“…ในนวนิยายเรื่อง “ยุคเคลือบทอง” หรือ The Gilded Age ผลงานในปี ค.ศ. 1873 ของ มาร์ก ทเวน และชาร์ลสตัน ดัดเลย์ วอร์เนอร์ พบว่า สังคม “ยุคหลังสงครามกลางเมือง” นั้น ทั้งฉูดฉาด ไร้ราคา และเลวร้าย ในหนังสือทฤษฎีของชนชั้นสบาย หรือ Theory of the Leisure Class ผลงานในปี ค.ศ. 1899 ของ นักเศรษฐศาสตร์ ธอสไตน์ เวเบลน สำรวจตรวจสอบ “การบริโภคอย่างโจ่งแจ้ง” ซึ่งบรรดาคนรวยใช้โอ้อวดความมั่งคั่งของพวกเขา และอุปโลกน์ความเหนือกว่าที่สมมุติขึ้นมา ขณะที่หนังสือ การขึ้นมาของซีลาส แลปแฮม หรือ The Rise of Silas Lapham ผลงานในปี ค.ศ. 1885 ของ วิลเลียม ดีน ฮาวเวลส์ นำเสนอความพยายามของเศรษฐีใหม่เจ้าของธุรกิจสี ที่เข้าไปในสังคมบอสตัน แต่ด้วยแรงกดดันของการแข่งขันที่ทารุณ ผลักดันให้เขาล้มละลาย และนวนิยาย “หมึกยักษ์” หรือ The Octopus ผลงานในปี ค.ศ. 1901 ของ แฟรงก์ นอร์ริส ได้ให้คำบรรยายใกล้เคียงเรื่องจริง โดยเล่าถึงความโหดเหี้ยมที่กลุ่มคนสำคัญของการรถไฟแคลิฟอร์เนียบดขยี้เหล่าเกษตรกรที่ท้าทายพวกเขา…”

(สำนวนแปล กีรตยาจารย์และธรรมศาสตราภิชาน ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และ ดร.อาวุธ ธีระเอก จากหนังสือ ประวัติศาสตร์อเมริกา: ความรู้ฉบับพกพา แปลจาก AMERICAN HISTORY: A VERY SHORT INTRODUCTION ผลงานการเขียนของศาสตราจารย์กิตติคุณเมิร์ลเคอร์ติแห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน ดร.PAUL S. BOYER)


เป็นเวลากว่า 30 ปี นับเนื่องตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ. 1866 ถึงราวปี ค.ศ. 1900 ที่ “สหรัฐอเมริกา” ได้ประกาศกร้าวถึงแนวนโยบายใหม่ในการฟื้นฟูประเทศ สืบเนื่องจากความบอบช้ำจากการสู้รบกับคนพื้นเมือง สู่ประเด็นความขัดแย้งในประเด็น “การค้าทาส” ได้เจือจางลงหลังจาก “สงครามกลางเมือง” ได้สิ้นสุดลง และ “การเลิกทาส” ก็ประสบผลสำเร็จ ซึ่งผลักดันให้ “สหรัฐอเมริกา” ก้าวเข้าสู่ “ยุคทองของการพัฒนาเศรษฐกิจ”

ดังที่กล่าวไว้ในชุดบทความ “สำรวจ Gloryland ในวันที่อำนาจสั่นคลอน (ตอนที่ 8)” ว่า “เข็มมุ่ง” ของสังคมอเมริกันในตอนนั้น “ธงนำ” คือ “การปฏิวัติอุตสาหกรรม” ทำให้ปัญหา “การเหยียดผิว” ได้ “ถูกผลักให้ไปอยู่ด้านหลัง” ขณะที่ “ฉากหน้า” คือการนำเสนอ “ความสำเร็จของการปฏิวัติอุตสาหกรรม”

“…คนอเมริกันจำนวนมาก ภาคภูมิใจในการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของประเทศหลังสงครามกลางเมือง และโดยแท้จริงแล้ว การพัฒนาอุตสาหกรรมทำให้ความเป็นอยู่ทางวัตถุดีขึ้น ทว่า เกิดผลกระทบที่ตามมาในหลายทาง ทั้งการเมือง สังคม และระหว่างประเทศ พิสูจน์ว่ามันได้สร้างหายนะ รวมถึงการขูดรีดกรรมกร โรงงานที่อันตราย สลัมในเมือง การแบ่งแยกชนชั้นอย่างสุดขั้ว และระบบการเมืองที่สยบต่อชนชั้นธุรกิจ สำหรับคนแอฟริกันอเมริกัน ลัทธิเหยียดเชื้อชาติที่แผ่ซ่านไปทั่วเท่ากับเป็นการเยาะเย้ยผลของชัยชนะที่ได้จากสงครามกลางเมือง สำหรับสตรี ผลกระทบจากระเบียบใหม่อย่างมากก็มีทั้งเรื่องดี-ร้ายผสมกัน ในปี ค.ศ. 1900 หลังผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมมาหลายทศวรรษ เมืองก็เจริญเติบโตขึ้น และอเมริกามีบทบาทนอกประเทศมากขึ้น ร้อยละ 40 ของคนอเมริกันมีชีวิตในความยากจน ขณะที่กองทหารสหรัฐฯ ต่อสู้กับนักรบเพื่อเสรีภาพในฟิลิปปินส์ หากทิศทางข้างต้นยังดำเนินต่อไป กวี “วอลต์ วิตแมน” เขียนในปี ค.ศ. 1879 ว่า “…โครงการทดลองมหาชนรัฐของเรา แม้ดูภายนอกอาจประสบความสำเร็จ แต่ในใจกลางนั้น คือความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง…” เมื่อศตวรรษใหม่ทอแสง ความไม่พอใจต่อทิศทางของประเทศที่สะสมกันมา ย่อมเป็นเชื้อเพลิงจุดกระแสการปฏิรูปขึ้นมาอีกครั้ง…”

มีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งซึ่งฉายภาพ “ยุคทองของการพัฒนาเศรษฐกิจ” ได้อย่าง Classic หนังเรื่องนั้นมีชื่อว่า Citizen Kane แม้จะเป็นภาพยนตร์ที่สร้างและออกฉายเมื่อต้นทศวรรษที่ 1940 ทว่า เนื้อหาของเรื่องย้อนกลับไปในราวปี ค.ศ. 1871 และเรื่องราวได้บรรจบลงในประมาณปี ค.ศ. 1929

Citizen Kane เล่าถึงเรื่องราวของนักหนังสือพิมพ์ผู้มีชื่อว่า Jedediah Leland ที่กำลังทำข่าวซีฟ หรือ Exclusive News ว่าด้วยเงื่อนงำการเสียชีวิตของ Charles Foster Kane เจ้าพ่อสื่อผู้ทรงอิทธิพล เจ้าของธุรกิจสื่อขนาดยักษ์ใน “สหรัฐอเมริกา” โดยนำเค้าโครงมาจากชีวิตของ William Randolph Hearst นักหนังสือพิมพ์ชาวอเมริกันที่มีชีวิตอยู่ในช่วง “ยุคทองของการพัฒนาเศรษฐกิจ” ซึ่งดูเหมือน Jedediah Leland จะมีเบาะแสเดียวให้เขาติดตาม นั่นคือ Rosebud คำสั่งลาก่อนเสียชีวิตของ Charles Foster Kane ซึ่งเต็มไปด้วยปริศนาที่ต้องถอดรหัสกันหลายชั้น ซึ่งโดยนัยก็คือการวิพากษ์สังคมอเมริกันในห้วงเวลานั้นที่สับสนวุ่นวายและสลับซับซ้อนไปด้วยปัญหาระหว่างชนชั้น

Citizen Kane เขียนบท กำกับการแสดง อำนวยการสร้าง และแสดงนำโดย Orson Welles ได้รับการยกย่องให้เป็นภาพยนตร์อันดับ 1 ในรอบ 100 ปีแห่งการถือกำเนิดภาพยนตร์

ในโลกแห่งความเป็นจริง นอกจาก “สหรัฐอเมริกา” จะเผชิญหน้ากับ “ปัญหาภายใน” ที่ยืดเยื้อเรื้อรังมาอย่างยาวนาน คือ “ปัญหาการเหยียดผิว” ที่พัฒนามาสู่ “ปัญหาทางชนชั้น” ระหว่างชนชั้นแรงงานกับชนชั้นนายทุน ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของ “ชนชั้นกลาง” อันแข็งแกร่งของ “สหรัฐอเมริกา” แล้ว “สหรัฐอเมริกา” ยังต้องเผชิญหน้ากับ “ปัญหาภายนอก” ที่เริ่มคุกรุ่นและก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ในยุโรป

นั่นคือ “สงครามโลกครั้งที่ 1”

“…ในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1914 “อาร์ช ดยุก ฟรานซ์ เฟอร์ดินาน แห่งออสเตรีย” เสด็จเยือนบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีน่า ที่เพิ่งถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของออสเตรีย ขณะที่ “อาร์ช ดยุก” และพระชายา เสด็จเมืองซาราเยโว ชาวเซิร์บในบอสเนียผู้ไม่พอใจการผนวกดินแดน ได้สั่นกระสุนสังหารทั้งสองพระองค์ เป็นเหตุให้ออสเตรียประกาศสงครามกับเซอร์เบียทันที รัสเซียเข้าร่วมกับฝ่ายเซอร์เบีย ส่วนประเทศอื่นๆ ในยุโรปที่มีสนธิสัญญาลับผูกพันกัน ต่างก็เข้าร่วมสงคราม โดยแบ่งเป็น “ฝ่ายสัมพันธมิตร” ได้แก่ ฝรั่งเศส อังกฤษ และรัสเซีย กับ “ฝ่ายมหาอำนาจกลาง” ได้แก่ เยอรมนี และออสเตรีย-ฮังการี โดยในระยะแรก อิตาลี วางตัวเป็นกลาง ก่อนเข้าร่วมกับ “ฝ่ายสัมพันธมิตร” ในปี ค.ศ. 1915 ในไม่ช้า สถานการณ์ก็เข้าสู่ภาวะเลวร้าย เมื่อต่างฝ่ายได้แต่ยันกันไปมาไม่สิ้นสุด ด้วยรูปแบบ “สงครามสนามเพลาะ” ที่มีแนวคดเคี้ยวตั้งแต่เบลเยียมไปจนถึงสวิตเซอร์แลนด์ การรบในสมรภูมิเมืองแวร์ดิง ฝั่งแม่น้ำเมิส ที่ยืดเยื้อโดยหาผู้แพ้ผู้ชนะไม่ได้มาตลอดปี ค.ศ. 1916 ซึ่งได้คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 300,000 คน…”


สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน (ตอนที่ 10) กันต่อ

สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน (ตอนที่ 10)