สถานการณ์เกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมาคงปฏิเสธไม่ได้ว่า การเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งเคลื่อนอยู่ในเงาประชาธิปไตยกำมะลออย่างเลื่อนลอย ขาดความรับผิดชอบ ไร้ความตระหนักสำนึกต่อความก้าวหน้ามั่นคงของประเทศ ก่อให้เกิดความขัดแย้งโกลาหล ความตีบตันทางสังคมและเศรษฐกิจจนประเทศร้อนรุ่มไปทั่วทุกหัวระแหง ตั้งแต่สังคมเมืองใหญ่จนถึงก้นครัว ดึงประเทศให้จมดิ่งลงในปลักตมของความแปรปรวนถดถอย ไร้ความมั่นคงในการพัฒนาและปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคใหม่
3 ส่วนสำคัญที่ผลักดันประเทศไปข้างหน้า ฝ่าความถดถอย
ความพยายามในการยุติความขัดแย้ง นำพาประเทศหลีกหนีออกจากความตีบตัน ถดถอย จากสิ่งที่ฉุดให้คนไทยจมอยู่ในเศรษฐกิจฐานทรัพยากรและแรงงาน จะเห็นได้จาก นโยบายสำคัญ 3 ส่วน
- ส่วนที่ 1 นโยบาย ‘ประเทศไทย 4.0’
เป็นนโยบายที่มุ่งพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อสร้างความก้าวหน้าด้วย ‘เศรษฐกิจฐานความรู้และเทคโนโลยี’ ด้วยการเชื่อมต่อกับโลกยุคใหม่บนฐานนวัตกรรม การพัฒนาตามโครงสร้างการผลิตและบริการในยุค 4.0 อันเป็นผลจากการประชุม World Economic Forum ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
- ส่วนที่ 2 การปฏิรูปประเทศหลากมิติ
มุ่งสร้างความก้าวหน้ามั่นคงในทุกมิติ โดยปรับสร้างตำแหน่งแห่งที่และตั้งคณะกรรมการปฏิรูปขึ้นมาหลากหลายชุด เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ทำให้ประเทศถดถอย และนำเสนอแนวทางการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับยุค ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล รอบด้าน นำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำ
- ส่วนที่ 3 การสร้างพื้นที่สำหรับพัฒนาสิ่งใหม่ เพื่อเชื่อมเศรษฐกิจไทยเข้ากับโลก
การมุ่งพัฒนาบางพื้นที่ให้เป็นพื้นที่การลงทุนและสร้างการแข่งขันระดับโลก ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางการค้า เศรษฐกิจ และเส้นทางภูมิเศรษฐกิจใหม่ ในกระแสการพัฒนาที่ปรับตัวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไทยยังคงมุ่งเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้ทันประชาคมโลกและประเทศโดยรอบ รวมทั้งมุ่งฟื้นตัวกลับสู่ตำแหน่งแห่งที่ของการเป็น ศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนและกลุ่ม CLMVT ซึ่งเป็นประชาคมเศรษฐกิจที่สำคัญทั้ง 2 กลุ่ม
ในด้านการใช้พื้นที่สร้างสิ่งใหม่ หากพิจารณาความคืบหน้าของ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC จะพบว่าการพัฒนาพื้นที่ EEC เป็นกลไกสำคัญต่อความก้าวหน้าใหม่ของประเทศอย่างยิ่ง และสามารถนำพาประเทศเชื่อมเข้ากับโลกยุคใหม่ได้อย่างไร้รอยต่อ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาคุณภาพชีวิต ยิ่งในช่วงที่ประเทศต้องดิ้นรนเอาตัวรอดให้พ้นจากความตกต่ำและหายนะด้วยแล้ว การปรับสร้างกฎระเบียบเพื่อรองรับการลงทุนเป็นเส้นทางหลักที่จะใช้ฝ่ากระแสการแข่งขันที่เข้มข้น รุนแรง ทั้งในภูมิภาคอาเซียนและประชาคมโลก
มิติการขับเคลื่อนตาม ‘นโยบายของประเทศ’ ที่เร่งปรับตัวอย่างก้าวกระโดดทั้งหมดนี้ เพื่อชดเชยความสูญเสียจากการเมืองที่มีความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรง ซึ่งหมักหมมมาเกือบ 2 ทศวรรษ
