นับเป็นข่าวดีที่คำกล่าวที่ว่า ‘คนไทยอ่านหนังสือ ไม่เกิน 8 บรรทัด’ จะถูกลบออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์การอ่านของประเทศไทย แล้วแทนที่ด้วยสถิติใหม่จากผลสำรวจการอ่านของประชากร ประจำปี พ.ศ. 2561 ซึ่งจัดทำโดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมกับ สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ซึ่งจะทำขึ้นทุก 2 ปี เพื่อเอาข้อมูลที่ได้ไปกระตุ้นให้ประชาชนอ่านมากขึ้น และเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้


เปิดผลสำรวจครั้งสำคัญ พลิกความเชื่อ ‘คนไทยอ่านหนังสือ ไม่เกิน 8 บรรทัด’

โดยผลสำรวจที่ค้นพบล่าสุด ในปี 2561 ได้พลิกความเชื่อที่ฝังหัวใครหลายคนมานานที่ว่า ‘คนไทยอ่านหนังสือ ไม่เกิน 8 บรรทัด’ แล้วแทนที่ด้วยสถิติล่าสุด นั่นคือ คนไทยใช้เวลาในการอ่านเฉลี่ย 80 นาทีต่อวัน เพิ่มขึ้นจากการสำรวจครั้งที่ผ่านมาในปี 2558 ซึ่งอยู่ที่ 66 นาทีต่อวัน

การสำรวจครั้งนี้มาจากการเก็บข้อมูลระหว่างเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2561 จากจำนวนครัวเรือนตัวอย่าง 55,920 ครัวเรือนทั่วประเทศ พบว่า ประชากรไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป มีอัตราการอ่าน 78.8% หรือจำนวน 49.7 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ซึ่งอยู่ที่ 77.7% แบ่งเป็นผู้ชาย 79.7% และผู้หญิง 77.9%

ส่วนจังหวัดที่มีการอ่านมากที่สุด 10 อันดับ คนเมืองหลวงยังครองแชมป์นักอ่าน โดย กรุงเทพมหานครมีคนอ่านหนังสือมากถึง 92.9% ตามมาด้วย สมุทรปราการ 92.7% ภูเก็ต 91.3% ขอนแก่น 90.5% สระบุรี 90.1% อุบลราชธานี 88.8% แพร่ 87.6% ตรัง 87.2% นนทบุรี 86.6% และปทุมธานี 86.2% ตามลำดับ


เมื่ออีบุ๊กยึดพื้นที่สิ่งพิมพ์ & กระตุ้นให้คนไทยอ่านเพิ่มขึ้นได้ 80 นาที/วัน

ในส่วนของการสำรวจประเภทสื่อที่ประชาชนไทยอ่าน พบว่า คนยังอ่านหนังสือที่เป็นรูปเล่มและเอกสาร 88% และอีกส่วนหนึ่งเลือกที่จะอ่านจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 75.4% (แบ่งเป็น สื่อสังคมออนไลน์ 68.1% เว็บไซต์ 15.2% หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 6.5% แอปพลิเคชัน 2.5% แอปพลิเคชันไม่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต 1.0% อีเมล 0.8% ซีดี/ดีวีดี 0.3% อื่นๆ 7.2%) ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าสัดส่วนของการอ่านหนังสือและสื่ออิเล็กทรอนิกส์มีสัดส่วนที่ใกล้กันมากขึ้น

รวิวร มะหะสิทธิ์

ที่ผลการสำรวจปรากฎออกมาเช่นนี้ ก็สอดคล้องกันกับสิ่งที่ รวิวร มะหะสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมพ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้แสดงความคิดเห็นไว้ในช่วงเสวนาก้าวข้ามทศวรรษแห่งการอ่านว่า

“ตลาดอีบุ๊กของไทยเริ่มจับต้องได้เมื่อ 8-9 ปีที่แล้ว จนมาในปัจจุบันมีสัดส่วนราว 6-7% ของตลาดหนังสือทั้งหมด แต่อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ อยู่ที่ราวๆ 1,000 ล้านบาท ซึ่งหากเทียบกับธุรกิจหนังสือทั้งหมด ตัวเลขนี้สามารถบ่งบอกถึงพฤติกรรมการอ่านของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป และคนที่อ่านอีบุ๊ก คือ คนที่มีพื้นฐานในการอ่านหนังสือ แต่หันมาอ่านอีบุ๊กเพราะตอบโจทย์หลายด้าน เช่น มีตัวเลือกเยอะกว่า ประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บ เนื้อหาหลากหลายกว่า ผู้เขียนอีบุ๊กสามารถขายหนังสือด้วยตัวเองได้”

และซีอีโอ เมพ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่าปัจจุบัน อีบุ๊กไทยมีจำนวนแสนกว่าเล่ม ทั้งหนังสือแบบเดียวกับขายตามแผง และหนังสือที่ไม่มีขายตามแผง แบ่งเป็น Fiction ได้แก่ นิยายต่างๆ และ Non Fiction คือ ความรู้ สารคดี ซึ่งในส่วนของ Fiction นับว่ามีแนวโน้มการเติบโตที่สูงมากในปัจจุบัน

“โอกาสเติบโตของอีบุ๊กไทย มาจากการเพิ่มขึ้นของนักอ่านและสำนักพิมพ์ นักเขียน และยอดขาย เราเติบโต 2 หลักมาตลอดตั้งแต่ทำธุรกิจ ซึ่งหมายความว่าตลาดนี้ยังไม่อิ่มตัว และยังมีช่องว่างพอสมควรที่จะให้นักอ่านหันมาอ่าน และเป็นลูกค้าอีบุ๊กในระยะยาว นี่คือปัจจัยที่เราต้องคว้าโอกาสนี้ไว้”


