรีนพีชได้ทิ้งประเด็น เพื่อแนะทางออกของการพัฒนาช่องทางให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลอัปเดตคุณภาพอากาศที่ตนต้องสูดเข้าไปในแต่ละวันได้ ว่าควรมีการพัฒนาแอปพลิเคชันหรือช่องทางที่ทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลรายงานคุณภาพอากาศในแบบเรียลไทม์ เพื่อให้พวกเขารู้ว่าต้องเตรียมตัวป้องกันตนเองในระดับใด

“ปัจจุบันแอปฯ Air4Thai ของกรมควบคุมมลพิษ รายงานค่าเฉลี่ยโดยใช้ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ไม่ใช่รายชั่วโมง ค่าที่รายงานนั้นจึงเป็นคุณภาพอากาศที่ไม่สามารถระบุถึงความเป็นจริงในสถานการณ์ปัจจุบันได้ ผู้ปกครองไม่สามารถประเมินได้ว่า อากาศ ณ ขณะนั้นเหมาะกับการเล่นนอกบ้านของลูก ๆ หรือไม่ คนรักการออกกำลังกายสามารถออกไปวิ่งได้หรือไม่ หรือคนทั่วไปเองควรจะใส่หน้ากาก N95 ได้หรือยัง เหตุนี้เองที่ประชาชนยังคงต้องพึ่งพาแหล่งข้อมูลที่สอง คือ จากเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบพกพาส่วนตัว หรือจากเว็บไซต์ AirVisual.com”

โดยข้อมูลคุณภาพอากาศตามเวลาจริงมีความสําคัญอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงช่วยกระตุ้นประชาชนให้รับมือกับสภาพอากาศในปัจจุบันอย่างถูกต้องและเหมาะสมเท่านั้น แต่ยังสร้างความตื่นรู้สาธารณะ ขับเคลื่อนปฏิบัติการเพื่อต่อสู้กับมลพิษทางอากาศในระยะยาวของภาครัฐด้วย

นอกจากการแจ้งผลเป็นแบบรายชั่วโมงแล้ว ควรมีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับประเทศไทย ในยุทธศาสตร์การรักษาสภาพบรรยากาศให้มีค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 24 ชั่วโมง เป็น 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปีเป็น 12 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ภายในปี พ.ศ. 2562 และกำหนดมาตรการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายอาเซียนปลอดหมอกควัน HAZE-FREE 2020 อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม

“หากมาตรฐานไม่เกิด มาตรการไม่ตามมาอย่างแน่นอน ในแผนยุทธศาสตร์วาระแห่งชาติ จำเป็นต้องมีการกำหนดเป้าหมาย เช่น บอกให้ได้ว่า ภายใน 3 ปี การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชาชนจะลดลงเท่าไหร่ และอีกใน 5 ปี จะลดลงเท่าไร เรายังไม่มีตัวเลขตรงนี้” จริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว โดยหวังว่าคำกล่าวนี้จะได้นำไปปรับใช้ เพื่อทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้จริง


อ้างอิง : ที่มา บทความเรื่อง “ประเทศไทยอยู่ตรงไหนในสถานการณ์คุณภาพอากาศโลก” เว็บไซต์กรีนพีช (6 มีนาคม 2562)


อัปเดตหลากหลายทางออกของการบรรเทาปัญหาฝุ่นพิษคุกคามเมือง กันต่อ

ฟันธง ‘มหันตภัยฝุ่น PM2.5’ จะรุนแรงขึ้นทุกปี สจล. ออกโรง ส่ง ‘นวัตกรรมแก้ปัญหาฝุ่นพิษ’ อย่างสร้างสรรค์

รวม 5 แอปพลิเคชันเช็ค ‘ค่า PM 2.5’ โหลดติดสมาร์ทโฟนไว้ รู้เรื่องฝุ่นไว…อุ่นใจกว่า

คอนกรีตอัจฉริยะ ฝีมือนักวิจัยไทย ตอบโจทย์สองต่อ ลดทั้ง ‘ขยะอิเล็กทรอนิกส์’ ทั้งฝุ่นละออง