หลังจากได้อ่านบทความที่เผยแพร่ใน Digital Ventures ที่ชวน Pordeekum.ai ทีมนักพัฒนา Solution ด้าน HealthTech ที่มุ่งเน้นด้านสุขภาพจิตจากโครงการ U.REKA มาพูดคุยเกี่ยวกับภารกิจการดูแลสุขภาพจิตของคนไทยด้วยการใช้หลักเทคโนโลยี Deep Tech กระทั่งได้พัฒนา AI Chatbot หรือ หุ่นยนต์นักบำบัดจิต ซึ่งเป็น Solution ที่ตอบโจทย์ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะภาวะซึมเศร้า และช่วยแบ่งเบาภาระของจิตแพทย์และนักบำบัดอย่างได้ผล เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ยืนยันว่า นวัตกรรมและเทคโนโลยี ช่วยยกระดับชีวิตให้ดีขึ้นได้จริง


ทำความรู้จัก ‘NAO : AI Chatbot’ หุ่นยนต์นักบำบัด ที่นำไปใช้บำบัดผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจริงในต่างประเทศ

ก่อนจะไปทำความรู้จักกับ AI Chatbot หรือ หุ่นยนต์นักบำบัดจิตสัญชาติไทย คิดค้นโดยนักวิจัยไทย ขอพาไปรู้จักกับหุ่นยนต์นักบำบัดจิตในประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งกิจกรรมบำบัดจำเป็นมากต่อผู้คนในสังคม และคนที่จะทำหน้าที่นักกิจกรรมบำบัดต้องสามารถใช้เทคนิคได้ทุกอย่าง โดยนักกิจกรรมบำบัดหรือนักจิตวิทยาที่ดีต้องสามารถให้คำปรึกษาได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าผู้ขอคำปรึกษาจะมีอาการเครียด นอนไม่หลับ กลัวคน กลัวสังคม รู้สึกชีวิตไม่เป็นของตัวเอง ต้องฝืนตื่นไปเรียนไปทำงานอยู่ทุกวัน แต่หากตัดสินใจมาหานักจิตวิทยา จะมีโอกาสได้รับคำปรึกษาและได้พูดคุยกับนักบำบัดผู้เชี่ยวชาญเพื่อสาวลึกเข้าไปสางปมในจิตใจตัวเอง หากปมนั้นคลี่คลาย ชีวิตก็จะสามารถกลับมาเป็นปกติได้โดยไม่ต้องพึ่งยาจากจิตแพทย์เลย

ในทางกลับกัน เมื่อเกิดสภาวะจิตใจที่ไม่ปกติ แต่คุณเลือกที่จะไม่ไปพบนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พยายามหาทางออกด้วยตัวเองต่อไป โดยไม่รู้เลยว่าสมองของคุณต้องหลั่งสารอะไรออกมาบ้างในช่วงเวลานั้น เมื่อสถานการณ์แย่ลง ระบบในสมองของคุณก็ถูกกระทบ อาการผิดปกติเริ่มก่อตัว เริ่มเศร้านานขึ้น ทำงานไม่ได้ ไม่อยากอาหาร ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตก็จะย่ำแย่ไปเรื่อยๆ

ที่อธิบายมานี้ก็เพื่อสื่อว่า หน้าที่ของนักจิตวิทยา นักบำบัดจิต มีความสำคัญต่อคนในสังคมอย่างมาก ทว่า ในความเป็นจริง ในหลายประเทศยังประสบปัญหาขาดแคลนนักจิตวิทยา นักบำบัดจิต ที่จะเข้ามาดูแลสุขภาพจิตของผู้คนได้อย่างเพียงพอ

ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจากสถาบันจิตวิทยา มหาวิทยาลัยพลีมัธ (Plymouth) ในอังกฤษ จึงคิดค้นหุ่นยนต์ NAO (นาว) แล้วใส่โปรแกรมให้มันสามารถพูดคุย ตอบโต้ได้เหมือนมนุษย์จริงๆ และรับฟังคำพูดของมนุษย์ที่ตกอยู่ในภาวะจิตใจย่ำแย่ โดยใส่โปรแกรมเอไอที่มาจากการดาวน์โหลดแล้ววิเคราะห์ด้วยสมองกล เรียกว่า เทคนิค Motivation Interview (MI) หรือ การสร้างแรงจูงใจ ให้คำปรึกษาในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งศาสตราจารย์แจ๊กกี้ แอนเดรด (Jackie Andrade) อาจารย์หัวหน้าทีมนักวิจัยเปิดเผยว่า