แนะทางออก เมื่อผลสำรวจพบว่า เด็กเล็กของไทยกว่า 1.7 ล้านคน ไม่อ่านหนังสือ

ทว่า ในผลการสำรวจเดียวกันนี้ ยังได้เผยผลสำรวจที่น่าเป็นห่วงว่า เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 ปี มีอัตราการอ่านหนังสือ ทั้งที่อ่านเองและพ่อแม่อ่านให้ฟังเพิ่มขึ้น โดยในปี 2556 อยู่ที่ 58.9% ปี 2558 อยู่ที่ 60.2% และปี 2561 อยู่ที่ 61.2% ตามลำดับ และใช้เวลาในการอ่านเฉลี่ย 42 นาทีต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ซึ่งอยู่ที่ 34 นาทีต่อวัน

โดยประเภทสื่อที่เด็กเล็กนิยมอ่าน ได้แก่ หนังสือรูปแบบเล่มอย่างเดียว 56.9% สื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่างเดียว 5.4% และอ่านจากทั้งสองประเภท 37.7%

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือผลการสำรวจที่ระบุว่า ในปี 2561 นอกจากพ่อแม่ผู้ปกครองซื้อหนังสือรูปแบบเล่มให้เด็กเล็กลดลงแล้ว ยังมีเด็กเล็กกว่า 38.8% หรือราว 1.7 ล้านคนที่ไม่อ่านหนังสือ โดยมีสาเหตุที่มาจากผู้ปกครองซึ่งตัดสินแทนเด็กว่า เด็กยังเล็กเกินไป อ่านไม่ออก ชอบดูโทรทัศน์ อ่านได้เพียงเล็กน้อย ไม่ชอบอ่าน และไม่มีหนังสือหรือสื่อที่อ่านได้ ในปัจจุบัน จึงมีความพยายามที่จะรณรงค์ให้ผู้ปกครองอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่ในครรภ์มากขึ้น เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการเรียนรู้ให้เด็กอย่างรอบด้าน

กิตติรัตน์ ปิติพานิช

ไม่ใช่แค่ในกลุ่มเด็กเล็กเท่านั้น แต่มีความพยายามเพิ่มจำนวนคนไทยให้หันมาอ่านหนังสือมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะผลสำรวจนี้ยังคงพบจำนวนประชากรไทยที่ไม่อ่านหนังสือ กว่า 21.2% หรือราว 13.7 ล้านคน โดยในประเด็นนี้ กิตติรัตน์ ปิติพานิช รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้และผู้อำนวยการสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ได้แนะทางออกของปัญหานี้ว่า

“แม้ว่าภาพรวมคนไทยที่อ่านหนังสือกว่า 78.8% แต่ยังเหลืออีกกว่า 21.2% ที่ไม่อ่านหนังสือ ตรงนี้จึงเป็นความท้าทายว่าจะทำอย่างไรถึงจะเพิ่มจำนวนให้ คนไทยอ่านหนังสือ มากขึ้น เพราะยังมีประเด็นที่ยังคงเป็นข้อข้องใจอยู่ว่า ผู้ที่ไม่อ่านหนังสือ ไม่อ่านเพราะอะไร กอปรกับข้อเท็จจริงที่เราต้องยอมรับว่า แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาแต่คนที่เข้าถึงมากน้อยแค่ไหน แต่เรามีร้านหนังสือดีๆมากพอหรือยัง และมีหนังสือหลากหลายแนว ครอบคลุมความต้องการของผู้ผ่านแล้วหรือยัง หากหาคำตอบให้ประเด็นคำถามเหล่านี้ได้ อาจมีผู้สนใจอ่านหนนังสือเพิ่มมากขึ้นก็ได้”

ขณะเดียวกัน กิตติรัตน์ ยังชี้ว่าตอนนี้เป็นช่วงวิกฤตของห้องสมุด เพราะคนเข้าห้องสมุดลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากส่วนใหญ่คนไม่ได้เข้ามาค้นหนังสือ แต่ส่วนใหญ่มานั่งทำงานมากกว่า โดยใช้ห้องสมุดเป็นโคเวิร์คกิ้งสเปซเพิ่มมากขึ้น และต้องการให้ห้องสมุดเป็นแหล่งจัดกิจกรรมอื่นเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ อย่าง การทำเวิร์คชอปงานฝีมือ หรือเวิร์คชอปสอนความรู้เรื่องไอที ดังนั้น การพัฒนาห้องสมุดโดยเพิ่มจำนวนหนังสืออาจจะไม่ใช่คำตอบ แต่การพัฒนาให้ห้องสมุดเป็นพื้นที่การเรียนรู้อย่างแท้จริงน่าจะเป็นคำตอบของโลกอนาคตมากกว่า


ที่มา : เรียบเรียงจาก รายงานข่าว เรื่อง ‘คนไทย อ่านเพิ่มขึ้น 49.7 ล้าน สื่ออิเล็กทรอนิกส์จ่อแซงหนังสือ’ เผยแพร่ใน หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน 2562


ไม่ตกทุกเทรนด์ความนิยมของคนรุ่นใหม่ คลิกอ่านต่อ            

5 กลยุทธ์การตลาดโดนใจ ‘คนขายของออนไลน์’ อยากให้เงินเข้ากระเป๋าตลอดหยุดยาว ลูกค้าไม่หาย ฟังทางนี้!

อีบุ๊ก (E-Book) โอกาสและความท้าทายที่ยังเปิดกว้างสำหรับ ‘ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ไทย’

ถึงเวลาสร้างคนทำงาน สายพันธุ์ ‘Intrapreneur’ ผู้มี ‘ทักษะความเป็นผู้ประกอบการ’ ประดับองค์กร 4.0