สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

ภาพหนึ่งที่ชาวไทยทุกคนต่างคุ้นเคยและอยู่ในความทรงจำไม่รู้ลืม คือ ภาพ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตามเสด็จพระราชดำเนินพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์จนเติบใหญ่ ทำให้พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน จึงทรงทราบปัญหาต่างๆ พร้อมกับทรงซึบซับและเรียนรู้หลักการทรงงานของในหลวง รัชกาลที่ 9 และพระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และทรงนำมาปรับใช้ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้อยู่ดีกินดีตลอดมา


ปรัชญาทรงงานแห่ง ‘สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ’ มุ่งไปที่ คนปัจจัยสำคัญที่สุดของการพัฒนาทุกด้าน

จวบจนในวันนี้ ปวงชนชาวไทยยังคงได้เห็นภาพสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงปฏิบัติภารกิจอันเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและราษฎรอย่างไม่ทรงรู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือย่อท้อ ด้วยพระราชปณิธานอันหมายมั่นที่จะเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ในการทรงงานเพื่อพัฒนาประเทศตามแนวพระราชดำริ

“…จากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  ที่ทรงให้ความสำคัญและตรัสเสมอว่า ‘คน’ เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการพัฒนา ข้าพเจ้าจึงได้น้อมนำแนวพระราชดำริในการทรงงานพัฒนาประเทศของพระองค์ มาประยุกต์ใช้ในวิธีดำเนินงานโครงการพัฒนาด้านต่างๆ ที่ข้าพเจ้าริเริ่มขึ้น ด้วยพอจะมีความรู้และความสนใจในเรื่องสุขภาพ อนามัย และการศึกษา ข้าพเจ้าจึงมุ่งเน้นงานพัฒนาเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะในท้องถิ่นทุรกันดาร เพื่อให้เด็กๆ เติบใหญ่เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป…”*

(*บางตอนจากบทความพระราชดำริจากบทความพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เรื่อง “เรียนรู้การทรงงานสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ” ในหนังสือ สัจธรรมแห่งแนวพระราชดำริสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน จัดทำโดย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เผยแพร่ เดือนธันวาคม 2556)


ด้วยพระราชปณิธานอันมุ่งมั่นที่จะสืบสานและเดินตามรอยพระราชบิดาและพระราชมารดา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จึงให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาให้ดีขึ้น

ทั้งในด้านปัญหาความยากจน ขาดบริการด้านสาธารณสุข และขาดโอกาสทางการศึกษา โดยเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร นับเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่พระองค์ทรงเห็นความสำคัญ ดังที่ทรงแสดงถึงพระราชประสงค์ที่ต้องการให้เด็กและเยาวชนเหล่านั้นมีร่างกายที่แข็งแรง ได้รับการศึกษาและสามารถประกอบอาชีพได้ ซึ่งจะส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากการที่ทรงริเริ่มโครงการในพระราชดำริอันหลากหลาย ทำให้ทรงตระหนักว่า การพัฒนาเด็กและเยาวชนเพียงกลุ่มเดียวคงไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดความมั่นคง เพราะการจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ต้องช่วยเหลือครอบครัวของเด็กและเยาวชนในชุมชนนั้นด้วย ด้วยเหตุนี้จึงทรงมีพระราชดำริให้มีโครงการส่งเสริมอาชีพแก่ประชาชนในถิ่นทุรกันดารขึ้น


กลุ่มส่งเสริมอาชีพประชาชนตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ บ้านนายาว จ.ฉะเชิงเทรา ต้นแบบการพัฒนาอาชีพ สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนได้อย่างยั่งยืน

จากแนวพระราชดำริขององค์สมเด็จพระเทพรัตรราชสุดาฯ ของปวงชนชาวไทย สู่การนำไปปฏิบัติจริง กระทั่งเกิดผลลัพธ์เป็นการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ในพื้นที่หมู่บ้านนายาว ตำบลท่ากระดาน อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา

