“…ในเมื่อชีวิตนี้ไม่มีอะไรแน่นอน และเมื่อเราทุกคนต้องตาย ผมขอยกระดับความตายนี้ให้มีประโยชน์ที่สุด…” ร้อยโท John Dunbar


หากเอ่ยชื่อ John Dunbar น้อยคนนักที่จะรู้จักนามนี้

แต่ถ้าไปถามแฟนพันธุ์แท้ภาพยนตร์เรื่อง Dances with Wolves หรือชื่อไทย “จอมคนแห่งโลกที่ 5” หนังปี ค.ศ. 1990 สร้างจากนวนิยายของ Michael Blake ซึ่งมารับหน้าที่เขียนบทภาพยนตร์ให้ด้วย กำกับการแสดงและแสดงนำโดย Kevin Costner ทุกคนย่อมรู้จักดี

Dances with Wolves คว้าออสการ์ในปี ค.ศ. 1991 ไปได้มากถึง 7 รางวัลด้วยกัน โดยเฉพาะรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

เนื้อหาหลักของ Dances with Wolves เล่าความทรงจำของ “ร้อยโท John Dunbar” ทหารผ่านศึกจากสงครามกลางเมืองของ “สหรัฐอเมริกา” เมื่อปี ค.ศ. 1863 ผู้อาสาเดินทางไปเฝ้าป้อมปืนบริเวณชายแดนด้านตะวันตก และได้ไปผูกสัมพันธไมตรีกับชนเผ่าซูส์ (Sioux) ชนพื้นเมืองอเมริกันที่อาศัยอยู่ที่นั่น

ขณะที่ “ร้อยโท John Dunbar” กำลังเดินทางมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก และได้กางเต๊นท์นอนอยู่ไม่ไกลจากที่ตั้งของเผ่าซูส์ ในห้วงแรก เมื่อชาวเผ่าซูส์ได้มองเห็น “ร้อยโท John Dunbar” พวกเขามีอคติทันทีว่า คนขาวคนนี้ไม่ได้มาดี แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไป “ร้อยโท John Dunbar” เริ่มทำความคุ้นเคยกับชาวเผ่า จนได้รับการยอมรับให้เข้ามาร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยกัน และได้รับการตั้งชื่อให้เป็นคนพื้นเมืองว่า Dances with Wolves

เรื่องราวในนวนิยายและภาพยนตร์เรื่อง Dances with Wolves ส่วนหนึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นใน “สหรัฐอเมริกา” ยุคแรกเริ่มของการเข้ามาสำรวจดินแดนแห่งนี้โดย Christopher Columbus และดำเนินต่อเนื่องยาวนานจนถึงยุคสงครามกลางเมือง

classicalmpr.org

ระยะเวลาจากปี ค.ศ. 1600-1660 ที่ อังกฤษ ลงหลักปักฐานใน “สหรัฐอเมริกา” พวกเขาค่อยๆ สยบประเทศเจ้าอาณานิคมชาวยุโรปอื่นๆ ลงทีละประเทศ ก่อนจะเข้าสู่การเผชิญหน้าครั้งสำคัญกับ “อินเดียนแดง”

“…ในสมัยหนึ่ง นักประวัติศาสตร์อเมริกันสร้างตำนานเพื่อรับใช้ความเชื่อของตนเองว่า อเมริกายุคก่อน Columbus เป็นเสมือน “แดนบริสุทธิ์” ที่มีแต่ป่ารกร้างว่างเปล่า ในความเป็นจริง นักล่าอาณานิคมยุโรปกลับต้องเผชิญกับสังคมอันซับซ้อน กว้างใหญ่ และได้ก่อตั้งมานานแล้วโดยคนพื้นเมือง กล่าวได้ว่า การเผชิญหน้ากันนี้เกิดขึ้นในหลายรูปแบบและมีนัยสำคัญที่ส่งผลอย่างมากต่อทั้งผู้มาใหม่และคนพื้นเมือง ตั้งแต่การเจรจาต่อรอง การค้า และการสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ ไปถึงความขัดแย้งถึงเลือดถึงเนื้อ โรคระบาดใหม่ๆ (ไข้ทรพิษทำลายชุมชนพื้นเมืองที่ไม่มีภูมิต้านทาน) และความเข้าใจผิดจากการมีโลกทัศน์และระบบสังคมที่แตกต่างกัน

