“…“บรรดาอาณานิคมที่รวมกันทั้งหลาย บัดนี้ ด้วยสิทธิพึงจะต้องเป็น “เสรี” และเป็น “รัฐเอกราช”…” นั่นเป็นคำประกาศที่คณะกรรมาธิการสภาครองเกรสภาคพื้นทวีปร่างขึ้นในฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 1776 โดยมี “โธมัส เจฟเฟอร์สัน” เจ้าของไร่และผู้นำทางการเมืองชาวเวอร์จิเนียเป็นผู้ร่างหลัก ในคำประกาศอิสรภาพระบุถึงรายการ “…การใช้อำนาจที่ละเมิดและทำลายกฎหมายของพระเจ้าจอร์จที่ 3 ในการพยายามบังคับใช้ “ระบบทรราชย์แบบสมบูรณ์” โดยปฏิเสธสิทธิตามธรรมชาติใน “ชีวิต อิสรภาพ และทรัพย์สิน” ของชาวอาณานิคม ในกระบวนการแก้ไขร่างดังกล่าว สภาครองเกรสฯ เปลี่ยนคำว่า “ทรัพย์สิน” ให้เป็นวลีที่ไพเราะติดปากคนทั่วไปว่า “การแสวงหาความสุข” ใน “วันที่ 4 กรกฎาคม” สภาครองเกรสได้รับรอง “คำประกาศอิสรภาพ” ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ในปฏิบัติการทางการทูตอย่างเป็นทางการครั้งแรก สภาครองเกรสฯ ได้ส่ง “เบนจามิน แฟรงกลิน” ในฐานะทูตไปยังกรุงปารีส “แฟรงกลิน” เป็นนักการเมืองจากฟิลาเดลเฟียที่ได้รับความนับถือ เป็นผู้นำพลเรือนและรัฐบุรุษ เขาสามารถขอกู้เงินจากฝรั่งเศสได้สำเร็จ และยังได้รับการสนับสนุนทางทหารสำหรับประเทศที่เพิ่งเกิดใหม่ด้วย…”

(สำนวนแปล กีรตยาจารย์และธรรมศาสตราภิชาน ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และ ดร.อาวุธ ธีระเอก จากหนังสือ ประวัติศาสตร์อเมริกา: ความรู้ฉบับพกพา แปลจาก AMERICAN HISTORY: A VERY SHORT INTRODUCTION ผลงานการเขียนของศาสตราจารย์กิตติคุณเมิร์ลเคอร์ติแห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน ดร.PAUL S. BOYER)


“วันที่ 4 กรกฎาคม” ดังกล่าว หมายถึง “วันที่ 4 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1776” หรือ “วันประกาศอิสรภาพจากจักรวรรดิอังกฤษ”

แม้ก่อนหน้านั้น “อเมริกา” จะมีประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนขึ้นมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะโดยชนพื้นเมือง และการตั้งรกรากของชาวไซบีเรีย หรือการค้นพบ “อเมริกา” ทั้งจาก Leif Ericsson และ Christopher Columbus ก็ตาม

