เมื่อพูดถึงประเด็นเรื่อง ‘ความยั่งยืน’ ไม่ได้มีความสำคัญแค่ในมุมของการพัฒนาประเทศโดยรวมเท่านั้น แต่หากโฟกัสไปที่การทำธุรกิจหรือดำเนินกิจการขององค์กรทุกรูปแบบนั้น ประเด็นเรื่อง ‘เทรนด์ความยั่งยืน’ นับเป็นสิ่งที่องค์กรต้องให้ความสนใจไม่น้อยไปกว่าเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ เพราะการทำธุรกิจที่จะพิชิตใจผู้บริโภคยุคนี้ได้ องค์กรต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในทุกภาคส่วนของสังคมด้วย องค์กรนั้นจึงจะหยัดยืนเป็นหนึ่งในใจผู้บริโภคได้จริง

โดยในปีที่ผ่านมา ด้วยความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อประชาคมโลกในหลากหลายมิติ รวมทั้งในประเด็นเรื่องความยั่งยืน ซึ่งเป็นประเด็นท้าทายที่ทุกฝ่าย ทุกองค์กร ยังคงต้องจับตามอง และเพื่อแนะนำถึงทิศทางความเปลี่ยนแปลงที่คาดการณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นตลอดปี 2019 พัทธ์ธีรา วงศราวิทย์ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในฝ่ายที่ให้คำแนะนำเพื่อสร้างความยั่งยืนและทำให้องค์กรได้รับความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) ในการทำธุรกิจ จึงออกมาชี้ถึง 3 เทรนด์ความยั่งยืนที่ทุกองค์กรควรให้ความสำคัญตลอดปีนี้


หนึ่ง : เปลี่ยนความล้มเหลวจากการแก้ไขปัญหา Climate Change ไปสู่สังคม ‘คาร์บอนต่ำ’ ให้ได้

จากรายงานล่าสุดของ The Global Risks Report 2019 ของ World Economic Forum ระบุว่า ความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหา Climate Change เป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่อยู่ใน 5 ลำดับแรกทั้งในเชิงของผลกระทบ (impact) และโอกาสที่จะเกิด (likelihood) ด้วยเหตุนี้ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงยังคงเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สร้างความวิตกกังวลให้กับภาครัฐและประชาคมโลกอยู่

นอกจากนี้ มีการคาดการณ์ว่าความล้มเหลวของการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประชาคมโลกอาจทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นถึง 5 องศาเซลเซียส ภายในปลายศตวรรษนี้ ซึ่งระดับอุณหภูมิที่สูงขึ้นดังกล่าว ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศทั่วโลก เช่น การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าและมหาสมุทร ตลอดจนระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นอาจมีผลต่อที่อยู่อาศัย การเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาด และความมั่นคงทางอาหารของประชากรทั่วโลก โดยภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในปี 2017 เป็นผลลัพธ์จาก Climate Change ที่สร้างความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารของประชากรกว่า 39 ล้านคน ใน 23 ประเทศไปแล้ว

เพื่อตอบสนองต่อความรุนแรงของปัญหา Climate Change ภาครัฐและองค์กรระดับโลกต่างร่วมกัน ผลักดันนโยบายและมาตรการต่างๆ ที่จะช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (ระบบขนส่ง ผลิตไฟฟ้า และการก่อสร้าง) ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเอื้อต่อการก้าวไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และการกำหนดนโยบายที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ซึ่งรวมไปถึงการสนับสนุนด้านงบประมาณ การส่งเสริมให้ภาคธุรกิจนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสีเขียวเพื่อให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตลอดทั้งกระบวนการ รวมถึงการสนับสนุนให้มีการเปิดเผยข้อมูลด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจจากแรงผลักดันต่างๆ ข้างต้นด้วย

ดังนั้น ภาคธุรกิจจึงต้องตระหนักถึงทิศทางในการผลักดันไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำจากภาครัฐและองค์กรในระดับโลก เพื่อเตรียมความพร้อมในการปรับกระบวนการทางธุรกิจให้ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ดังนี้