ทุกย่างก้าวของการพัฒนา ส่งสัญญาณที่ดีสู่ประชาคมโลก
การที่โลกปรับตัวจากยุคอนาล็อกสู่ยุคดิจิทัล และพัฒนาเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 นั้น ไทยเราจำเป็นต้องมีทั้งพื้นที่การลงทุนใหม่และนโยบายที่สอดคล้องกับโลกในยุคไร้พรมแดน บนฐานความรู้ความก้าวหน้า และความร่วมมือกับนานาชาติในหลายมิติ พร้อมกับต้องปรับฐานการผลิต การบริการ และโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่สอดรับกับยุค 4.0 ซึ่งสภาพที่เปลี่ยนไปนี้ EEC จึงมีภารกิจในการยกระดับประเทศสู่เศรษฐกิจและการพัฒนายุคใหม่
GDP เป็นข้อมูลพื้นฐานในการชี้บอกเสถียรภาพความมั่นคงและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถสะท้อนสภาพที่ผ่านมาว่า บ้านเมืองตกอยู่ในสภาวะถดถอยอย่างรุนแรง ต่อเนื่องเกือบทศวรรษ และเป็นสัญญาณที่อันตรายอย่างยิ่ง
สำหรับงานสำคัญที่ EEC เร่งปรับสร้างการพัฒนาอย่างเข้มข้นและทำต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ มีหลากหลายมิติด้วยกัน กล่าวคือ
- ปรับสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อรองรับการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจยุคใหม่
- ปรับสร้างถนนหนทางที่เชื่อมจากกรุงเทพฯ สู่ภาคตะวันออก และเชื่อมต่อกับทุกภูมิภาค
- เร่งพัฒนาโลจิสติกส์ระบบราง ด้วยรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินแบบไร้รอยต่อ ซึ่งจะยาวไปถึงจังหวัดระยอง โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2567 จากนั้นจะเชื่อมสู่ภูมิภาคอื่นๆ ทั้งอีสาน เหนือ และใต้ต่อไป
- การพัฒนาระบบรางคู่เชื่อมการเดินทางและการขนส่งสินค้าจากท่าเรือมาบตาพุด ท่าเรือแหลมฉบัง สู่ภาคอีสาน เหนือ และใต้ ในขณะเดียวกัน ระบบรางเป็นระบบที่ช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งโลจิสติกส์ได้ 3-5 เท่า และลดระยะเวลาในการเดินทางลงมาก กับทั้งช่วยลดปัญหาอุบัติภัยจากการสัญจรบนท้องถนนได้อย่างมีนัยสำคัญ
- ด้านการขนส่งทางอากาศ EEC บุกเบิกเปิดพื้นที่สนามบินอู่ตะเภา ยกระดับเป็นสนามบินพาณิชย์และพัฒนาพื้นที่โดยรอบขึ้นเป็น มหานครการบินภาคตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่ราว 6,400 ไร่ โดยเร่งขยายการคมนาคมและโลจิสติกส์ด้านอากาศยานเพื่อรองรับการเติบโตทั้งการเดินทางท่องเที่ยวและการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งขณะนี้ สนามบินอู่ตะเภาอยู่ระหว่างการเซ็นสัญญาก่อสร้าง และจะเปิดให้บริการผู้คนจากทั่วโลกได้ในอีก 5 ปีข้างหน้าจึงจะเปิดให้บริการผู้คนจากทั่วโลกได้
- ด้านการเดินทะเลและเส้นทางการขนส่งทางทะเลที่รองรับการขนส่งสินค้ากว่า 80% ของสินค้าโดยรวม จึงมีการขยายพื้นที่ท่าเรือ 2 แห่งเพื่อรองรับการเติบโต โดย ท่าเรือมาบตาพุด เป็นท่าเรือขนส่งก๊าซและของเหลว ส่วน ท่าเรือแหลมฉบัง เป็นท่าขนส่งสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ และยังมีแผนยกระดับ ท่าเรือสัตหีบ ขึ้นเป็นท่าเรือพาณิชย์และการท่องเที่ยวที่จุกเสม็ดอีกด้วย
- ด้านการส่งเสริมการลงทุน ได้กระตุ้นและเชิญชวนผู้ลงทุนให้เข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC ตั้งแต่เริ่มจนถึงปัจจุบัน มีการยื่นขอลงทุนแล้วกว่า 6.7 แสนล้านบาท
