ย้อนกลับไปในยุคแห่งการถือกำเนิด ‘กล้องดิจิทัล’ เชื่อว่าไม่มีช่างภาพคนใดคาดคิดว่าวิชาชีพของพวกเขาจะเปลี่ยนไปตลอดกาลด้วย ‘นวัตกรรมเปลี่ยนโลก’ ที่มาทำให้การถ่ายภาพเป็นเรื่องง่าย ใครๆ ก็สามารถถ่ายภาพออกมาสวยเหมือนช่างภาพมืออาชีพได้ แค่มีมุมมองและทุนทรัพย์ที่จะซื้อหากล้องถ่ายภาพที่มีฟังก์ชันขั้นเทพมาไว้ข้างกาย

ปรากฏการณ์นี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบให้วิชาชีพช่างภาพสั่นคลอนเท่านั้น เพราะบริษัทผู้ผลิตฟิล์มรายใหญ่ ก็ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ จากกระแสกล้องดิจิทัล ที่ทำให้ฟิล์มกลายเป็นสินค้าที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป ดังนั้น การจะอยู่ต่อในธุรกิจนี้ จึงต้องปรับตัวให้ทัน และที่ผ่านมาเราก็ได้เห็นตัวอย่างทั้ง 2 ขั้ว จากทั้งผู้ที่ปรับตัวไม่ทัน อย่างแบรนด์ Kodak และ ผู้ที่พลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้ทันอย่าง Fujifilm (ฟูจิฟิล์ม) ที่อยู่ภายใต้การนำของซีอีโอชาวญี่ปุ่น Shigetaka Komori นั่นเอง

เรื่องราวของการพลิกโฉมธุรกิจของ Fujifilm โดยผู้นำองค์กรอย่าง Shigetaka Komori จึงเป็นแบบอย่างของการฝ่าฟันอุปสรรคในยุค Disrupted Technology แล้วนำพาองค์กรให้อยู่รอดอย่างสวยสดงดงามอีกเคสหนึ่งเลยทีเดียว

Shigetaka Komori // asia.nikkei.com

ลงมือทำทันทีไม่มีข้อแม้’ หัวใจสำคัญของปรัชญา ‘Never Stop’ ของ Shigetaka Komori

เมื่อเอ่ยชื่อ ฟูจิฟิล์ม คนทั่วโลกต่างรู้ดีว่า นี่คือแบรนด์ผู้ผลิตฟิล์มถ่ายภาพจากประเทศญี่ปุ่นที่ทุกคนทั่วโลกรู้จักกันดีมานานหลายสิบปีก่อน โดยแรกเริ่มฟูจิฟิล์ม (Fujifilm) ก่อตั้งขึ้นในปี 1934 ดำเนินธุรกิจในฐานะผู้เชี่ยวชาญในด้านอุปกรณ์การถ่ายภาพ และจากชื่อก็ทำให้ทราบอยู่แล้วว่า ฟูจิฟิล์ม มีสินค้าหลักครองใจผู้บริโภคคือ ฟิล์มถ่ายภาพ ซึ่งแบรนด์นี้ก็รั้งตำแหน่งผู้ครองส่วนแบ่งตลาดฟิล์มถ่ายภาพอยู่ในอันดับหนึ่งในญี่ปุ่นมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษติดต่อกัน

และแล้วเมื่อถึงยุคแห่งการเปลี่ยนผ่าน Fujifilm ก็ยังคงสามารถพัฒนาธุรกิจให้เติบโตจนถึงทุกวันนี้ ด้วยวิสัยทัศน์และการตัดสินใจอันเฉียบคมของ Shigetaka Komori ซีอีโอของ Fujifilm ที่มองว่า โลกแห่งเทคโนโลยีดิจิทัลที่กำลังเติบโตในนี้ ไม่ใช่วิกฤตสำหรับเขา หากแต่เป็นโอกาสมากกว่า และเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีที่มาทำให้ธุรกิจของเขาไม่หยุดนิ่ง ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญา ‘Never Stop’ ที่เขาตั้งไว้นั่นเอง

สถานการณ์ในช่วงนั้น ฟูจิฟิล์มก็ดำเนินกลยุทธ์การตลาดไม่ต่างกับแบรนด์คู่แข่ง คือ โกดัก ซึ่งได้เตรียมการณ์ที่จะเผชิญกับวิกฤตอุตสาหกรรมฟิล์มไว้ล่วงหน้าแล้ว โดย ฟูจิฟิล์มได้วางแผนส่งกล้องดิจิทัลออกมาทำตลาดและได้ชื่อว่าเป็นกล้องดิจิทัลรุ่นแรกของโลก คือกล้องดิจิทัล รุ่น FUJIX DS-1P ในปี 1988