“…ในบรรดาอาณานิคมสเปน เหล่ามิชชันนารีและผู้บริหารฆราวาส มองคนพื้นเมืองว่าเป็นแรงงาน เป็นคนที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนมารับศาสนาได้ในอนาคต และบางครั้งก็มองว่าเป็นศัตรูอันร้ายกาจ การลุกฮือของเผ่า “พูเอโบล” และ “อาแพเช” ในปี ค.ศ. 1680 คร่าชีวิตเจ้าหน้าที่และบาทหลวงชาวสเปนไปถึง 400 คน อีก 12 ปีต่อมา สเปนจึงกระชับการควบคุมให้มากยิ่งขึ้น Christopher Columbus เองก็สร้างแบบอย่างแก่ผู้มาใหม่ทั้งหลายในการมองชนเผ่าดั้งเดิมว่า “คนเหล่านั้นควรเป็นผู้รับใช้ที่ดีและมีฝีมือด้วย” เขาเขียนว่า “ข้าพเจ้าคิดว่า พวกเขาจะเปลี่ยนมาเป็นคริสเตียนได้ง่าย ข้าพเจ้ากับคน 50 คนก็กำราบพวกนั้นทั้งหมดได้ และปกครองพวกนั้นตามที่ข้าพเจ้าพอใจ”

“…ในที่ตั้งถิ่นฐานคนอังกฤษ ความสัมพันธ์ระหว่างชาวอาณานิคมและอินเดียน หลายครั้งดำเนินไปอย่างสมานฉันท์ บางครั้งพวกเขาก็จับมือกับปราบศัตรูที่มีร่วมกัน เช่น ในคอนเนตทิคัต ปี ค.ศ. 1637 ชาวอาณานิคมสร้างพันธมิตรกับอินเดียนเผ่า “โมฮีแกน” และ “นารากันเซตต์” ต่อสู้กับเผ่า “พีควอต”

“…ในระหว่างยุทธการนั้น ทหารอาสาคอนเนตทิคัตเผาหมู่บ้านของ “พีควอต” และฆ่าพวกนั้นไปหลายร้อยคนทั้งชาย หญิง และเด็กๆ ที่พยายามหลบหนี

“…บ่อยครั้ง ที่ความสัมพันธ์เปลี่ยนไปเป็นการเอาเปรียบและความรุนแรง สถานการณ์เลวร้ายลงด้วยทัศนะต่อสิทธิในทรัพย์สินที่ต่างกัน คนพื้นเมืองมองว่า ผืนดินมีไว้ใช้และสามารถแบ่งปันกันได้ ฝ่ายคนยุโรปกลับมองว่า กรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นสัญญาและมีผลครอบคลุมรวมหมด จากความแตกต่างดังกล่าว และการขยายตัวของชาวอาณานิคมเข้าไปในผืนดินของคนอินเดียนอย่างไม่ลดละ ได้ปะทุขึ้นเป็นความขัดแย้งที่ขมขื่น ในเมืองเจมส์ทาวน์ การลุกฮือในปี ค.ศ. 1622 ของเผ่า “พาวฮาทัน” ทำลายการตั้งรกรากจนยับเยิน ในปี ค.ศ. 1763 คนสก็อตไอริชผู้ตั้งถิ่นฐานตามแนวแม่น้ำซัสกัวแฮนนากล่าวหาบรรดาผู้นำเควกเกอร์ในเพนซิลวาเนีย ว่าละเลยการดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดน พวกเขาลงมือสังหารและถลกหนังศีรษะคนอินเดียนเผ่า “โคเนสโตกา” ซึ่งเป็นเผ่าที่รักสงบสันติในหมู่บ้านใกล้เคียง

