หากพูดถึงประเทศนิวซีแลนด์ นอกจากจะคิดถึงธรรมชาติอันบริสุทธิ์และสภาพบ้านเมืองที่สะอาดเรียบร้อยสวยงามแล้ว ก็เห็นจะคิดถึงประเทศนี้ในฐานะ ‘เมืองหลวงแห่งการศึกษาต่อของโลก’ เพราะประเทศนิวซีแลนด์มักเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่เหล่าผู้ปกครองจะตัดสินใจส่งบุตรหลานของตนไปศึกษาต่อ โดยเหตุผลสำคัญ 3 ลำดับต้นของการไป ‘เรียนต่อที่นิวซีแลนด์’ นั่นคือ

Low Cost of Living มีค่าครองชีพต่ำ ตลอดจนมีที่พักอาศัยหลากหลายแบบให้เลือกสำหรับนักเรียนต่างชาติ

Internationally Recognized Universities ระบบการศึกษาของประเทศนิวซีแลนด์จำลองแบบมาจากระบบการศึกษาของประเทศอังกฤษ ดังนั้น ผู้ที่จบการศึกษาจากนิวซีแลนด์จึงมีโอกาสที่จะได้รับการยอมรับจากบริษัทชั้นนำทุกประเทศในโลก

Welcoming and diverse mix of people นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปท่องเที่ยว เหตุเพราะชาวนิวซีแลนด์มีอัธยาศัยดี เปิดกว้างและยอมรับในวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไปจากผู้คนของตัวเอง ทำให้นักเรียนต่างชาติสามารถปรับตัวกลมกลืนเข้ากับสังคมได้ง่าย นอกจากนี้นิวซีแลนด์ยังมีระบบที่เป็นมาตรฐานในการดูแลนักเรียนต่างชาติ โดยรัฐบาลจะคอยตรวจสอบผู้ที่ให้ที่พักอาศัยแก่นักเรียนต่างชาติ ดังนั้น ผู้ปกครองจึงมั่นใจได้ว่านักเรียนจะได้รับการดูแลอย่างดีตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ที่นี่

นอกจากจุดเด่นของการไปศึกษาที่กล่าวมานี้ ล่าสุด ทาฮา แมคเฟอร์สัน เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทยคนใหม่ที่เพิ่งจะเข้ามารับตำแหน่งเมื่อช่วงปลายปี 2018 ได้พูดถึงเป้าหมายและกลยุทธ์การขับเคลื่อนการศึกษาต่อที่ประเทศนิวซีแลนด์ในปี 2019 เพื่อรักษาตำแหน่งเมืองหลวงแห่งการศึกษาต่อของโลก ซึ่งมีประเด็นน่าสนใจที่ควรรู้ก่อนเลือก ‘เรียนต่อที่นิวซีแลนด์’ มาอัปเดตกัน


ตัวเลขสถิติยังการันตี เรียนต่อนิวซีแลนด์ยังคุ้มค่า

แมคเฟอร์สัน เริ่มต้นอ้างอิงตัวเลขทางสถิติที่ยืนยันว่า นิวซีแลนด์ ยังคงได้รับความสนใจจากผู้ปกครองและนักศึกษาทั่วโลก ที่จะส่งบุตรหลานและเดินทางมาศึกษาต่อที่นี่ โดยในปี 2017 มีนักเรียนต่างชาติจากทั่วโลกลงทะเบียนเรียนที่นิวซีแลนด์กว่า 125,392 คน โดย 7 อันดับแรก ได้แก่ นักเรียนจาก จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี บราซิล ฟิลิปปินส์ และไทย ตามลำดับ

“สำหรับนักเรียนไทยที่กำลังศึกษาอยู่ในนิวซีแลนด์ตอนนี้มีกว่า 3,300 คน โดยปี 2018 มีจำนวนผู้ขอวีซ่านักเรียนใหม่ของไทยเพิ่มสูงขึ้นถึง 7% ส่วนใหญ่ต้องการมาศึกษาในสถาบันเทคโนโลยีและโพลีเทคนิคต่างๆ ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นถึง 146% และเหตุผลต่อมาคือ มาเรียนเพื่อเพิ่มทักษะภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นถึง 10%”