  • ประเมินความเสี่ยงที่เกิดจากผลกระทบของปัญหา Climate Change อย่างรอบด้าน โดยพิจารณาว่าผลกระทบจาก Climate change เช่น สภาพที่ตั้งหรือพื้นที่ที่มีการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้นหรือไม่ บริษัทอาจมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ หากมีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • กำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงเป้าหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น เป้าหมายการลดการใช้พลังงาน การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งการกำหนดเป้าหมาย ที่ชัดเจนจะทำให้บริษัทสามารถกำหนดทิศทางในการบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ในกระบวนการผลิต ธุรกิจควรเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำมาใช้ในกระบวนการมากขึ้น เพื่อให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม
  • กำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing) การกำหนดราคาคาร์บอน คือ การกำหนดมูลค่าของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นตัวเงิน (monetary value) ซึ่งถือเป็นเครื่องมือ สำคัญในการช่วยให้ธุรกิจสามารถประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ climate change ช่วยในการตัดสินใจ ลงทุน และวางแผนในการปรับเปลี่ยนกระบวนการไปสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเหมาะสม
  • เปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปัจจุบันแนวคิดการลงทุนอย่างยั่งยืน ซึ่งรวมไปถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำมีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเปิดเผยข้อมูล การปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งแนวทางการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของธุรกิจ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับเม็ดเงินลงทุน และยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้เสียอีกด้วย

สอง : เทรนด์ความยั่งยืนในใจผู้บริโภค ต้องการ ใช้งานแต่ไม่เน้น ครอบครอง’

ต้องยอมรับว่า เทคโนโลยีดิจิทัลและ Internet of Things (IoT) รวมถึงรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของคนในสังคม มีผลทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคหันไปใช้วิธีการเข้าถึงสินค้าและบริการในรูปแบบ ‘การเช่า’ และ ‘การจ่ายเมื่อใช้งาน’ (pay-per-use) แทนการจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าบริการนั้นมาครอบครองมากขึ้น

ตัวอย่างที่ยืนยันเทรนด์นี้ได้อย่างดี คือ ความนิยมใช้บริการ Netflix บริการสตรีมมิงที่ผู้บริโภคใช้รับชมภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ต่างๆ กระทั่งบริการนี้กลายเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากกว่าการซื้อแผ่นซีดีหรือดีวีดี จนทำให้ธุรกิจขายแผ่นซีดีและดีวีดีถึงขั้นล้มหายตายจากกันไปเลย

รูปแบบธุรกิจการเช่าหรือการจ่ายเมื่อใช้งานนี้ช่วยลดภาระผู้ซื้อในการดูแลรักษาผลิตภัณฑ์ ช่วยลดการซื้อที่ไม่จำเป็น และทำให้เกิดการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ปัจจุบันจึงเริ่มมีผู้ผลิตที่พัฒนาโมเดลธุรกิจนี้เพิ่มเติมขึ้นจากธุรกิจจำหน่ายสินค้าและบริการตามปกติ เพื่อให้ตอบโจทย์พฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค และตอบสนองโมเดลธุรกิจที่สร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ด้วย

เทรนด์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้จึงเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคและสร้างตลาดใหม่ๆ ซึ่งผู้ผลิตต้องจับตามองและนำมาทบทวนว่าสินค้าและบริการของตนจะได้รับผลกระทบหรือไม่ และสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดจำหน่าย การบริการให้ตอบสนองพฤติกรรม ตลอดจนความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างไรบ้าง


สาม : มีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ ให้สอดรับกับเทคโนโลยีและความต้องการในอนาคต

