“…ความคาดหวังว่า “การประนีประนอมของปี 1850” จะยุติความขัดแย้ง ได้จางหายไปอย่างรวดเร็ว ในปี ค.ศ. 1852 แรงผลักดันของ “กฎหมายทาสหนีนาย” “แฮเรียต บีเชอร์ สโตว์” ลูกสาวของศาสตราจารย์อีแวนเจลิสต์ผู้หนึ่งตีพิมพ์ “กระท่อมน้อยของลุงทอม” หรือ Uncle Tom’s Cabin นวนิยายต่อต้านระบบทาสที่จับใจชนชั้นกลางในยุคแห่งความอ่อนไหวทางอารมณ์ “สโตว์” อ้างว่า ระบบทาสทำลายครอบครัว ทำให้ความเห็นใจผู้อื่นตายซาก ทั้งยังเหยียบย่ำจริยธรรมของคริสเตียน นวนิยายเล่มนี้ กลายเป็นหนังสือขายดีไปทั่วทั้งภาคเหนือทันที สร้างผลสะเทือนเทียบได้กับ “สามัญสำนึก” หรือ Common Sense ของ “โธมัส เพนน์” ในปี ค.ศ. 1776 ฉากต่างๆ ในนวนิยายของ “สโตว์” ให้ภาพอันทรงพลังที่ยังฝังอยู่ในจิตสำนึกของคนรุ่นนั้น อย่างฉากที่ “ไซมอน เลกรี” ใช้แส้หวด “ลุงทอม” ทาสคริสเตียนผู้เคร่งครัดอย่างโหดร้ายทารุณ หรือฉากที่ “อีไลซา” หลบหนีไปสู่เสรีภาพอย่างกล้าหาญด้วยการข้ามแม่น้ำโอไฮโอที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง…”

(สำนวนแปล กีรตยาจารย์และธรรมศาสตราภิชาน ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และ ดร.อาวุธ ธีระเอก จากหนังสือ ประวัติศาสตร์อเมริกา: ความรู้ฉบับพกพา แปลจาก AMERICAN HISTORY: A VERY SHORT INTRODUCTION ผลงานการเขียนของศาสตราจารย์กิตติคุณเมิร์ลเคอร์ติแห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน ดร.PAUL S. BOYER)


“ยุคค้าทาส” คือ “บาดแผลใหญ่” ของสหรัฐอเมริกา ที่นอกจากจะสร้างความบอบช้ำให้กับคนในชาติแล้ว ยังส่งผลสะเทือนที่ดูเหมือนจะไม่มีวันจบสิ้นมาจนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน ซึ่งแม้ว่าความขัดแย้งดังกล่าวจะจบสิ้นลงไปพร้อมกับ “สงครามกลางเมือง” และ “การเลิกทาส” ทว่า อาฟเตอร์ช็อกยังตามหลอกหลอนผู้คนในสังคมอเมริกัน ผ่าน “ปัญหาการเหยียดผิว” ที่หยั่งรากลึกเกินกว่าจะขจัดปัดเป่าออกไปจากวิถีชีวิตประจำวัน

การเกิดขึ้นของวรรณกรรม “กระท่อมน้อยของลุงทอม” คือผลพวงสำคัญของขบวนการต่อต้าน “การค้าทาส” นำไปสู่ “สงครามกลางเมือง” และ “การเลิกทาส” ในที่สุด

กล่าวสำหรับ “การประนีประนอมของปี 1850” ที่ได้เกริ่นไว้ในตอนต้น “การประนีประนอมของปี 1850” คือมาตรการสำคัญในการดับชนวนความขัดแย้งระหว่าง “ฝ่ายเหนือ” ที่ต่อต้าน “การค้าทาส” กับ “ฝ่ายใต้” ที่ส่งเสริม “การค้าทาส” เพื่อไม่ให้ปัญหาดังกล่าวลุกลามบานปลาย สภาครองเกรสฯ จึงเปิดเวทีสำหรับ “การประนีประนอมของปี 1850” ขึ้นเพื่อหวังให้เกิดการหาทางออกร่วมกัน ทว่า ในท้ายที่สุด “การประนีประนอมของปี 1850” ไม่บังเกิดผล แถมยังมีส่วนนำไปสู่ “สงครามกลางเมือง” อีกด้วย

หลังจาก “สงครามกลางเมือง” สิ้นสุดลง และ “การเลิกทาส” ก็ประสบผลสำเร็จ รวมถึงสถานการณ์ปลดแอกชาติจากการตกเป็นอาณานิคมของยุโรป โดยเฉพาะสหราชอาณาจักรก็เป็นไปด้วยดี สหรัฐอเมริกาได้ประกาศให้ “วันที่ 4 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1776” คือ “วันประกาศอิสรภาพจากจักรวรรดิอังกฤษ”

การเข้าสู่ “ยุคใหม่ของอเมริกา” นับเนื่องตั้งแต่ปี ค.ศ. 1866 จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1900 ถือเป็นยุคทองของ “การปฏิวัติอุตสาหกรรม” อย่างแท้จริง

