“5G กำลังเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เนื่องจากสามารถรองรับการใช้งานที่หลากหลายและการเชื่อมต่ออุปกรณ์จำนวนมาก สามารถช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมต่างๆ ที่จะร่วมขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ…” 

วีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กล่าวข้อความข้างต้นในงาน ‘5ปลุกไทยที่ 1 อาเซียน’ ณ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


7 จังหวัดในไทยที่กำลังก้าวสู่การเป็น ‘เมืองอัจฉริยะ’

กรุงเทพฯ ชลบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต ฉะเชิงเทรา ระยอง และขอนแก่น เป็น 7 จังหวัดที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มุ่งผลักดันให้เป็น ‘เมืองอัจฉริยะ’ (Smart City) โดยต้นทางของแนวคิดเรื่องเมืองอัจฉริยะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ซึ่งเป็นรากฐานในการเชื่อมโยงอุปกรณ์หรือสิ่งของรอบๆ ตัวเข้ากับโครงข่ายการสื่อสารแบบอินเทอร์เน็ต รวมไปถึงการวางผังเมืองอย่างชาญฉลาด รองรับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย

จากข้อมูลของ MarketsandMarkets คาดการณ์ว่า ตลาดเมืองอัจฉริยะจะเติบโตจากมูลค่า 308 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2562 เป็น 717.2 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2566 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 18.4 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง 4 ปี

โดยปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะมาจาก 1) ความต้องการด้านความปลอดภัยในที่สาธารณะ 2) การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรที่เข้ามาใช้ชีวิตในเมือง และ 3) โครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยระบบการคมนาคมขนส่งอัจฉริยะจะเป็นสัดส่วนตลาดที่ใหญ่ที่สุด เนื่องมาจากความจำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อรองรับจำนวนประชากรในเมืองที่เพิ่มขึ้น และความจำเป็นในการบริหารจัดการเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมนั่นเอง


AIS จับมือกับใคร ผลักดันด้านใดเกี่ยวกับ 5G

จากที่ผู้เขียนไปร่วมงาน 5G Testbed ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา แบรนด์หัวเว่ยประกาศลงทุนมูลค่า ล้านดอลลาร์ (160 ล้านบาท) เพื่อทดสอบการใช้งาน 5G ที่ ม.เกษตร ศรีราชา โดยร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Depa), ศูนย์ทดสอบ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และผู้ให้บริการโทรคมนาคม ทั้ง AIS, dtac และ TRUE

มาในบทความนี้ ในฐานะที่ AIS มีฐานผู้ใช้งานเครือข่ายมากที่สุดในประเทศไทย (ปี 2561 มีผู้ใช้งานมือถือ 4G คิดเป็นสัดส่วน 59% ของฐานลูกค้าทั้งหมดกว่า 41.5 ล้านเลขหมาย) และเป็น ‘Digital Service Provider’ (ผู้ให้บริการด้านดิจิทัล) ซึ่งมีภารกิจในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่ายและให้การสนับสนุนโครงการทดสอบ 5G ภายใต้การสนับสนุนของ กสทช.แลพผนึกกำลังกับ กสทช., กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขับเคลื่อนเทคโนโลยี 5G ในหลากหลายด้าน อาทิ

  • เดินหน้าศึกษา วิจัย ทดลองทดสอบเทคโนโลยี 5G
  • สร้างสรรค์นวัตกรรม 5G โชว์เคสที่แตกต่างและตอบสนองการใช้งานในทุกมิติ ทั้งเรื่องความเร็ว, การตอบสนอง และการสนับสนุน IoT
  • สนับสนุนในการจัดตั้งศูนย์ทดสอบ 5G ในสถาบันการศึกษา เพื่อให้นิสิต นักศึกษา นักพัฒนา พาร์ทเนอร์ รวมถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในแวดวงเทคโนโลยีดิจิทัลของไทยมีโอกาสลงมือทดลองหรือทดสอบบน LIVE Network

และเพื่อปักหมุดประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำเทคโนโลยีเครือข่ายในระดับสากล AIS ยังผสานความร่วมมือกับทีม AISCU Training Center เตรียมจัดอบรมหลักสูตร ‘5G Sharing Session For Thais’ เพื่อให้ความรู้เรื่อง 5G ในทุกมิติ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องในระบบนิเวศ 5G และผู้สนใจเห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมจากการใช้เทคโนโลยี 5G ตลอดจนเกิดแรงบันดาลใจในการผลิตนวัตกรรมใหม่ๆ ให้สอดรับกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต 


5G Used Case กับ 6 ตัวอย่างการใช้งาน

ในงาน ‘5G ปลุกไทยที่ 1 อาเซียน’ AIS ยังร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและพาร์ทเนอร์อย่าง Huawei นำ 5G Used Case มาจัดแสดงโชว์ศักยภาพบนเครือข่าย 5G Live Network หรือ เครือข่ายที่ปล่อยสัญญาณจริง เพื่อให้คนไทยได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งาน 5G และเห็นผลในเชิงรูปธรรม ดังนี้