จากผลการสำรวจในรายงาน The Future of Job Report 2018 ของ World Economic Forum ระบุว่าภายในปี 2022 กว่า 75% ของบริษัทต่างๆ ทั่วโลกมีแนวโน้มจะนำเทคโนโลยี เช่น Big Data Analytics, Web-enabled Market, Internet of Things (IoT), Cloud Computing มาใช้ในกระบวนการธุรกิจเพิ่มมากขึ้น แน่นอนว่าการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตได้ แต่ขณะเดียวกัน แนวโน้มดังกล่าวได้ปลุกความกังวลว่า จะเกิดการเลิกจ้างแรงงานมนุษย์และจะทำให้เกิดการว่างงานเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกิจกรรมที่สามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงงานคนได้

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีตำแหน่งงานและกิจกรรมที่จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีไม่น้อย แต่ในส่วนของกลุ่มบุคลากรที่มีทักษะในกลุ่มงานที่สอดคล้องกับเทคโนโลยี เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลและพัฒนานวัตกรรม การออกแบบและพัฒนาซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชัน ย่อมจะเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานมากขึ้น เช่นเดียวกับทักษะที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ (human skill) เช่น การให้บริการ ความคิดสร้างสรรรค์ (creative thinking) ภาวะผู้นำ (leadership) ก็ยังคงมีแนวโน้มเป็นที่ต้องการต่อไป

ดังนั้น การพัฒนาศักยภาพและเพิ่มทักษะให้แก่ทรัพยากรบุคคลจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งทั้งต่อบุคลากรเองและต่อองค์กร พนักงานที่ได้รับการพัฒนาทักษะที่สอดรับกับความต้องการในอนาคตจะมีโอกาสก้าวสู่ตำแหน่งงานที่ได้ใช้ทักษะสูงขึ้นและได้รับค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่องค์กรก็จะไม่ประสบกับวิกฤตขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะตามที่บริษัทต้องการ

ทั้งนี้ องค์กรจึงต้องเริ่มประเมินว่าทักษะประเภทใดที่มีความจำเป็นต่อการเติบโตขององค์กร และปัจจุบัน พนักงานขององค์กรมีทักษะตามที่องค์กรต้องการแล้วหรือไม่ แล้วจึงวางแผนการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรให้เหมาะสมและทันต่อการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันองค์กรต้องพิจารณาด้วยว่ากิจกรรมทางธุรกิจใดที่อาจถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีหรือเครื่องจักรและจะส่งผลกระทบต่อบุคลากรในตำแหน่งใดบ้าง เพื่อนำไปสู่การวางแผนโยกย้ายบุคลากรควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะในสายงานใหม่ เตรียมความพร้อมให้พนักงานสามารถปรับเปลี่ยน career path และมีโอกาสเติบโตในสายงานอื่นได้

ในตอนสรุป ผู้นำเสนอบทความนี้ยังได้เน้นย้ำว่า เพื่อ ‘ลดความเสี่ยง’ และ ‘เพิ่มโอกาส’ ให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน ภาคธุรกิจจำเป็นต้องตระหนักถึงเทรนด์ความยั่งยืนเหล่านี้ แล้วปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงานเพื่อให้ตอบสนองต่อแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างทันการณ์


ที่มา : เรียบเรียงจาก ข่าวหุ้น-การเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เผยแพร่ในเว็บไซต์ ThaiPR.net วันอังคารที่ 19 มีนาคม 2562


ยังมีบทความแนะนำการปรับเปลี่ยนให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนให้ได้อ่านกันต่อ

ถอดบทเรียนจากผู้รู้ ‘ฉู่ สือเจี้ยน’ บิดาผู้ยกระดับ ‘ส้มเช้งจีน’ ด้วยนวัตกรรม มันสมองและสองมือ

‘She-Economy’ พลิกโลก เมื่อพลังหญิงขับเคลื่อนโลกเศรษฐกิจ & สังคมไร้เงินสด

3 มาตรการ 1 เครื่องมือ พิชิตภารกิจเปลี่ยนผ่าน ‘เกษตรกรรมไทย’ สู่ ‘เกษตรยั่งยืน’