หากอ้างอิงตามข้อมูลของ AliResearch จะทราบได้ทันทีว่ามูลค่าของการนำเข้าสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม ‘อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน’ ของประเทศจีนเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทุกปี โดยมีรายงานยืนยันว่า การนำเข้าสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนของชาวจีนในปี 2015 มีมูลค่าราว 9 แสนล้านหยวน และจะมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจนในปี 2020 มูลค่าจะอยู่ที่ราว 3 ล้านล้านหยวน คำนวณแล้วมีอัตราการเติบโตราว 30% ต่อปี ซึ่งเติบโตมากที่สุดหากเทียบกับการค้าประเภทอื่นๆ

ทั้งนี้ช่องทางหลักในการนำเข้าสินค้าข้ามพรมแดนนี้ ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของจีน ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ผู้ประกอบการต่างชาติเข้าถึงผู้บริโภคชาวจีนโดยเฉพาะ

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีรายละเอียดด้านการวางระบบและแพลตฟอร์มเพื่อให้เอื้อต่อการทำอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนเพิ่มเติมในอีกหลายด้าน ซึ่งบทความเรื่อง “ผนึกกำลัง SMEs ไทยเอาชนะใจชาวจีนผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนได้อย่างไร?” โดย ภัทรพล ยุทธศักดิ์นุกูล เผยแพร่ในเว็บไซต์ scbeic.com (15 มีนาคม 2019) ได้นำเสนอไว้อย่างน่าสนใจ เราจึงนำมาบอกเล่ากัน


ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ พร้อมอำนวยความสะดวกด้วยมาตรการตั้งต้น ส่งเสริม อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนแดนมังกร

ผู้เขียนบทความ เกริ่นชัดเจนถึงสาเหตุที่การขยายตัวของธุรกิจการนำเข้าสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม ‘อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน’ ในแดนมังกรว่า การผ่อนคลายกฎระเบียบของรัฐบาลจีนและความสะดวกในบริการทางด้านการเงิน เป็นปัจจัยที่มีส่วนสำคัญมาก เพราะจีนออกกฎระเบียบ Cross Border E-Commerce Import (CERI) ตั้งแต่ปี 2016 เพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อสินค้าจากต่างประเทศผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมีการลดหย่อนภาษีเมื่อเทียบกับการนำเข้าปกติ (general import) หรือการนำเข้าที่ไม่ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน

“การนำเข้าแบบปกติจะต้องชำระภาษีนำเข้า (import duties) กับภาษีการบริโภค (consumption tax) ตามประเภทสินค้า และภาษีมูลค่าเพิ่ม (value added tax) 17% แต่สำหรับการนำเข้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนจะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีการบริโภคชำระเพียง 70% ของการนำเข้าปกติเท่านั้น โดยได้กำหนดโควต้าต่อคนไม่เกิน 5,000 หยวน ต่อการซื้อหนึ่งครั้ง และรวมทั้งหมดไม่เกิน 26,000 หยวนต่อปี หากซื้อสินค้ามูลค่าเกินกว่าโควต้าจะต้องเสียภาษีในอัตราเท่ากับอัตรานำเข้าที่เสียในกรณีการนำเข้าตามปกติ”

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนตั้งแต่เดือนมกราคม 2019 ให้มีความผ่อนคลายมากขึ้น อาทิ

  • การเพิ่มเติมรายการสินค้าที่สามารถนำเข้าภายใต้อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนของจีน
  • ขยายโควต้าการซื้อสินค้า เดิมการซื้อสินค้าออนไลน์ข้ามพรมแดนของจีน ผู้ซื้อจะถูกจำกัดมูลค่าที่ 2,000 หยวนต่อครั้ง และไม่เกิน 20,000 หยวนต่อปี ได้ขยายเป็น 5,000 หยวนต่อครั้ง และไม่เกิน 26,000 หยวนต่อปี
  • เพิ่มเมืองที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ จากเดิมกฎหมายดังกล่าวมีผลครอบคลุมเพียง 15 เมือง แต่หลังเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีผลครอบคลุมเพิ่มอีก 22 เมือง ส่งผลให้จำนวนผู้บริโภคที่สามารถเข้าถึงอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนเพิ่มมากขึ้น

และปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนยังมาจากความพร้อมของระบบการชำระเงินอย่าง Alipay หรือ WeChat Pay ซึ่งเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มช่วยอำนวยความสะดวกในการค้าข้ามพรมแดนให้มีความปลอดภัยและราบรื่น อีกทั้งผู้ประกอบการต่างชาติสามารถที่จะรับชำระค่าสินค้าโดยไม่จำเป็นที่จะต้องเปิดบัญชีในจีนก็ได้


ยืมมือ โซเชียลมีเดีย เป็นเครื่องมือหลักดันยอดขายในการตลาดอีคอมเมิร์ซจีน

แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของจีนนับว่าอำนวยความสะดวกในการซื้อขายตั้งแต่ต้นจนจบ โดยมีความแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในด้านพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวจีนและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ออกแบบมาให้ทำหน้าที่เป็น one stop service นี่เองที่เป็นตัวกำหนดให้อีคอมเมิร์ซจีนไม่เหมือนในประเทศอื่นๆ

หากพบสินค้าที่น่าสนใจในโซเชียลมีเดีย (Facebook Twitter) อาจต้องเข้าไปหาข้อมูลของสินค้านั้นในเว็บไซต์ที่ให้บริการค้นหาข้อมูล (Google) ก่อนที่จะสั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งอาจจะต้องใช้บริการจากผู้ให้บริการด้านการชำระเงินหรือการขนส่งเพิ่มเติมอีก แต่ในจีน กิจกรรมทั้งหมดสามารถเกิดขึ้นได้ภายในแพลตฟอร์มเดียว อาทิ WeChat ที่ให้บริการทั้งโปรแกรมแชต ร้านค้าออนไลน์ ช่องทางชำระเงินออนไลน์ อำนวยความสะดวกในการค้นหาข้อมูลสินค้าของผู้บริโภค ส่งผลให้โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อผู้บริโภคชาวจีนอย่างมาก

ข้อสรุปข้างต้นนี้ยืนยันได้ด้วยผลสำรวจของ Neilson ที่พบว่า WeChat Official Account และ Weibo Official Account มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก โดยกว่า 70% ตอบว่า ช่องทางดังกล่าวมีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ทุกครั้ง


ชี้เป้าสินค้าจาก SMEs ที่มีแนวโน้มเจาะตลาดอีคอมเมิร์ซจีนได้สำเร็จ

ประเด็นต่อมาที่บทความนี้นำเสนอ คือ การชี้เป้าว่าสินค้าจาก SMEs ประเภทไหนที่มีโอกาสเข้าไปเจาะตลาดจีนผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน โดยลักษณะของสินค้าที่น่าจะนำไปวางขายผ่านช่องทางนี้ คือ

  • มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก เนื่องจากหากสินค้ามีขนาดใหญ่ ต้นทุนในด้านการขนส่งและการจัดเก็บในคลังสินค้าจะมีมูลค่าสูง
  • มีอายุการเก็บรักษาค่อนข้างนาน (long shelf life) และมีความทนทานต่อการขนส่ง
  • เน้นการเจาะตลาดผู้บริโภคจำนวนมากและราคาไม่สูงนัก

เมื่อพิจารณาความเป็นไปได้ดังกล่าวกับการเติบโตด้านมูลค่าการนำเข้าของจีน จะพบว่าสินค้าที่เหมาะสมกับการส่งออกผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ได้แก่ เครื่องประทินผิว อุปกรณ์ทำความสะอาดช่องปาก พืชผักและผลไม้แปรรูป และธัญพืชแปรรูป ประกอบกับผลสำรวจของ Consumer Barometer เกี่ยวกับสัดส่วนของชาวจีนที่ซื้อสินค้าชนิดต่างๆ ผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน พบว่า ชาวจีนกลุ่มดังกล่าวนิยมสั่งสินค้าประเภทของกินเป็นสัดส่วนถึง 35% (ค่าเฉลี่ยทั้งโลกอยู่ที่ 6%) และเครื่องสำอางเป็นสัดส่วน 42% (ค่าเฉลี่ยทั้งโลกอยู่ที่ 17%)


