“…หนังสืออันมีค่าเล่มนี้ ข้าพเจ้าพบที่ไหนเป็นซื้อทุกที ซื้อซ้ำซาก เพราะกลัวจะสูญหาย เอาไว้หัวนอนหนึ่งเล่ม เก็บในตู้หนึ่งเล่ม วางไว้ใกล้ตัวเพื่อจะหยิบอ่านได้ทันทีหนึ่งเล่ม…” อาจินต์ ปัญจพรรค์: ฟ้าเมืองไทย, 30 กันยายน 2519.


“หนังสืออันมีค่า” เล่มดังกล่าว ที่ “อาจินต์ ปัญจพรรค์” เอ่ยถึงก็คือ “แนวรบด้านตะวันตก เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง” หนังสือที่ “หม่อมเจ้าขจรจบกิตติคุณ กิติยากร” ทรงแปลจากวรรณกรรมเรื่อง All Quiet on the Western Front ประพันธ์โดย Erich Maria Remarque นามปากกาของ Erich Paul Remarque นักเขียนชาวเยอรมันที่เข้าร่วมรบใน “สงครามโลกครั้งที่ 1”

ทันทีที่วางจำหน่ายในเยอรมนี ก็ทำยอดขายไปได้ถึง 1 ล้านเล่มในปี ค.ศ. 1928 ก่อนที่จะได้รับการแปลเผยแพร่ออกไปมากถึงกว่า 50 ภาษา โดยฉบับภาษาไทย ได้รับการตีพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2578 โดยสำนักพิมพ์ “โชติ แพร่พันธุ์”

“…ข้าพเจ้ายังหนุ่ม อายุเพียงยี่สิบปี แต่กระนั้นข้าพเจ้าไม่รู้จักชีวิตอย่างอื่นเลย นอกจากความเศร้า ความตาย ความกลัว และเครื่องประดับที่ใช้โรยหน้าอบายแห่งความทุกข์ข้าพเจ้าเห็นแล้วว่าคนเราได้ถูกยุให้เกลียดกันเองอย่างไร และโดยเงียบๆ โดยความเขลา โดยความบ้า โดยคำสั่ง ตามคำสั่ง และอย่างไม่เดียงสา ฆ่ากันเอง ทำลายกันเอง…”

Erich Paul Remarque เปิดเรื่องด้วยกระแสสำนึกของตัวละครเอก Paul Bäumer ดูจากชื่อก็อาจบ่งบอกได้ว่า นี่คือตัวของ Erich เอง

Paul Bäumer เด็กนักเรียนชั้นมัธยมปลายชาวเยอรมันที่ถูกเกณฑ์ให้เข้าร่วมสมรภูมิ “สงครามโลกครั้งที่ 1” เขารู้ทันทีว่า เมื่อวันเวลาผ่านไปวัยหนุ่มที่สดใสของเขากำลังจะถูกทำลายลงทีละน้อยจากสงคราม

ขณะนั้น เยอรมนีเป็นผู้นำของ “ฝ่ายมหาอำนาจกลาง” อันประกอบด้วย เยอรมนี และออสเตรีย-ฮังการี ส่วน “ฝ่ายสัมพันธมิตร” ได้แก่ ฝรั่งเศส อังกฤษ รัสเซีย รวมถึง อิตาลี

ความโหดร้ายของ “สงครามโลกครั้งที่ 1” คือรูปแบบ “สงครามสนามเพลาะ” ที่มีแนวคดเคี้ยวตั้งแต่เบลเยี่ยมไปจนถึงสวิตเซอร์แลนด์


“…วันที่ 2 เมษายน ปี ค.ศ. 1917 ประธานาธิบดี Woodrow Wilson เรียกร้องให้ประกาศสงครามและตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับเยอรมนี รัฐสภาสหรัฐฯ ทั้งวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร ต่างมีมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น รัฐสภาสหรัฐฯ ผ่านกฎหมายการเกณฑ์ทหารออกมาเป็นมาตรการแรก กำลังพลอาสา และกองกำลังพิทักษ์ชาติ จำนวน 1.3 ล้านคน ร่วมกับทหารที่ถูกเกณฑ์เข้ามาอีก 3 ล้านคน ได้เข้าประจำการในกองทัพ ในจำนวนนี้มีคนแอฟริกันอเมริกัน 260,000 และชนพื้นเมือง 12,000 คน กองทหารสหรัฐฯ ชุดแรกในชื่อกองกำลังรบนอกประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร หรือ AEF (Allied Expeditionary Force) เดินทางถึงฝรั่งเศส เมื่อเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1917 ช่วงเวลาเดียวกับที่ฝ่ายปฏิวัติบอลเชวิก หรือคอมมิวนิสต์เข้ายึดอำนาจ และนำประเทศรัสเซียถอนตัวจากสงคราม ซึ่งเท่ากับปลดภาระให้เยอรมนี ถอนกำลังไปสู้ศึกยัง “แนวรบด้านตะวันตก” อย่างเต็มที่…”