“จากการทดลองกับกลุ่มผู้มีปัญหาด้านสุขภาพจิต พบว่าคนเรารู้สึกดีกับการพูดคุยบอกเล่าปัญหาส่วนตัวกับหุ่นยนต์มากกว่ามนุษย์ด้วยกันเอง ยืนยันได้จากผลการรับคำปรึกษาจากหุ่นยนต์ NAO ช่วยได้มาก และยังเพลิดเพลินและสนุกสนาน โดยมีช่วงการสนทนากินเวลาไปนับชั่วโมงซึ่งนี่อาจเป็นหนทางนำไปสู่การพัฒนาหุ่นยนต์ให้เป็นนักจิตบำบัดในอนาคตก็เป็นได้”

นอกจากนั้น ตัวศาสตราจารย์แอนเดรดเองยังสื่อถึงผลการทดลองที่สร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องในการทดลองนี้ด้วยว่า ผู้เข้าอบรมสามารถปรับตัวให้เข้ากับประสบการณ์แปลกใหม่ที่ได้พูดเรื่องส่วนตัวให้หุ่นยนต์ฟังได้อย่างมหัศจรรย์

และด้วยผลการทดสอบที่น่าพึงพอใจนี้เองที่ทำให้วงการจิตเวชได้รับแรงบันดาลใจจากหุ่นยนต์ NAO ว่าหุ่นยนต์น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่จะมาทำหน้าที่เป็นนักจิตบำบัด หรือให้คำปรึกษาในเรื่องที่เกี่ยวกับสภาพจิตใจมนุษย์ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนได้ในอนาคตได้


‘ประเทศเราก็มี’ หุ่นยนต์นักบำบัด ‘AI Chatbot’ สัญชาติไทย JubJai & TuneJai

“ปัจจัยที่ทำให้คนไทยเข้าไม่ถึงการรักษา คือความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตและความเจ็บป่วยทางจิตใจที่ไม่มากพอ ความยุ่งยากในการเข้าถึงกระบวนการการรักษา และปัจจัยด้านเศรษฐกิจจากค่ารักษาพยาบาลที่สูง หรือแม้แต่ ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน”

รายงานการวิเคราะห์ภาพรวมด้านปัญหาสุขภาพจิตของคนไทยในปัจจุบันข้างต้นนี้ ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ Pordeekum.ai ทีมนักพัฒนา Solution ด้าน HealthTech จากโครงการ U.REKA มีความมุ่งมั่นที่จะคิดค้นนวัตกรรมด้านการดูแลสุขภาพจิตเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยอย่างทั่วถึง ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Deep Tech ในการสร้างและออกแบบนวัตกรรมใหม่มาให้คนที่มีปัญหาสุขภาพจิตได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและทั่วถึงมากขึ้น

โดยในบทความเรื่อง “Deep Technology กับการดูแลสุขภาพจิตของคนไทยในมุมมองของ Pordeekum.ai” ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ Digital Ventures ได้ให้ข้อมูลของเจ้าหุ่นยนต์นักบำบัด ‘AI Chatbot’ สัญชาติไทย JubJai & TuneJai เพิ่มเติมว่า

“เทคโนโลยี Chatbot ได้รับการพิสูจน์มาแล้วในระดับนานาชาติว่า สามารถช่วยให้เกิดการสื่อสารแบบรับส่งกับผู้คนจำนวนมากได้โดยอัตโนมัติ ทาง Pordeekum.ai จึงตั้งใจพัฒนา Chatbot สำหรับดูแลผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า โดยใช้เทคโนโลยี AI เรียนรู้การตอบโต้ที่เหมาะสม โดย Chatbot ของ Pordeekum.ai มีด้วยกัน 2 ตัว ได้แก่ JubJai และ TuneJai”

  • JubJai ทำหน้าที่เก็บข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการคัดกรองสภาวะอารมณ์ซึมเศร้าของแต่ละคน
  • TuneJai เป็น Chatbot ที่มีความฉลาดทางอารมณ์ สามารถเข้าใจ และโต้ตอบกับผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าได้อย่างเหมาะสมตามหลักจิตวิทยา