ร่วมมือกัน ไปด้วยกัน ไปได้ไกล เคล็ดลับความสำเร็จ พิชิตตลาด อีคอมเมิร์ชข้ามพรมแดน

การเพิ่มโอกาสให้การส่งออกสินค้าไปยังจีนสะดวกมากขึ้น ผู้เขียนแนะนำให้ผู้ประกอบการ SMEs รวมตัวกันจัดตั้งร้านบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายสินค้า เริ่มจากการร่วมมือกับผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าอยู่ในหมวดเดียวกัน (multi-brand store) เพื่อตั้งร้านร่วมกันในแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก อย่าง Kaola, JD Worldwide หรือ Tmall Global เป็นต้น ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยลดขนาดของต้นทุนในการวางจำหน่ายสินค้า อาทิ ค่ามัดจำในการตั้งร้าน ค่าคอมมิชชั่นที่แต่ละร้านจะต้องเสีย

เพราะถ้าเป็นผู้ประกอบการรายเดียว มีความจำเป็นต้องแบกรับต้นทุนจำนวนมาก หากจะหลีกเลี่ยง ผู้เขียนแนะนำให้เข้าใช้แพลตฟอร์มขนาดเล็กที่มีต้นทุนและจำนวนผู้ใช้งานต่ำกว่า ส่วนสินค้าที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก อาจต้องนำไปวางขายควบคู่กับสินค้าที่เป็นที่รู้จักในหมู่ชาวจีน อย่างเช่น หมอนยางพารา ทุเรียนแปรรูป ยาหม่อง เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสที่ผู้บริโภคจะเห็นสินค้าจากการค้นหามากขึ้น

แต่ถ้าสินค้านั้นเป็นที่รู้จักแล้ว ก็สามารถลดต้นทุนในการวางจำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์มร่วมกับสินค้าอื่นๆ ได้ เช่นกรณีของร้าน 24 Shopping (ร้านค้าของไทยบนแพลตฟอร์ม JD Worldwide) นำแบรนด์เครื่องสำอาง Beauty Buffet และผลไม้แปรรูปหลายชนิดวางขายประกอบกับสินค้าอื่นๆ

การรวมกลุ่มกันนี้ นอกจากจะช่วยประหยัดต้นทุนในการวางจำหน่ายสินค้าแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนในการขนส่งสินค้าด้วย โดยปริมาณยอดขายส่งผลต่อการเลือกใช้ช่องทางในการนำเข้าสินค้า เมื่อปริมาณยอดขายมากควรเลือกการนำเข้าไปยังคลังสินค้าทัณฑ์บน (bonded warehouse) โดยผู้ประกอบการจะต้องส่งสินค้าไปเก็บไว้ในคลังสินค้าที่ตั้งอยู่ในเขตปลอดอากร (free trade zone) ก่อน และเมื่อมีคำสั่งซื้อ ผู้ให้บริการด้านการขนส่งจึงส่งสินค้าจากคลังสินค้าไปยังผู้บริโภค วิธีนี้จะทำให้ต้นทุนการขนส่งต่ำ เนื่องจากสามารถใช้การส่งออกทางเรือได้ ทำให้ระยะเวลาในการขนส่งสินค้าสั้นลงหลังจากมีคำสั่งซื้อ

ส่วนการนำเข้าอีกแบบ คือ การนำเข้าโดยตรง (direct mail) ซึ่งเหมาะกับยอดขายที่มีปริมาณไม่มากนัก เป็นการส่งออกโดยตรงสู่ผู้บริโภคผ่านผู้ให้บริการด้านการขนส่ง โดยการเลือกรูปแบบการจัดส่งให้เหมาะกับสินค้า ซึ่งต้นทุนจะแตกต่างกันตามน้ำหนักและรูปแบบการขนส่ง ทำให้ควบคุมต้นทุนด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ได้


อัปเดตเรื่องควรรู้สำหรับ SMEs ไทย ก่อนไปทำอีคอมเมิร์ชข้ามพรมแดนกับจีน

นอกจากนี้ยังมีช่องทางสนับสนุนอื่นๆ ที่ผู้ประกอบการควรนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ดังนี้