ต้นแบบของโครงการส่งเสริมอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำรินี้ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2538 เนื่องจากได้ทอดพระเนตรความเดือดร้อนของประชาชนจากการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยือนประชาชนในพื้นที่แห่งนี้ โดยพระองค์ได้ทรงรับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นของตำบลท่ากระดาน ซึ่งในสมัยนั้นยังเป็นพื้นที่ห่างไกล การคมนาคมยากลำบาก และทรงพบว่าราษฎรส่วนใหญ่ยากจน เด็กและเยาวชนขาดโอกาสทางการศึกษา ตลอดจนมีปัญหาในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเพราะขาดแหล่งน้ำทำการเกษตร

เมื่อทรงรับรู้ถึงความยากลำบากของประชาชนดังนี้แล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่หมู่บ้านนายาว (ปัจจุบันครอบคลุมบ้านนายาวและบ้านนางาม) ในแบบบูรณาการ ด้วยการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ แนะนำและฝึกสอนให้ชาวบ้านสามารถแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรที่มีในพื้นที่ได้ ได้แก่ ถั่วเหลือง พืชสมุนไพร เช่น อัญชัน มะกรูด ว่านหางจระเข้ จากนั้นจึงสนับสนุนให้ราษฎรที่สนใจประกอบอาชีพเสริมนอกเหนือจากภาคเกษตรกรรมมารวมกลุ่มกัน โดยมารถรวมกลุ่มกันผลิตผลิตภัณฑ์และสินค้าที่บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของชุมชนแห่งนี้ได้ คือ “กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรนายาวสามัคคี”

ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินจำนวน 189,708 บาท เป็นค่าใช้จ่ายซ่อมแซมอาคารภายในบริเวณโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านนายาว เพื่อจัดทำเป็นอาคารศูนย์แปรรูปผลผลิตการเกษตร โดย กก.ตชด.12 เป็นผู้ดำเนินการซ่อมแซม และนำเงินพระราชทานส่วนที่เหลือไปจัดซื้ออุปกรณ์

ต่อมาในปี 2543 กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรนายาวสามัคคีได้รับเงินพระราชทานที่เป็นงบสนับสนุนจากมูลนิธิฮันส์ ไซเดล (Hanns Seidel Foundation) 165,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงอาคารแปรรูป ห้องบ่มเชื้อเต้าเจี้ยว และลานตากโอ่งเต้าเจี้ยว เพื่อเตรียมผลิตเต้าเจี้ยวและซอสถั่วเหลืองออกจำหน่ายเป็นสินค้าตัวแรกๆ ของกลุ่มฯ 

ในปัจจุบัน ทางกลุ่มแม่บ้านฯ ได้รับการสนับสนุนด้านการตลาด โดยส่งผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายที่ร้านภูฟ้า โดยมีชาสมุนไพร แชมพู ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณจากสมุนไพร เพิ่มขึ้นมา นอกจากนี้ กลุ่มแม่บ้านฯ ยังสามารถหาตลาดเพิ่มเติมได้เอง จึงสามารถสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง


กลุ่มสตรีตัดเย็บเสื้อผ้า บ้านนายาว กลุ่มแม่บ้านนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2541 โดยแม่บ้านเกษตรกรในหมู่บ้านนายาวที่มีความสนใจในการตัดเย็บและมีทักษะการตัดเย็บเสื้อผ้ามารวมกลุ่มกัน สมาชิกเริ่มแรกมี 21 คน เริ่มต้นตัดเย็บชุดนักเรียนส่งขายให้แก่เหล่ากาชาด จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยการประสานงานของสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด

ต่อมาในปี 2545 สำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เข้ามาให้คำแนะนำในการจัดตั้ง “กลุ่มสตรีตัดเย็บเสื้อผ้าบ้านนายาว” เป็นกลุ่มอาชีพในโครงการตามพระราชดำริฯ และช่วยรับซื้อชุดนักเรียนสำหรับเป็นชุดนักเรียนพระราชทาน ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมโครงการตามพระราชดำริฯ ในพื้นที่ต่างๆ นอกจากนี้ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดก็ให้การสนับสนุนเพิ่มเติม ทั้งวัสดุตัดเย็บ อุปกรณ์เครื่องใช้ จัดการฝึกอบรมและศึกษาดูงาน รวมมูลค่า 150,000 บาท