การปรับสร้างถนนหนทาง สนามบิน รถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ และท่าเรือทั้งหมดนี้ จะเป็นพื้นฐานสำคัญที่สร้างความมั่นใจให้ประชาคมโลกและเพิ่มความมั่นคงในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย ด้วยเป้าหมายการลงทุนรวม 1.5 ล้านล้านบาท ภายใน 5 ปี
พึงรู้เถิดว่า ความสำเร็จของโครงการ EEC จะสร้างความก้าวหน้าและอนาคตใหม่ให้ประเทศ
ความสำคัญของการพัฒนาพื้นที่ EEC ซึ่งครอบคลุม 3 จังหวัดคือ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา เป็นทั้งกลไกและโอกาสที่สำคัญในการฟื้นฟูประเทศ ซึ่งนอกจากการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานแล้ว ยังมุ่งพัฒนาบุคลากรและรูปแบบการศึกษาในพื้นที่ ให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ก้าวไปอย่างรุดหน้าด้วย
ในด้านการพัฒนาบุคลากรและการศึกษานั้น EEC ทำงานร่วมกับ 11 มหาวิทยาลัย 43 วิทยาลัยอาชีวะ และ 254 โรงเรียนระดับประถมและมัธยมในพื้นที่ ทั้งยังร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาฟื้นฟูบูรณาการการเรียนรู้สู่การศึกษายุคใหม่ ร่วมกับสถาบันการศึกษาทั้งระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา รวมถึงสถาบันที่มีศักยภาพนอกพื้นที่ ทั้งนี้ เพื่อผลิตบุคลากรที่มีศักยภาพตรงตามความต้องการและให้มีจำนวนเพียงพอสำหรับ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ กล่าวคือ รวมแล้วต้องการเกือบ 500,000 ตำแหน่ง ในอีก 5 ปีข้างหน้า

ภายใต้การขับเคลื่อนเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดทั้งมวลนี้ การดึงเอาความรู้ นวัตกรรม การพัฒนาเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาพัฒนาศักยภาพโดยรวมของไทย ให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลก เป็นไปเพื่อยกระดับเศรษฐกิจทั้งระบบ นอกเหนือจากนี้ โครงการ EEC ยังเร่งปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคอาเซียน พร้อมๆ กับการขจัดปัญหาในประเทศที่สั่งสมมาเนิ่นนานให้หมดสิ้นลง
การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่อย่าง EEC จึงก่อเกิดประโยชน์และสร้างคุณูปการที่สำคัญต่อประเทศ ทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคม การพัฒนาคุณภาพชีวิต และจะเป็นโมเดลต้นแบบที่ใช้พัฒนาภูมิภาคต่างๆ ต่อไป และไม่ว่าการเมืองยุคใหม่จะเป็นอย่างไร ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ปรากฏในบทความนี้บ่งชี้ว่า การสนับสนุนและพัฒนา EEC ให้ลงลึกไปถึงสังคมฐานรากเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งและต้องดำเนินการต่อเนื่องต่อไป เพราะหากสังคมรากฐานแข็งแกร่ง เศรษฐกิจโดยรวมแข็งแรง การพัฒนาประเทศไปสู่ความก้าวหน้า มั่นคง ก็จะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นตามความคืบหน้าและเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้แล้ว
เรื่อง : Apichartology
บทความเกี่ยวกับ EEC โดยผู้เขียนคนเดียวกัน
เมกะโปรเจ็กต์ EEC คือความก้าวหน้าใหม่ของประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องการเมือง!!!
Analog vs Digital ยุคของความพลิกผันที่กระทบ ‘การงาน – การศึกษา’ นำมาสู่แผนพัฒนาโดย EEC HDC
เหตุและผลที่เริ่มต้นรื้อสร้าง ‘การศึกษาไทย’ ในพื้นที่ EEC ปิดทางชะตากรรมเก่า เปิดอนาคตสู่โลกใบใหม่