การใช้สื่อในโซเชียลมีเดียสื่อสารกับชาวจีน ดังที่กล่าวมาว่า โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าภายในจีน ดังเช่น การสื่อสารผ่าน influencers (Key Opinion Leaders : KOLs) หรือการสร้าง official account ในแพลตฟอร์ม อาทิ Wechat Official Account หรือ Weibo Official Account ที่สามารถเป็นทั้งช่องทางในการโปรโมทสินค้า หรือกระทั่งใช้แชร์สื่อต่างๆ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและยอดผู้ติดตาม

ช่องทางการรับชำระเงิน ช่องทางหลักที่ควรใช้ ได้แก่ Alipay หรือ WeChat Pay ที่มีสัดส่วนผู้ใช้ค่อนข้างสูงและรองรับการใช้งานของผู้ประกอบการต่างประเทศ

การเชื่อมโยงระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์ หรือเรียกว่าโมเดลธุรกิจ Online to Offline (O2O) ของแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือการที่แพลตฟอร์มออนไลน์สร้างร้านค้าปลีกออฟไลน์ของตนเอง ช่วยเพิ่มโอกาสส่งออกสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการได้

ขณะเดียวกัน ยังมีประเด็นที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือกับอุปสรรคในการค้าข้ามพรมแดนผ่านแพลตฟอร์ม ได้แก่ อุปสรรคทางด้านภาษา การแข่งขันสูงขึ้นจากสินค้าที่คล้ายกัน ทั้งนี้ เพราะการสื่อสารและภาษาในแพลตฟอร์มส่วนมากมักจะเป็นภาษาจีน จึงจำเป็นที่ผู้ประกอบการจะต้องมีความสามารถในการสื่อสารภาษาจีนด้วย

หรือในสินค้าที่คล้ายกัน ก็มีแนวโน้มสูงมากที่จะถูกลอกเลียนแบบ เช่น กรณีสาหร่ายเถ้าแก่น้อยที่ต้องรับมือกับ Xiao Lao Ban (ชื่อไม่เป็นทางการของเถ้าแก่น้อยในจีน) สินค้าลอกเลียนแบบที่ตัวแทนจำหน่ายในจีนของเถ้าแก่น้อยจัดทำขึ้นและขายภายใต้ชื่อเดียวกัน

ดังนั้น ผู้ประกอบการควรจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และทำสัญญาที่มีความรัดกุมหากจำเป็นต้องมีการร่วมทุน นอกจากนี้ ควรเพิ่มการสื่อสารกับผู้บริโภคในเรื่องสินค้าจริง สินค้าลอกเลียนแบบ อาทิ ข้อดีของการใช้สินค้าแบรนด์ วิธีตรวจสอบสินค้าว่าเป็นของแท้หรือไม่ ตลอดจนการวางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มที่มีความน่าเชื่อถือหรือที่มีการรับรองว่าสินค้าที่จำหน่ายนั้นเป็นสินค้าของแท้ 100% ด้วย


ที่มา : เรียบเรียงจากบทความเรื่อง “ผนึกกำลัง SMEs ไทยเอาชนะใจชาวจีนผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนได้อย่างไร?”โดย ภัทรพล ยุทธศักดิ์นุกูล เผยแพร่ในเว็บไซต์ scbeic.com (15 มีนาคม 2019)


อ่าน บทความเปิดโลกการค้าข้ามพรมแดน ในหลากหลายประเทศทั่วโลก กันต่อ

จับตาดูตลาด ‘อีคอมเมิร์ซเวียดนาม’ โตติดสปีดในอาเซียน แนะผู้ประกอบการไทย ‘อย่ามองข้าม’

ชวนมองอินเดีย 360 องศา ค้นหาโอกาสจากความสัมพันธ์ ไทย-อินเดีย พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปด้วยกัน

มีโอกาสอะไร? รอผู้ประกอบการไทยอยู่ที่ ‘เกาะกง-พระสีหนุ’ 2 จังหวัดดาวรุ่ง ตลาดน่าลงทุนแห่งใหม่ในกัมพูชา