FUJIX DS-1P // www.fujifilm.com

แม้กล้องดิจิทัลรุ่นนี้ ในทางการตลาดถือว่าไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ด้วยราคาของกล้องที่สูงถึง 10,000 ดอลลาร์ กลุ่มลูกค้าที่พอมีกำลังทุนทรัพย์ที่จะซื้อหามาใช้จึงมีแค่ช่างภาพมืออาชีพของหนังสือพิมพ์และนิตยสารหัวใหญ่ๆ เท่านั้น นอกจากนั้น กล้องดิจิทัลรุ่น DS-1P ยังมีข้อเสียเรื่องความละเอียดของภาพ หรือ resolution ที่เทียบกับกล้องฟิล์มในตลาดเวลานั้นยังไม่ได้ด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับ โคโมริ แล้ว เขาเคยกล่าวถึงที่มาของการสร้างกล้องงดิจิทัลตัวแรกของโลกในครั้งนี้ว่า “ถ้าเราในฐานะผู้ทำธุรกิจผลิตกล้อง ฟิล์มถ่ายภาพ ไม่ลงมือทำ และไม่กล้าที่จะส่งกล้องดิจิทัลที่ผลิตนี้ออกจำหน่ายในตลาด ก็ใช่ว่าแบรนด์อื่นจะไม่ทำ เพราะฉะนั้น การเดินหน้าลงมือทำจึงดีกว่าการนิ่งเฉยแน่นอน”

Instax mini 10 // www.fujifilm.com.au

เมื่อการบุกเบิกไม่ประสบความสำเร็จ หลังจากปี 1988 นั้น ฟูจิฟิล์ม ก็ดิ้นต่อด้วยการจับกระแสความนิยมถ่ายรูปด้วยกล้องโพลารอยด์ ส่งกล้องรุ่น Instax mini มาตีตลาดกล้อง Instant Camera ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้ ทำให้ธุรกิจฟูจิฟิล์มยังคงยืนอยู่ในใจผู้บริโภค ต่อเวลาให้ธุรกิจด้วยยอดขายเกินกว่าล้านยูนิตในปี 2002

ทว่า นับจากนั้นอีกไม่นาน ตลาดกล้องฟิล์มและกล้องโพลารอยด์ ก็ดิ่งลงอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไม่ถึงปี อัตราการล้างฟิล์มเหลือไม่ถึง 1,000 ม้วน ในช่วงเวลาไม่ถึง 6 เดือน

ฟูจิฟิล์ม เข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในการดำเนินธุรกิจอีกครั้ง


กรอบ…มีไว้ให้วาง ไม่ได้มีไว้ให้ยึด เข้าสู่ยุคแห่งการต่อยอด ‘ฟูจิฟิล์ม’ ไปอุตสาหกรรมอื่นที่มีโอกาสมากกว่า

The Economist นิตยสารและเว็บไซต์นำเสนอข่าวเศรษฐกิจและการเมืองระดับโลก เคยวิเคราะห์ถึงวิธีการแก้ปัญหเพื่อนำพาธุรกิจให้พ้นจากวิกฤตอุตสาหกรรมฟิล์มของ ฟูจิฟิล์ม ในเชิงเปรียบเทียบกับแบรนด์โกดักไว้ว่า

“ในขณะที่ โกดัก เป็นบริษัทอเมริกันแต่กลับทำตัวเหมือนบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น ที่มักจะยึดกฎเกณฑ์ตายตัวในการทำธุรกิจและต่อต้านการเปลี่ยนแปลง แต่ ฟูจิฟิล์ม ซึ่งเป็นบริษัทญี่ปุ่นกลับทำตัวเหมือนบริษัทอเมริกันที่มีความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจสูง และจุดนี้เองที่นำพาธุรกิจนี้ให้รอดได้ในยุคดิจิทัลนี้”

นอกจากนั้น The Economist ยังมองว่า ฟูจิฟิล์มมีระบบวิธีคิดในการบริหารจัดการเพื่อแก้ปัญหาของตัวเอง โดยตระหนักว่ามีความจำเป็นที่บริษัทต้องพัฒนาความเชี่ยวชาญไปสู่การทำธุรกิจใหม่ๆ จะยึดติดกับกรอบการทำธุรกิจเดิมๆ และกรอบความสำเร็จแต่ก่อนไม่ได้

