Digital Disruption หรือ ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ยังเป็นคำที่เราจะได้ยินกันอีกพักใหญ่ เพราะดิจิทัลเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉม รวดเร็ว และรุนแรง ทั้งในด้านเทคโนโลยี ธุรกิจ อุตสาหกรรม สังคม โดยในด้านอุตสาหกรรม กระเทือนทั่วทั้งอุตสาหกรรมการผลิต ค้าปลีก การขนส่งโลจิสติกส์ ธนาคาร การศึกษา สื่อ ความบันเทิง ฯลฯ


‘โลจิสติกส์’ กำลังเผชิญความท้าทายด้านใดบ้าง?

เว็บไซต์สาลิกาเผยแพร่บทความด้านความท้าทายของธุรกิจค้าปลีก การผลิต การศึกษา สื่อ ฯลฯ ในยุคดิจิทัลไว้หลายบทความ บทความนี้จึงพาไปทำความเข้าใจสมรภูมิรบของธุรกิจโลจิสติกส์ที่ต้องปรับตัวและแข่งขันกันอย่างหนักหน่วง ผ่านสายตาและการวิเคราะห์ของผู้ที่อยู่ในแวดวงเทคโนโลยีและโลจิสติกส์ ปิยวดี หงษ์ภักดี ผู้อำนวยการส่วนผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ บริษัท จีไอเอส จำกัด ผู้ให้บริการ นอสตร้า โลจิสติกส์ (Nostra Logistics) ระบบภูมิสารสนเทศแบบครบวงจร (Geographic Information Systems – GIS One Stop Services) ภายใต้กลุ่มบริษัทซีดีจี 

nostra logistics

ปิยวดีวิเคราะห์ว่า พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปและรูปแบบธุรกิจที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ต้องเผชิญกับความท้าทาย 5 ประการ ดังนี้

 1. ด้านการลดต้นทุนค่าขนส่ง 

‘เทคโนโลยีและข้อมูล’ กำลังมีบทบาทครั้งใหญ่ในการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของการบริหารจัดการงานขนส่งและกลุ่มธุรกิจรถในอุตสาหกรรมการขนส่งและโลจิสติกส์ ประโยชน์ที่เห็นชัดเจน คือ องค์กรที่สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีกว่าจะได้เปรียบบนสนามแข่งขัน การใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์และวางแผนงานจัดส่งสินค้าและบริหารบุคลากรเพื่อลดค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองต่างๆ จึงมีความสำคัญ ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านั้นต่างมีที่มาจากการวางแผนการวิ่งรถ เช่น 1) การวางแผนการจัดสินค้าและการใช้รถ 2) การเลือกเส้นทางขนส่งที่ใช้ระยะทางและเวลาน้อยที่สุด 3).การขับรถในระดับความเร็วที่เหมาะสม เพื่อประหยัดน้ำมัน 4) การขับรถถูกวิธี ไม่เร่งกระชากหรือเร็วเกินกำหนดก็ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลงได้มาก และช่วยยืดเวลา รักษาประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ให้ใช้งานยาวนานขึ้น

 2. การบริหารจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาล 

‘เทคโนโลยีและข้อมูล’ จะเข้ามาช่วยผู้ประกอบธุรกิจขนส่งได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยในประเทศไทยมีกฎเรื่องการติดตั้งจีพีเอสในรถโดยสารและรถขนส่งเพื่อติดตามและเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนมาได้ 2-3 ปีแล้ว จีพีเอสจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ที่ใหม่กว่านั้นคือ เทเลเมติกส์ (Telematics) เทคโนโลยีที่ใช้สื่อสาร รับและส่งข้อมูลต่างๆ ระหว่างรถขนส่งสินค้าและผู้ควบคุมงานจัดส่ง เช่น ตำแหน่งรถ ความเร็วในการขับรถ การหยุดนิ่ง-จอด การเบรก การแซง ปริมาณน้ำมันที่เหลือ อุณหภูมิห้องเก็บความเย็น