  1. 1st 5G Connected Car – รถยนต์ไร้คนขับคันแรกของไทย
    เป็นรถยนต์ที่เชื่อมต่อบนเครือข่าย Live Network 5G ซึ่งเกิดจากการศึกษาและทดลองร่วมกันระหว่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ เอไอเอส ซึ่งทำให้รถยนต์สามารถเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย โดยไม่ต้องใช้คนขับ
  2. 5G Face Detection – เทคโนโลยีการจดจำใบหน้า
    พัฒนาโดย ทีมงานเอไอเอส เพื่อเป็นก้าวแรกของการนำไปสู่ Smart School โดยนำมาทดสอบใช้ที่โรงเรียนสาธิตแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อช่วยบันทึกการเข้าออกโรงเรียนของนักเรียนและเป็นการยกระดับเรื่องความปลอดภัยในพื้นที่ไปอีกขั้น
  3. 5G Cloud Robot Assistant – หุ่นยนต์กายภาพบำบัดอัจฉริยะ
    เทคโนโลยีนี้ใช้กับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงและอัมพฤกษ์ โดยหุ่นยนต์กายภาพบำบัดอัจฉริยะสามารถบันทึกและรายงานข้อมูลการออกแรง การเคลื่อนไหวในการทำกายภาพบำบัดของผู้ป่วยผ่านระบบ 5G ขึ้น Cloud Network ซึ่งมีระบบการตรวจสอบและติดตามเปรียบเทียบผลการฝึกได้แบบ Real Time
  4. 5G Connected Drone – โดรนบังคับผ่านเครือข่ายมือถือข้ามประเทศ
    การพัฒนาเทคโนโลยีโดรนหรืออากาศยานไร้คนขับ (UAV) เพื่อใช้งานระหว่างประเทศไทยและจีนได้ โดยเป็นโดรนตัวแรกที่ใส่ซิมการ์ด 5G และสามารถ Streaming Video ที่มีความละเอียดสูงกลับมาหาผู้ใช้ได้ทันที
  5. 5G Garage Innovation Lab – พื้นที่ทดลอง ทดสอบ เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม 5G 
    ในการพัฒนาประเทศ ซึ่งประกอบไปด้วยข้อมูลเทคโนโลยีเกี่ยวกับ 5G ที่จะเป็นองค์ความรู้พื้นฐานแบบครบวงจร และUse case ที่มาจากความร่วมมือของผู้ผลิตอุปกรณ์ระดับโลก
  6. 5G IRB 120 – หุ่นยนต์แขนกล
    สามารถนำไปปรับใช้การทำงานได้หลายอย่าง เช่น ควบคุมการทำงานระยะไกลผ่านเครือข่าย ซึ่งจะช่วยให้มนุษย์สะดวกสบายยิ่งขึ้นและไม่จำเป็นต้องลงไปในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง

กล่าวโดยสรุป 5G มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเทคโนโลยี IoT, AI, Big Data ในการพัฒนาประเทศไทยให้เป็น ‘ศูนย์กลางของเมืองอัจฉริยะแห่งภูมิภาคอาเซียน’ ได้อย่างแท้จริง และไม่ว่าเทคโนโลยีหรือการพัฒนาเมืองจะเปลี่ยนไปเช่นไร ผู้ที่สร้างความร่วมมือเพื่อให้เกิดนวัตกรรมและเทคโนโลยีก่อน…ย่อมได้เปรียบ แต่การลงมือทำหรือดิสรัปต์ตัวเองด้วยเทคโนโลยีก่อนนั้น…ได้เปรียบยิ่งกว่า 


มีบทความเกี่ยวกับแผนพัฒนาและการดำเนินงาน 5G ในพื้นที่ต่างๆ ให้ติดตามอีกมาก

สำรวจ ‘ศูนย์ทดสอบ 5G’ ที่ ม.เกษตร ศรีราชา อยากรู้เหมือนกันไหมว่า แต่ละองค์กรใช้ 5G สร้างประโยชน์ด้านใด

เดินหน้า ปั้น Smart Economy & Smart Wellness ดัน ‘เชียงใหม่ สมาร์ทซิตี้’ ให้เติบโตไปให้สุดทาง

พลิกวิกฤตเป็นโอกาสพัฒนาเมือง ‘ภูเก็ต สมาร์ทซิตี้’ ต้นแบบเมืองอัจฉริยะ เพื่อการท่องเที่ยวยั่งยืน

ถอดบทเรียนความสำเร็จ ขอนแก่น สมาร์ทซิตี้ โมเดลพัฒนาเมืองที่สำเร็จได้ด้วยพลังชาวขอนแก่น

อนาคต EEC สมาร์ทซิตี้ที่ ‘คน’ กับ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ จะเดินหน้าไปด้วยกัน


อ้างอิงข้อมูลจาก