ทั้งนี้ ภาพรวมมูลค่าอุตสาหกรรมการศึกษานานาชาติในประเทศนิวซีแลนด์ช่วงปี 2016-2018 สูงถึง 5.1 พันล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ ซึ่งในตัวเลขนี้มาจากนักเรียนไทยถึง 120 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์

ด้วยตัวเลขที่แสดงถึงความไว้วางใจนี้ แมคเฟอร์สัน ได้สื่อต่อในประเด็นที่ว่าทางการนิวซีแลนด์จึงมีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาด้านการศึกษาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกและให้ผู้ที่มาศึกษาต่อที่นิวซีแลนด์ได้รับประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการร่างแผนพัฒนาการศึกษาปี 2018-2030 ออกมาเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2018 โดยทางนิวซีแลนด์ได้มุ่งเน้นการเสริมสร้างประสบการณ์ 3 ด้านให้เกิดขึ้นระหว่างการเรียนต่อที่นิวซีแลนด์

  • หนึ่ง การให้ประสบการณ์ และความรู้แก่นักเรียนด้วยการศึกษาคุณภาพ และสภาพแวดล้อมการเรียนที่ดีและเรียนสนุก ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้เรียนให้ดีขึ้น
  • สอง การทำให้อุตสาหกรรมการศึกษาของนิวซีแลนด์เติบโตและยั่งยืน
  • สาม สร้างสิ่งแวดล้อมทางการศึกษาให้ส่งเสริมทักษะคนให้เป็นพลเมืองโลกและสามารถดำเนินชีวิตบรรยากาศนานาชาติได้

นอกจากนั้น ในด้านการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี และการเรียนรู้อย่างมืออาชีพ ทางนิวซีแลนด์ได้ทุ่มงบฯ ลงทุนสูงถึง 700 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ เพื่อวางระบบเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจนทำให้นักเรียนสามารถเข้าถึงบทเรียน และใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนที่มากขึ้นในของสถาบันต่างๆ ในนิวซีแลนด์ให้ครอบคลุมอย่างน้อย 98% เพราะการเรียนรู้ภายในห้องเรียนตอนนี้หันมาใช้ระบบดิจิทัลเกือบทั้งหมดแล้ว ทั้งยังมีการประเมินออนไลน์ เพื่อทำให้นักเรียนสามารถคิดและสร้างสรรค์ผลงานจากเทคโนโลยีอย่างไม่จำกัด

“การพัฒนาหลักสูตรตามแผนพัฒนาการศึกษาปี 2018-2030 ยังเน้นเรื่องการลงทุนในการฝึกอบรมครูให้มีความคล่องแคล่วทางดิจิทัล และการคิดคำนวณเพื่อวางแผนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ โดยหลักสูตรนี้จะเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และมุ่งไปสู่การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เสริมศักยภาพให้ผู้เรียนสามารถปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบธุรกิจ เพราะเรามีความร่วมมือกับหน่วยงานอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อออกไปสร้างอาชีพในอนาคตอย่างยั่งยืน”


เปิดมิติใหม่ของการศึกษาต่อนิวซีแลนด์กับการเรียนรู้ในศาสตร์ ‘ครีเอทีฟและเทคโนโลยี’ ที่เข้มข้นขึ้น

ที่ผ่านมานิวซีแลนด์ถูกใช้เป็นโลเคชันในการถ่ายทำภาพยนตร์มากมาย และยังมีคนทำภาพยนตร์ตัวอย่างที่เป็นชาวนิวซีแลนด์ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับฮอลลีวูด อย่าง เซอร์ปีเตอร์ โรเบิร์ต แจ็กสัน ผู้กำกับภาพยนต์เรื่อง The Lord of the Rings จึงไม่น่าแปลกใจที่เทรนด์การศึกษาต่อที่เกิดขึ้นล่าสุดในประเทศนิวซีแลนด์นี้จะเบนเข็มไปในด้านความครีเอทีฟ เช่น ภาพยนตร์ แอนิเมชั่น วิชวลเอฟเฟ็กต์