“…ในวันที่ 10 พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1869 ที่โพมอนตอรีพอยต์ รัฐยูทาห์ คนงานตอกลิ่มเชื่อมทางรถไฟสองสายเข้าด้วยกัน สายหนึ่งเลื้อยมาจากฝั่งตะวันออก อีกสายเคลื่อนไปจากแคลิฟอร์เนีย ทำให้ “ทางรถไฟข้ามทวีปสายแรก” เกิดขึ้นในอเมริกาได้สำเร็จ เหตุการณ์นี้ช่วยผลักดัน “ยุคแห่งการพัฒนาเศรษฐกิจ” ที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมเกษตรกรอิสระแบบ “เจฟเฟอร์สัน” ให้เป็น “มหาอำนาจด้านอุตสาหกรรม…”

“…“การปฏิวัติอุตสาหกรรม” นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างลึกซึ้ง เมื่อนายธนาคารและผู้จัดการบริษัท รวมถึงแรงงานในโรงงาน และพนักงานธุรการ เข้ามากระจุกตัวกันอยู่ตามเมืองต่างๆ สมทบด้วยผู้อพยพนับล้านที่เดินทางมาถึง เมื่อกลุ่มนายทุนที่เป็นชนชั้นนำใหม่ ได้ต่อยอดความมั่งคั่งและอำนาจทางการเมืองของพวกเขา การแบ่งแยกชนชั้นก็แหลมคมขึ้น และวิสัยทัศน์ของ “อับราฮัม ลิงคอล์น” ว่าด้วย “รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน” ได้กลายเป็นอุดมคติแปร่งๆ…”

วิสัยทัศน์ของ “อับราฮัม ลิงคอล์น” ข้างต้น คือส่วนหนึ่งของ “คำไว้อาลัย” ที่เขาได้กล่าวแด่ญาติและครอบครัวของทหารผู้เสียสละชีวิตใน “สงครามกลางเมือง” ที่ “เก็ตตีสเบิร์ก” ในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1863 เพื่อเป็นการให้เกียรติเหล่าทหารหาญ

“รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน จักไม่มลายหายไปจากโลกนี้”

แม้ปาฐกถาดังกล่าวของ “อับราฮัม ลิงคอล์น” จะมีความยาวเพียง 272 คำ ทว่า ปาฐกถานี้ ถือเป็นหนึ่งใน “คำปราศรัยของประธานาธิบดี” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

“…คำสัญญาของ “ยุคสงครามกลางเมือง” ถูกลืมเลือนไป ทศวรรษนี้ “พฤติกรรมเหยียดผิวแสนน่าชัง” ยังคงเพิ่มขึ้น ขณะที่นักเขียนและนักคิดทางสังคมบางคนมองระบบทุนนิยมเสรีของอเมริกา ว่าเป็น “หนทางไปสู่ความก้าวหน้า” คนอื่นๆ กลับมอง “ระเบียบของสังคมใหม่” นี้ ด้วยความไม่สบายใจอย่างยิ่ง…”

ดังที่กล่าวไป แม้ว่าความขัดแย้งในประเด็น “การค้าทาส” ได้เจือจางลงหลังจาก “สงครามกลางเมือง” ได้สิ้นสุดลง และ “การเลิกทาส” ที่ประสบผลสำเร็จ กระนั้นก็ดีปัญหา “การเหยียดผิว” ที่ซึมลึกไปถึงมโนสำนึกของผู้คนในสังคมอเมริกัน ได้กลายเป็นปัญหาเรื้อรัง และปะทุขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้งใน “ยุคแห่งการพัฒนาเศรษฐกิจ”

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความพยายามขจัดปัดเป่าปัญหาดังกล่าวจากประธานาธิบดีแทบจะทุกคนที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ทว่า ก็ดูเหมือนเพียงการ “กวาดขยะไปซ่อนไว้ใต้พรม” ทั้งนี้เนื่องเพราะ “เข็มมุ่ง” ของสังคมอเมริกันในตอนนั้น “ธงนำ” คือ “การปฏิวัติอุตสาหกรรม” ทำให้ปัญหา “การเหยียดผิว” ได้ “ถูกผลักให้ไปอยู่ด้านหลัง” ขณะที่ “ฉากหน้า” คือการนำเสนอ “ความสำเร็จของการปฏิวัติอุตสาหกรรม”

“…เมื่อถึงปี ค.ศ. 1900 การผลิตไฟฟ้าจากโรงปั่นไฟที่ขับเคลื่อนด้วยพลังน้ำหรือถ่านหิน นับเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานใหม่ ที่ปลดปล่อยเครื่องจักรออกจากท่อไอน้ำและเพลาที่ตายตัว ต้องขอบคุณ “โธมัส เอดิสัน” และบรรดานักประดิษฐ์อีกหลายคนที่ไม่เพียงสร้างเครื่องจักรไฟฟ้า แต่ยังสร้าง “รถราง” และ “โคมไฟถนน” เช่นเดียวกับธุรกิจเหล็กที่เป็นธุรกิจแบบ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” สองบรรษัทอย่าง “เจเนอรัล อิเล็คทริก” หรือ “จีอี” และ “เวสติ้งเฮ้าส์” ก็เข้าครอบงำธุรกิจไฟฟ้าทั้งหมดในเวลาต่อมา…”


สหรัฐอเมริกา มีความเปลี่ยนแปลงมากมายจริงๆ ย้อนอ่านตอนที่  7, 6, 5

สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน (ตอนที่ 7)

สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน (ตอนที่ 6)

สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน (ตอนที่ 5)