หุ่นยนต์นักบำบัดจิตทั้ง 2 ตัวนี้ ถือเป็น Emotional Assistant ที่อยู่กับผู้ใช้งานทุกที่ ทุกเวลา ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึง TuneJai ได้อย่างสะดวกใจ โดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะรู้ว่าตนกำลังมีปัญหาสุขภาพจิต หรือกำลังต้องการความช่วยเหลือให้ผ่านพ้นจากภาวะซึมเศร้าที่เผชิญอยู่ เนื่องจาก Pordeekum.ai ให้ความสำคัญกับเรื่อง Privacy เป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว

นอกจากนั้น TuneJai ยังเกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันระหว่างทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และทีมนักจิตวิทยาคลินิกที่มีประสบการณ์สูงในการดูแลผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า ทีม Pordeekum.ai จึงมั่นใจว่า TubeJai จะเป็นเหมือนยาสามัญประจำบ้านที่ช่วยดูแลสภาวะอารมณ์ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นเพื่อนคู่คิดที่ใช้เทคนิคทางจิตวิทยาบรรเทาภาวะซึมเศร้า ด้วยการคอยรับฟังและปรับเปลี่ยนมุมมอง ช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาทางอารมณ์ลุกลามบานปลาย และลดความรุนแรงของโรคซึมเศร้าลงได้ 

สรุปแล้ว ไม่ใช่แค่เป็นเพื่อนใหม่ที่เข้าอกเข้าใจผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าเท่านั้น ทว่า Chatbot ตัวนี้ ยังเป็นผู้ช่วยของนักจิตวิทยาได้อีกด้วย เนื่องจากในกระบวนการบำบัดด้วยการพูดคุยระหว่างนักจิตวิทยากับผู้ที่มีภาวะซึมเศร้านั้น ต้องทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ แต่ด้วยปัญหาขาดแคลนบุคลากร ค่าบริการ และกว่าผู้ป่วยจะได้คุยกับนักจิตวิทยาครั้งถัดไปอาจจะเป็นเดือนหรือนานกว่านั้น Chatbot จึงสามารถเข้ามาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ได้

ทั้งนี้ นักจิตวิทยาสามารถเลือกและกำหนดได้ว่า tool ใดใน TuneJai ที่เหมาะสมกับผู้รับบริการแต่ละรานั้น และมอบหมายให้ใช้ TuneJai ทุกๆ วัน จนกว่าจะเจอกันครั้งถัดไป โดยนักจิตวิทยาก็สามารถเรียกดูข้อมูลได้ก่อน session การบำบัด เป็นการติดตามความก้าวหน้าในการรักษา ประหยัดเวลา และช่วยให้เข้าใจผู้เข้ารับบริการได้มากขึ้นด้วย


ด้วยฟังก์ชันที่มีประสิทธิภาพของ หุ่นยนต์นักบำบัดสัญชาติไทยทั้ง 2 ตัว อย่างที่กล่าวมา ทาง Pordeekum.ai จึงฝากมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้ Deep Tech เพื่อการรักษาสุขภาพจิตว่า

“ภารกิจนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของ HealthTech ซึ่งเป็น Sector ที่ประเทศไทยต้องการสนับสนุนให้เกิดขึ้นเพื่อดูแลสุขภาวะทางจิตของคนในประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันทางเศรษฐกิจผ่านภาคบริการสุขภาพ ที่เรามองว่าควรเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนร่วมมือกับภาครัฐอย่างจริงจัง เพื่อให้บริการด้านสุขภาพจิตที่เกิดจากเทคโนโลยีเข้าถึงประชาชนทั่วไปอย่างทั่วถึงและมีมาตรฐาน ซึ่งจะช่วยยกระดับการดูแลสุขภาพในภาพรวมของประเทศได้ อีกทั้งการสนับสนุนอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมถือเป็นตัวจุดประกายที่กระตุ้นให้เกิดการค้นคว้าเทคโนโลยีเกี่ยวกับสุขภาพด้านอื่นๆ ด้วย”


ที่มา :


ยังมีการคิดค้น สร้างหุ่นยนต์ ขึ้นมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์อีกหลายด้าน อยากรู้ ต้องคลิกอ่านต่อ

ยินดีที่รู้จัก ‘Bliss หุ่นยนต์อัจฉริยะ’ เพื่อนใหม่เด็กออทิสติก เสริมสร้างการเรียนรู้ ร่วมพัฒนาโดย อาจารย์ & นักศึกษา มจธ.

เช็คลิสต์ความเชื่อมั่นก่อนใช้งาน เอไอ ปัญญาประดิษฐ์ อย่างฉลาด & ยั่งยืน

ทฤษฎีหุ่นยนต์สมคบคิด