“…ในนิวอิงแลนด์ ภาวะต้านตึงที่สุมตัวระเบิดออกมาระหว่างปี ค.ศ. 1675-1676 เมื่อ “เมตาคอม” หัวหน้าเผ่า “วามปะโนอาก” ประกาศสงครามกับผู้มาใหม่ที่ไม่ยอมหยุดขยายตัว พวกอินเดียนโจมตีข้ามพรมแดน ฆ่าผู้ตั้งถิ่นฐานไปราว 2,500 คน พวกอาณานิคมตอบโต้ด้วยความโหดร้ายรุนแรงพอๆ กัน ฆ่าคนอินเดียนและจับไปขายลงเป็นทาส เมื่อ “เมตาคอม” ถูกจับได้ พวกอาณานิคมตัดศีรษะเขาแทนถ้วยแห่งชัยชนะอันน่าสยดสยอง…”

“…กล่าวอย่างสั้นๆ ยุคอาณานิคมเริ่มต้นด้วยแบบแผนแห่งโศกนาฏกรรม ซึ่งดำเนินไปอย่างไม่ขาดสายของการที่คนพื้นเมืองถูกทำลายลงไปด้วยความขัดแย้ง มีเชื้อโรคใหม่ๆ และการรุกคืบเพื่อตั้งถิ่นฐานอย่างไม่ละลดของคนผิวขาว เมื่อถึงปี ค.ศ. 1800 ประชากรที่เป็นชนพื้นเมืองในสหรัฐอเมริกามีจำนวนเพียง 600,000 คน นับเป็นตัวเลขที่น่าเศร้า เมื่อเทียบกับตัวเลข 2.2 ล้านคน ตอนที่ยุโรปเริ่มก้าวเข้ามาสร้างอาณานิคม…”

(สำนวนแปล กีรตยาจารย์และธรรมศาสตราภิชาน ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และ ดร.อาวุธ ธีระเอก จากหนังสือ ประวัติศาสตร์อเมริกา: ความรู้ฉบับพกพา แปลจาก AMERICAN HISTORY: A VERY SHORT INTRODUCTION ผลงานการเขียนของศาสตราจารย์กิตติคุณเมิร์ลเคอร์ติแห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน ดร.PAUL S. BOYER)


มีหนังสือที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ช่วงนี้เล่มหนึ่งซึ่งน่าสนใจนำมาแนะนำกันครับ

“ฝังหัวใจข้าไว้ที่วูนเด็ดนี” ไพรัช แสนสวัสดิ์ แปลจากวรรณกรรมเรื่อง Bury My Heart at Wounded Knee สารคดีเชิงประวัติศาสตร์ของ Dee Brown นักเขียนอเมริกัน จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Way of Book

เนื้อหาหลักในหนังสือเล่มนี้ กล่าวถึงประวัติศาสตร์การสร้างชาติอเมริกันในช่วง ปี 1860-1890 อันเป็นช่วงเวลาที่เรียกกันว่า “การพิชิตตะวันตก” ซึ่งแต่ไหนแต่ไร มักถูกบอกเล่าผ่านวีรกรรมความกล้าหาญของนักบุกเบิก นักร่อนทอง คนนำร่องเรือกลไฟ คาวบอย มือปืน พ่อค้าขนสัตว์ หมอสอนศาสนา ฯลฯ

โดยมีชนพื้นเมืองอินเดียนเป็นนักปล้น หัวขโมย เจ้าเล่ห์เพทุบาย หรือมีพฤติกรรมไม่ต่างอะไรจากฝูงไฮยีนา แต่ ดี บราวน์ เลือกที่จะเล่าและใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์อธิบายในทางตรงกันข้าม กล่าวคือ เรื่องราวทั้งหมดคือการรุกราน ไล่ต้อน คดโกงชนพื้นเมืองชาวอินเดียนแห่งอเมริกาเหนือ เพื่อครอบครองผืนแผ่นดิน แร่ธาตุ ป่าไม้ ฝูงสัตว์

ก่อนจะนำมาสู่โศกนาฏกรรมการสังหารหมู่ชาวอินเดียนครั้งใหญ่ที่ตำบลวูนเด็ดนี ไม่ต่างอะไรกับการทิ้งระเบิดปรมาณูเพื่อทำลายล้างอารยธรรมเก่าแก่ของชาวอินเดียน


อ่านบทความก่อนหน้าเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกา

สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน (ตอนที่ 5)

สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน (ตอนที่ 4)

สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน (ตอนที่ 3)