นอกจากนั้น ในมุมของการศึกษาต่อด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ อย่างหลักสูตร Digital Design Program และ Technology Program นิวซีแลนด์ก็เปิดสอนอย่างแพร่หลายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาต่อเพื่อมุ่งประกอบอาชีพ นักแคสต์เกม นักกีฬาอีสปอร์ต หรือเรียนเกี่ยวกับเทคโนโลยีฮิวแมนอินเทอร์เฟซ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเทรนด์อาชีพที่กำลังมาแรงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล

โดยล่าสุด ช่อทิพย์ ประมูลผล ผู้จัดการตลาดหน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ สถานทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย ได้หยิบยกเอากลยุทธ์การศึกษาต่อล่าสุดที่ทางนิวซีแลนด์ มุ่งสร้างจุดขายหลักสูตรฟิล์ม เพื่อดึงนักศึกษาต่างชาติให้มาศึกษาต่อในศาสตร์นี้ว่า

“ทุกวันนี้ คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจศึกษาต่อหลักสูตรด้านการออกแบบสื่อดิจิทัลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ทำให้รูปแบบของสื่อดิจิทัลมีการพัฒนา และแข่งขันกันมากขึ้น ความต้องการผลงาน และผู้ผลิตผลงานด้านนี้จึงมากขึ้นตามไปด้วย”

“และนิวซีแลนด์ก็เป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับถึงความเชี่ยวชาญในการจัดการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่มีเทคนิคซับซ้อน เห็นได้จากผลงานการผลิตภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ระดับโลก อาทิ The Lord of the Rings, Avatar และ The Chronicles of Narnia จึงทำให้นิวซีแลนด์เป็นจุดหมายทางการศึกษาด้านการตัดต่อภาพยนตร์ และแอนิเมชั่นสำหรับนักศึกษาต่างชาติที่ต้องการมาศึกษาด้านดิจิทัลอาร์ต”

ด้าน กรานท์ แมคเฟอร์สัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ให้ข้อมูลเรื่องการเรียนการออกแบบสื่อดิจิทัลที่นิวซีแลนด์ว่า นักศึกษาจะมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับทีมสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพสูงอย่างใกล้ชิดในระหว่างเรียน ซึ่งไม่ต่างจากการทำงานจริง และที่ผ่านมาการศึกษานิวซีแลนด์ได้สร้างเครือข่ายในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับรางวัลออสการ์มากมาย

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ และสมาพันธ์ภาพยนตร์นิวซีแลนด์ ร่วมกับ Universal Pictures, MRC และ Hungry City Limited ผลิตภาพยนตร์เรื่อง Mortal Engines ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดโอกาสให้นักศึกษาต่างชาติที่กำลังศึกษาในนิวซีแลนด์ด้านต่างๆ มีส่วนร่วมด้วย อาทิ นักศึกษาปริญญาตรีด้านการออกแบบดิจิทัลจาก Aukland University of Technology ร่วมเป็นช่างตัดต่อฟิล์ม และนักศึกษาจาก Yoobee Animation School ดูแลในส่วน Visual Effects

“หลายปีที่ผ่านมามีนักศึกษาต่างชาติเดินทางไปศึกษาด้านศิลปะสร้างสรรค์ในนิวซีแลนด์เพิ่มขึ้นเป็น 5,139 คน ในปี 2560 หรือเพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบกับปี 2555 ผมมองว่านอกจากจุดแข็งที่นิวซีแลนด์มีระบบการศึกษาระดับโลกแล้ว ยังมีการส่งเสริมโอกาสให้บัณฑิตได้ทำงานร่วมกับองค์กรระดับโลกด้วย”


ที่มา :


เรียนรู้โมเดลปฏิรูปการศึกษา ที่ประสบความสำเร็จในทั่วทุกมุมโลก เพิ่มเติม

3 มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก ชี้ ‘ทางรอดมหาวิทยาลัย ศตวรรษที่ 21’ ต้องจับมือสถานประกอบการให้แน่นกว่าเดิม

Education 2030 อนาคตการศึกษาไทย : กรณีศึกษาเปรียบเทียบ ฟินแลนด์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้

‘The $1-a-week school’ โครงการดีๆ ของ Mark Zuckerberg และ Bill Gates