“…พวกเราเหล่าตัวแทนของของสหรัฐอเมริกาได้มารวมตัวกัน ณ สภาครองเกรสฯ เพื่ออุทธรณ์ต่อศาลยุติธรรมสูงสุดแห่งโลก เพื่อแสดงความถูกต้องแห่งเจตนารมณ์ของพวกเราในนามประชาชน และโดยประชาชน จึงเผยแพร่ประกาศอิสรภาพอย่างเด็ดเดี่ยวมันคงว่า ดินแดนแห่งนี้ เป็นดินแดนแห่งอิสรภาพ และมีเสรีภาพ ไม่ขึ้นต่อราชบัลลังก์อังกฤษอีกต่อไป ความสัมพันธ์ทางการเมืองทั้งปวงระหว่างสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลแห่งเกาะอังกฤษ สิ้นสุดลงโดยสิ้นเชิง ดินแดนสหรัฐฯ แห่งนี้ มีความเป็นอิสระและเสรี มีอำนาจเต็มในการที่เข้าสู่สงคราม ทำความตกลงสันติภาพ เข้าร่วมกุล่มกับประเทศต่างๆ เจรจาการค้า และดำเนินการทั้งหลายอื่นเฉกเช่นรัฐอิสระพึงมีสิทธิทำได้ และเพื่อสนับสนุนคำประกาศนี้ด้วยความหนักแน่นมั่นคงสูงสุดภายใต้ความคุ้มครองของพระเจ้า พวกเราจึงให้คำปฏิญาณร่วมกันด้วยชีวิตของเรา อนาคตของพวกเรา และเกียรติยศสูงสุดของพวกเรา” ส่วนหนึ่งของ “คำประกาศอิสรภาพแห่งสหรัฐฯ” ณ สภาคองเกรส 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 ประกาศโดยฉันทนามติแห่งสหรัฐอันประกอบด้วย 13 มลรัฐแห่งอเมริกา

en.wikipedia.org

หลังจากที่เราเริ่ม สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน กันมา 6 ครั้ง ในคราวนี้ (ตอนที่ 7) เป็นความต่อเนื่องที่ไล่เรียงมาจาก การย้อนมองยุคก่อนประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา การมองสถานการณ์การเมืองการปกครองผ่านปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม การรุกรานชนพื้นเมือง สงครามกลางเมือง การเลิกทาส มาจนถึงการปฏิวัติ รัฐธรรมนูญ และชาติใหม่

“…เมื่อประกาศเอกราชแล้ว คนอเมริกันเผชิญหน้ากับความท้าทายของการปกครองตนเอง ในปี ค.ศ. 1777 ขณะที่สงครามยังดำเนินต่อไป สภาครองเกรสฯ รับรอง “บทบัญญัติสมาพันธรัฐ” หรือ Articles of Confederation ภายใต้กรอบของกฎหมายสูงสุดนี้ สภาครองเกรสฯ ประสบความสำเร็จอันใหญ่หลวง ซึ่งรวมถึงการบรรลุสนธิสัญญาปารีส ทำให้อเมริกาเป็นเอกราช และ “กฎหมายภาคตะวันตกเฉียงเหนือปี ค.ศ. 1787…”

“…ได้กำหนดหลักการ การสำรวจที่ดิน การตั้งรกราก และการก่อรูปของรัฐต่างๆ บนดินแดนภายในเทือกเขาแอปปาลาเซียน บริเวณทะเลสาบเกรตเลกส์ รวมถึงแม่น้ำมิสซิสซิปปีและโอไฮโอ กฎหมายข้อหนึ่งซึ่งถือว่ามีความสำคัญก็คือ การสนับสนุนระบบการศึกษาของรัฐ ผ่านรายได้จากขายที่ดิน ข้อกฎหมายนี้ห้ามไม่ให้มีระบบทาสในดินแดนดังกล่าว และสัญญาว่า จะปฏิบัติตามสนธิสัญญาทั้งหลายที่ทำร่วมกับชาวอินเดียน…”

หากนับจาก “ยุคก่อนประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา” จนมาถึงปี ค.ศ. 1900 ถือได้ว่า สหรัฐอเมริกาได้เข้าสู่ยุคใหม่นับจากนั้น เริ่มต้นที่การปฏิวัติอุตสาหกรรม แล้วตามด้วยการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของสหรัฐอเมริกา ที่ผมจะนำเสนอในลำดับถัดไป


หากยังไม่ได้อ่านบทความก่อนหน้า

สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน (ตอนที่ 6) : เผชิญหน้าอินเดียนแดง

สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน (ตอนที่ 5) : จาก “สงคราม เจ็ดปี” ถึง “สนธิสัญญาปารีส”