กรณีตัวอย่างคือ หลังจากที่จีไอเอสเปิดตัวเทคโนโลยีโซลูชัน NOSTRA Telematics ปลายปี 2561 บริษัทขนส่งหลายแห่งเริ่มนำ เทคโนโลยีเทเลเมติกส์ (Telematics) เข้าไปทดลองใช้ในการจัดการงานขนส่ง นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยีอื่นร่วมด้วย เช่น Internet of Thing, Cloud Service, Big Data Analytics เพื่อการรับ-ส่งข้อมูล การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลในแบบเรียลไทม์ โดยจะได้แหล่งข้อมูลมหาศาล (Big Data) ที่สามารถนำมาวิเคราะห์ได้ทุกวันเพื่อการวางแผนการใช้รถและประเมินพฤติกรรมการขับรถ นำไปปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด อีกทั้งช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายลงได้จริงจากการติดตามและวางแผนการใช้รถที่เหมาะสมได้

https://www.geotab.com/blog/what-is-telematics/
Source : www.geotab.com

รู้เพิ่มเกี่ยวกับ ‘เทเลเมติกส์’

เทเลเมติกส์ คือโซลูชันที่เก็บรวมรวบและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างรถยนต์และผู้ใช้รถให้เป็นหนึ่งเดียวผ่านเทคโนโลยี IoT โดยการเชื่อมต่อและผสมผสานอุปกรณ์หลายชนิดเข้าด้วยกัน สื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตและส่งข้อมูลไปรวบรวมไว้ที่ Cloud Server ทำให้เกิดการวิเคราะห์ Big Data สำหรับการบริหารจัดการในธุรกิจยานยนต์และการขนส่ง ซึ่งการนำเทคโนโลยีเทเลเมติกส์มาใช้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อความปลอดภัยของคนขับรถและการบำรุงรักษายานยนต์ รวมทั้งชะลอความสึกหรอของเครื่องยนต์

ตัวอย่างการวิเคราะห์ข้อมูล Big Data ผ่านเทคโนโลยีเทเลเมติกส์ อาทิ การจัดการความเสี่ยงจากพฤติกรรมการขับรถ (Risk Management) การจัดเส้นทางการเดินรถ (Routing Optimization) การประเมินความเสียหายและการบำรุงรักษารถ (Breakdown and Maintenance Management)

เทเลเมติกส์’ คำนี้มาจากไหน

คำว่า Telematics มาจากการผสมผสานของวิทยาศาสตร์ในด้านการสื่อสารโทรคมนาคมและสารสนเทศในช่วงทศวรรษ 1960 เมื่อกระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา พัฒนาระบบ GPS เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ในสหรัฐอเมริกาและปรับปรุงการสื่อสารในสนามรบ โดยพัฒนาเทคโนโลยีที่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน 3 องค์ประกอบ ได้แก่ อินเทอร์เน็ต, GPS และการสื่อสารระหว่างเครื่องกับเครื่องจักร (M2M) ต่อมามีการผนวก Telematics กับการประมวลผลข้อมูล ทำให้เกิดระบบอัตโนมัติในยานพาหนะ อาทิ การสื่อสารเพื่อความปลอดภัยแบบไร้สายผ่านระบบนำทาง GPS โทรศัพท์มือถือแบบแฮนด์ฟรี ระบบช่วยเหลือการขับขี่อัตโนมัติ


 3. การให้บริการตามความต้องการเฉพาะ (Customized รervices) 

ธุรกิจแต่ละประเภทมีความต้องการหรือความมุ่งเน้นของลูกค้าแตกต่างกัน เทคโนโลยีจึงต้องสามารถพัฒนาและต่อยอดเพื่อให้ตรงตามความต้องการและสามารถแก้ไขปัญหาของธุรกิจแต่ละประเภทได้ เทคโนโลยีจีไอเอสจึงได้รับการออกแบบโซลูชันที่เหมาะสมกับการทำงานของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม

เช่นที่ระบบ NOSTRA Logistics ออกโซลูชันเฉพาะสำหรับองค์กรที่มีรถรับ-ส่งพนักงานที่เป็นโมบายล์แอปพลิเคชันเรียกว่า Bus on Mobile Service (BOMs) ซึ่งใช้เทคโนโลยีผสานกันระหว่างระบบติดตามรถด้วย GPS Tracking, Telematics, Internet of Things (IoT) และ Big Data Analytics เพื่อให้ผู้บริหารจัดการรถรับส่งพนักงาน และพนักงานผู้ใช้รถสามารถติดตามข้อมูลรถได้แบบเรียลไทม์

ในด้านฟังก์ชันการทำงานนั้น ครอบคลุมตั้งแต่วางแผนเส้นทางเดินรถจนถึงการออกรายงาน โดยผู้บริหารรถรับส่งสามารถทำงานบนเว็บแอปพลิเคชันตั้งแต่การสร้างเส้นทางและจุดรับส่งของรถแต่ละคัน การติดตามและตรวจสอบตำแหน่งรถ ณ ปัจจุบัน ระบบการจองรถด้วยตัวเองสำหรับผู้ใช้รถ ตลอดจนรายงานสรุปต่างๆ และสำหรับผู้ใช้รถก็สามารถดูข้อมูลตารางเดินรถพร้อมเส้นทางและจุดจอด ตำแหน่งรถปัจจุบันบนแผนที่ ตำแหน่งจุดจอดรถที่ใกล้ที่สุด และจองรถรับส่งผ่านระบบได้เองผ่าน BOMs

 4. การบริหารบุคลากร 

แรงงานหนุ่มสาวไม่นิยมทำงานในองค์กรที่ไม่เห็นความสำคัญของการใช้เทคโนโลยี ในธุรกิจด้านการขนส่ง เทคโนโลยีจะมาช่วยบริหารจัดการเวลาทำงานของบุคลากรได้ เช่น พนักงานขับรถต้องขับต่อเนื่องไม่เกิน 4 ชั่วโมง หรือตัวอย่างของโซลูชันสำหรับองค์กรที่มีรถรับ-ส่งพนักงานที่เรียกว่า Bus on Mobile Service (BOMs) ประโยชน์ของการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยในการทำงานของรถรับส่งพนักงานคือ องค์กรมีเครื่องมือที่ใช้สื่อสารเพื่อการจัดบริการรถพนักงาน สามารถติดตามรถได้ตลอดเวลาแบบเรียลไทม์ ทั้งยังสามารถวัดผลจากเกณฑ์ที่กำหนดหรือ KPI สำหรับพนักงานขับรถหรือผู้รับจ้างให้บริการรถด้วยข้อมูลที่ได้จากการบันทึกเวลาและพฤติกรรมการขับรถของพนักงานขับรถที่จัดเก็บไว้ในระบบได้อีกด้วย

 5. การปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ จากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป 

ตั้งแต่ปี 2559 ที่ภาครัฐมีโครงการมั่นใจทั่วไทย สนับสนุนให้ผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถโดยสารและรถบรรทุกตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ติดตั้งระบบ GPS Tracking ซึ่งจากข้อมูลจากกรมขนส่งทางบกพบว่า

เดือนมกราคม 2561 มีรถโดยสารและรถบรรทุกที่ติดตั้งระบบ GPS Tracking และเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์บริหารจัดการเดินรถระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบกจำนวนทั้งสิ้น 316,562 คัน

นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกยังรณรงค์ให้ผู้บริโภคเลือกใช้บริการเดินรถของผู้ประกอบการที่มีความเป็นมืออาชีพ ประวัติการเดินรถดี มีการตรวจสภาพความพร้อมของรถและพนักงานขับรถเพื่อความปลอดภัยตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด มีการติดตั้ง GPS Tracking เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมการขับขี่และการใช้ความเร็วของรถได้แบบเรียลไทม์