เมื่อ โคโมริ หัวเรือใหญ่ สะท้อนแนวคิดการปรับธุรกิจในแบบ Never stop และ พร้อมจะออกนอกกรอบ เพื่อบุกเบิกสู่ธุรกิจใหม่นี้แล้ว action หรือการลงมือดำเนินการก็เกิดขึ้นทันที ในปี 2000 โดยทางฟูจิฟิล์มตัดสินใจใช้เงินราว 1.6 พันล้านดอลลาร์ในการซื้อหุ้นเพิ่มอีก 25 เปอร์เซนต์ ใน ฟูจิซีร็อก FujiXerox ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างฟูจิฟิล์ม กับบริษัท Xerox ของอเมริกันซึ่งตอนนั้นก็กำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ และกำลังดิ้นรนต้องการเงินสดพอดี

การตัดสินใจครั้งนั้น ทำให้ฟูจิฟิล์มสามารถควบคุมการดำเนินกลยุทธ์ของกิจการร่วมค้าแห่งนี้ และสร้างฐานรายได้ที่แข็งแกร่งไว้ทดแทนในช่วงที่รายได้จากตลาดฟิล์มลดลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เมื่อถึงเวลาต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตอุตสาหกรรมฟิล์มล่มสลาย ฟูจิฟิล์มจึงล้มบนฟูก ไม่เจ็บตัวเยอะ เพราะมีแหล่งรายได้จากกิจการร่วมค้านี้มาหนุนนั่นเอง


เมื่อพลุลูกแรกถูกจุดขึ้นอย่างสวยงาม พลุลูกต่อไปก็ถูกจุดตามมา

ฟูจิฟิล์ม นับเป็นแบบอย่างของแบรนด์ธุรกิจลำดับต้นๆ ในโลก ที่รอดจากกระแส Disrupted Technology มาได้อย่างสวยงาม เพราะการคิดนอกกรอบอย่างแท้จริง

เมื่อความสำเร็จแรกที่เปรียบเสมือนการจุดพลุอย่างสวยสดงดงามขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้ว พลุลูกต่อไปก็ถูกจุดขึ้นอย่างสวยงามและต่อเนื่อง กับการแตกสู่ไลน์ธุรกิจใหม่ของฟูจิฟิล์ม มายังการเป็นผู้ผลิตแบรนด์ Healthcare หรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณและความงาม เครื่องสำอางระดับโลก

ใช่แล้ว คุณฟังไม่ผิด จากผู้ผลิตฟิล์มถ่ายภาพ อุปกรณ์ถ่ายภาพ นี่ล่ะ ที่แตกไลน์ธุรกิจมาทำ Healthcare และเครื่องสำอางที่มีชื่อเสียงระดับโลก

ด้วยความเชี่ยวชาญด้านนาโนเทคโนโลยีของ ฟูจิฟิล์ม ที่เดิมใช้ในการใส่สารเคมีลงบนฟิล์ม กับความเชี่ยวชาญด้านคอลลาเจน ที่ใช้กับกระบวนการผลิตฟิล์มเช่นกัน ก็ถูกปรับมาใช้ในการสร้างธุรกิจเครื่องสำอางกลุ่ม Skincare เพราะนาโนเทคโนโลยี นี่เองที่เป็นกลไกนำสารดูแลผิวพรรณให้ซึมลึกเข้าไปในร่างกายใต้ผิวหนัง และรักษาความสดชื่นนุ่มนวลของผิวหนังได้คงทน รวมทั้งคอลลาเจนก็เป็นสารที่จำเป็นสำหรับเครื่องสำอางประเภท Skincare เพราะทำให้ผิวชุ่มชื้น นุ่มนวลดี

เมื่อแนวคิดการประยุกต์เทคโนโลยีเดิมมาใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ในไลน์ธุรกิจใหม่ตกตะกอน ฟูจิฟิล์ม ก็เริ่มใช้ความเชี่ยวชาญดังกล่าวมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ แหกกรอบธุรกิจฟิล์มมาผลิตเครื่องสำอางตั้งแต่ปี 2004 จนมาในปี 2006 ฟูจิฟิล์มก็เปิดตัวเครื่องสำอางบำรุงผิวแบรนด์ ASTALIFT ซึ่งเป็นชื่อที่มาจากสาร Nano Astaxanthin

astalift.co.id

จากนั้นเป็นต้นมา ผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ ของ ASTALIFT ก็ได้รับการผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และทำรายได้สูงกว่า 10 พันล้านเยน (89 ล้านดอลลาร์) ในปี 2010 และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน

นอกจากเครื่องสำอางแล้ว ฟูจิฟิล์มยังขยายไลน์ธุรกิจสู่กลุ่มธุรกิจ Healthcare เครื่องไม้เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ (Medical Systems) โดยได้ต่อยอดความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีการผลิตเดิมของตน มาสร้างเครื่องมือ อุปกรณ์ทันสมัยสำหรับวงการแพทย์จำนวนมากมายหลายชนิด เช่น Computed Radiography, Digital Radiography, Digital Mammography, Dry Imager, Film and Screen, Endoscopy (กล้องส่องภายในร่างกาย), Point-of-Care Testing Products, Ultrasound System (เครื่องอัลตร้าซาวด์)

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องสำอาง และ Health Care เป็นหน่วยงานที่มีกำไรมากที่สุดของบริษัท และมีรายได้มากกว่า 3.4 พันล้านดอลลาร์ต่อปี หรือ ประมาณ 382 พันล้านเยนต่อปีทีเดียว


พลังของวลีสั้นๆ ‘Never Stop’ พร้อมส่งต่อ สร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีให้กับโลกใบนี้

จะเห็นได้ว่า พลังของวลีสั้นๆ “Never Stop” ของ Shigetaka Komori ได้รับการส่งต่อ และเป็นแรงผลักดันให้เกิดการสร้างนวัตกรรมต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงโลกมากมายหลายด้าน ตั้งแต่ในอดีตกับการเป็นผู้ปฏิวัติวงการถ่ายภาพ ด้วยการพัฒนาฟิล์ม ISO400 เป็นเจ้าแรกของโลก ที่ยกระดับตัวเองมาสู่ผู้พัฒนาเทคโนโลยีภาพฟิล์มเอกซเรย์สู่ระบบดิจิทัล และผู้คิดค้นกล้องดิจิทัลตัวแรกของโลกที่สามารถเก็บข้อมูลลงหน่วยความจำ (เมมโมรีการ์ด) ด้วย Semiconductor ที่ยังคงนิยมใช้แพร่หลายในผลิตภัณฑ์กล้องถ่ายภาพและอุปกรณ์ดิจิทัลมากมายจนถึงปัจจุบัน จนถึงการบุกเบิกฟิล์มที่มีประสิทธิภาพของจอ LCD ก็ล้วนประสบความสำเร็จ

ด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ ก็เป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่ฟูจิฟิล์มให้ความสำคัญในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1983 โดยฟูจิฟิล์มนำเทคโนโลยีการถ่ายภาพไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งเทคโนโลยีที่ทางฟูจิฟิล์มพยายามคิดค้นขึ้นนี้ได้ช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาผู้ป่วย เพิ่มโอกาสช่วยชีวิตผู้ป่วย ให้การวินิจฉัยที่ชัดเจนแม่นยำมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพของการรักษาโดยรวมได้

ที่สุดแล้ว ความคิดและความมุ่งมั่นภายใต้วิสัยทัศน์ Never Stop ของ โคโมริ สามารถนำพาบริษัทผ่านทุกวิกฤต ด้วยการทลายกรอบความคิดเดิมๆ ซึ่งนับเป็นคุณสมบัติที่ดีของวิธีคิดในองค์กรญี่ปุ่น กับการปลูกฝังความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและไม่หยุดพัฒนาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งทำให้ธุรกิจอยู่อย่างยั่งยืนได้ในที่สุด


ที่มา :


เรียนรู้เคล็ดลับการนำพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จ ของเหล่าซีอีโอทั่วโลก อ่านต่อเลย

ถอดบทเรียน ‘ธุรกิจ 100 ปี’ แดนอาทิตย์อุทัย สร้างกิจการอย่างไร ให้ยิ่งใหญ่และยั่งยืนเกินร้อยปี

10 มหาเศรษฐีพันล้าน ที่เริ่มต้นจากการไม่มีอะไรเลย

6 เคล็ดลับการทำงานทรงคุณค่า ของ แดเนียล จาง ผู้กุมชะตา อาลีบาบา ต่อจาก แจ็ค หม่า