“…ผู้บัญชาการกองกำลัง AEF คือนายพล John Pershing เป็นเรื่องตลกร้ายที่เขามีบรรพบุรุษเป็นผู้อพยพชาวเยอรมันที่มีสกุลดั้งเดิมว่า Pfoersching โดย John Pershing คัดค้าน ไม่ให้ผนวกกองกำลัง AEF เข้ากับกองทหารของฝรั่งเศสและอังกฤษ เพราะรังเกียจยุทธวิธี “สงครามสนามเพลาะ” ที่ไม่คืบหน้าไปไหน เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรตัดสินใจผนึกกำลังกันภายใต้การบังคับบัญชาของฝรั่งเศสในต้นปี ค.ศ. 1918 สหรัฐฯ กลับแยกหน่วยสู้รบมาต่างหาก เดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 1918 กองกำลัง AEF ร่วมปฏิบัติการที่เมือง Amiens ฝั่งแม่น้ำ Somme ทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส เพื่อต้านทานการรุกครั้งสำคัญของเยอรมนีช่วงฤดูใบไม้ผลิ ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน กองกำลัง AEF ช่วยขับไล่การรุกรานของเยอรมนีที่บุกมาทางตอนใต้ของเมือง Amiens ส่วนทางตะวันออกที่ห่างออกไปตามแนวแม่น้ำ Marne กองทัพเยอรมนีได้บุกเข้ามาในระยะ 50 ไมล์ก่อนถึง Paris กองกำลัง AEF อีกเช่นกันที่มีบทบาทสำคัญในการหยุดยั้งการบุกของเยอรมนีรองเมือง Rheims ย่าน Chateau-Thierry และ Belleau Wood พื้นที่ใกล้เคียงปกคลุมไปด้วยป่า…”

“…ขณะที่การตีโต้ของฝ่ายสัมพันธมิตร ช่วยผลักเยอรมนีให้ถอยร่นไปทางตะวันออก สถานการณ์การสู้รบก็เริ่มพลิกผัน กองกำลัง AEF มากกว่า 250,000 นาย สู้รบในแนวหน้าตั้งแต่เขตแม่น้ำ Somme ถึงแม่น้ำ Marne ในสมรภูมิสำคัญรอบย่าน St. Mihiel และสิ้นสุดที่ยุทธการ Meuse-Argonne โดยต้อนข้าศึกจนล่าถอยไปทางเหนือ ผ่านแนวป่า Argonne แล้วเข้ายึดชุมทางรถไฟที่เป็นสถานีใจกลางย่าน Sedan เมื่อถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1918 เยอรมนีประกาศยอมจำนนในที่สุด…”

(สำนวนแปล กีรตยาจารย์และธรรมศาสตราภิชาน ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และ ดร.อาวุธ ธีระเอก จากหนังสือ ประวัติศาสตร์อเมริกา: ความรู้ฉบับพกพา แปลจาก AMERICAN HISTORY: A VERY SHORT INTRODUCTION ผลงานการเขียนของศาสตราจารย์กิตติคุณเมิร์ลเคอร์ติแห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน ดร.PAUL S. BOYER)


“…โอ้เพื่อนเอย…ข้าไม่อยากจะฆ่าเจ้าเลย ถ้าเจ้าจะกระโดดลงหลุมนี้อีกครั้ง ข้าจะไม่แทงเจ้า…อภัยข้าเถิดเพื่อนเอ๋ย…เราทุกคนมักมองเห็นความจริงเมื่อสาย ทำไมเขาไม่บอกเราเสียก่อน ว่าเขาก็เป็นมนุษย์ที่น่าสงสารเช่นเดียวกับเรา มารดาของเจ้าคงจะวิตกทุกข์ร้อนอย่างเดียวกับมารดาของข้า…อภัยข้าเถิดเพื่อนเอ๋ย…เจ้าคงจะไม่เป็นศัตรูของข้า หากเราต่างทิ้งปืนและถอดเครื่องแบบ เจ้ากับข้าก็คือพี่น้องกัน…”

นี่คือฉากประทับใจในภาพยนตร์เรื่อง All Quiet on the Western Front ผลงานกำกับการแสดงของ Lewis Milestone ดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์จากวรรณกรรมชื่อเดียวกัน เป็นหนังที่ออกฉายในปี ค.ศ. 1930 กระแสสำนึกข้างต้นเป็นของ Paul Bäumer เกิดขึ้นหลังจากที่เขาใช้ดาบปลายปืนแทงทหารฝรั่งเศสนายหนึ่งจนเสียชีวิต

อย่างไรก็ดี ทั้งคู่ต้องติดอยู่ใน “สนามเพลาะ” ขณะที่ Paul Bäumer ครุ่นคิดในกระแสสำนึก ผจญกับความสับสนในตนเอง เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความถูกต้องของสงคราม พร้อมๆ กับจ้องมองร่างไร้วิญญาณที่แน่นิ่งอยู่ตรงหน้า


ย้อนอ่านตอนที่ผ่านมา

สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน (ตอนที่ 9)