“จาก 5 ความท้าทายดังกล่าว ธุรกิจโลจิสติกส์จึงเริ่มปรับตัวมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้นกว่า 30%  โดยกรณีศึกษาของบริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่ของประเทศไทยพบว่า การติดตั้ง Connected GPS ทำให้บริษัทสามารถลดการใช้เชื้อเพลิงได้เกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ และด้วยปัจจัยดังกล่าว กรมการขนส่งทางบกจึงออกกฎข้อบังคับให้รถบรรทุกและรถโดยสารสาธารณะทุกคันต้องติดตั้งระบบ Connected GPS ภายในปี 2562”  ปิยวดีกล่าวถึงประโยชน์ของการใช้เทคโนโลยี


เทียบความได้เปรียบ – เสียเปรียบของสองกลุ่มผู้ให้บริการ

นางสาวปิยวดี หงษ์ภักดี บริษัท จีไอเอส จำกัด นอสตร้า โลจิสติกส์
ปิยวดี หงษ์ภักดี ผู้อำนวยการส่วนผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ บริษัท จีไอเอส จำกัด

ผู้อำนวยการส่วนผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ บริษัท จีไอเอส ยังอธิบายเพิ่มเกี่ยวกับกลุ่มผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ว่า กลุ่มแรก ผู้ประกอบการ SME ที่เรียกว่า Second Party Logistics (2PL) หรือ ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ขั้นพื้นฐาน เป็นกลุ่มที่เน้นรับจ้างขนส่งจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ไม่มุ่งเน้นการจัดการด้านคลังสินค้าและจุดกระจายสินค้าซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการบริหารต้นทุนค่าขนส่ง

ขณะที่ กลุ่มที่ 2 ผู้ประกอบการ Third Party Logistics (3PL) หรือ ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจร มุ่งเน้นและพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้การจัดการคลังสินค้าและจุดกระจายสินค้าเชื่อมต่อกับกิจกรรมการขนส่งอย่างเป็นระบบด้วยการใช้อินเทอร์เน็ต หรือ IoT ช่วยให้การจัดการงานโลจิสติกส์ทั้งระบบมีประสิทธิภาพสูงขึ้น รวมถึงการใช้ดิจิทัลช่วยจัดการธุรกิจในพื้นที่ที่ตนเองมีต้นทุนสูงผ่านการทำงานในเครือข่ายพันธมิตร เพื่อลดต้นทุนการขนส่งในส่วนที่จัดการเองได้ยาก ส่งผลให้มีศักยภาพทางธุรกิจมากกว่าผู้ประกอบการที่ใช้เทคโนโลยีการขนส่งต่ำหรือเน้นการขนส่งแบบดั้งเดิม

คำแนะนำสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก Digital Disruption 

  • ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าเพียงอย่างเดียว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลือกใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยในการจัดการธุรกิจขนส่ง เพื่อช่วยบริหารด้านต้นทุนขนส่งให้ต่ำลง ลดค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองให้มากที่สุด และเพื่อรองรับตลาดโลจิสติกส์ที่กำลังเติบโตในยุคดิจิทัล เช่น ตลาดอีคอมเมิร์ซ โดยอาจปรับเปลี่ยนและพัฒนาเทคโนโลยีเข้าสู่รูปแบบ e-Logistics ก็จะช่วยสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบได้เร็วขึ้้น
  • ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าควรเลือกและประยุกต์ใช้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้การบริหารจัดการธุรกิจขนส่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในด้านเวลา ความเร็ว ความถูกต้อง และใช้ต้นทุนที่ต่ำลงในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ ระบบจัดการงานขนส่งและคลังสินค้าด้วย Connected GPS, Telematics, Internet of Thing (IoT), Big Data Analytics และ Cloud Computing 

อ้างอิงข้อมูลเพิ่มเติม