จากวันนั้นถึงวันนี้ กลุ่มสตรีตัดเย็บเสื้อผ้าบ้านนายาวมีรายได้จากการตัดเย็บชุดนักเรียนส่งให้คลังของพระราชทานสำนักพระราชวัง และยังรับงานตัดเย็บแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายย้อมสีธรรมชาติทอมือกะเหรี่ยง แล้วส่งไปจำหน่ายที่ร้านภูฟ้า รวมทั้งทางกลุ่มยังได้ต่อยอดความสำเร็จนี้ไปสู่ตลาดในท้องถิ่นเองได้ด้วย

กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านทุ่งเหียง บ้านทุ่งเหียง ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับบ้านนายาว ซึ่งหลังจากสำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เข้ามาส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้กับกลุ่มแม่บ้านในหมู่บ้านนายาวตั้งแต่ปี 2538 แล้ว ต่อมาในปี 2544 แม่บ้านในหมู่บ้านทุ่งเหียงที่มีความสนใจจะประกอบอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร จึงรวมตัวกันเป็นกลุ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2544 โดยมีสมาชิกเริ่มแรก 24 คน และได้ขอคำแนะนำในการพัฒนาอาชีพ

กระทั่งสำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดการฝึกอบรมการทำลูกประคบสมุนไพร โดยใช้สมุนไพรในท้องถิ่น และเนื่องจากมีสมาชิกบางรายสนใจกิจกรรมทอผ้าห่มทอมือลายสองและลายหน่วย ซึ่งมีสีสันสดใส เนื้อผ้านุ่มนวลน่าใช้ เพราะอยากสืบสานภูมิปัญญาของบรรพบุรุษในท้องถิ่นซึ่งถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น

กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านทุ่งเหียงในวันนี้ จึงสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ลูกประคบและผ้าห่มทอมือออกสู่ตลาด โดยได้รับการสนับสนุนด้านการตลาดจากสำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และรับมาจำหน่ายที่ร้านภูฟ้า สร้างรายได้ให้แก่สมาชิกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง


ความสำเร็จของโครงการส่งเสริมอาชีพแก่ประชาชนในถิ่นทุรกันดาร ณ ตำบลท่ากระดาน อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นเพียงหนึ่งในกลุ่มอาชีพของประชาชนในถิ่นทุรกันดาร จากทั้งหมด 133 กลุ่ม ทั่วทั้ง 4 ภาคของประเทศ ที่ล้วนเกิดจากสายพระเนตรอันยาวไกลและพระวิริยะอุตสาหะของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ทรงงานเพื่อส่งเสริมให้ราษฎรสามารถสร้างรายได้ให้ตนเองและครอบครัว ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เพื่อความผาสุกอย่างยั่งยืนของพสกนิกรชาวไทย อันเป็นพระราชปณิธานสูงสุดของ ‘เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร’ ของปวงชนชาวไทย


ที่มา : กิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรศึกษาดูงาน “ชุมชนเข้มแข็ง สืบสานแนวพระราชดําริ” จังหวัดฉะเชิงเทรา จัดโดย สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ (วันที่ 26-27 มีนาคม 2562)


มีอีกหลายโครงการพระราชดำริฯ ที่ช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทยให้ดีขึ้น คลิกอ่านต่อ

เรียนรู้พื้นที่ต้นแบบ บ้านโคกล่าม-แสงอร่าม เมืองอุดร พลิกฟื้นผืนดินด้วย ‘การบริหารจัดการน้ำ’ นำความอยู่ดีกินดีสู่ชุมชน

น้อมรำลึกถึง ส.ค.ส. ในหลวง ร.9 พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย

‘ฝายบ้านเขาแดงพัฒนา’ ฝายน้ำแห่งแรกในรัชกาลที่ 10 น้ำพระราชหฤทัยฉ่ำเย็น คืนความสุขให้ปวงชนในภาคตะวันออก