ประเด็นความท้าทายของเมืองพัทยามีหลายมิติทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม ตลอดจนการปรับตัวของผู้คนสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) และอื่นๆ ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงการพัฒนาอย่างไร้ขีดจำกัด จึงทำให้การพัฒนาเมืองทางกายภาพเกิดอัตราเร่งเป็นอย่างมาก มีทั้งข้อมูลเมืองที่สลับซับซ้อน ต้องใช้กระบวนการทางดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยลดช่องว่างในการบริหารงานของรัฐบาลแบบดั้งเดิมได้ (Smart Government) เพราะต้องนำเข้าข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และกระบวนการวิเคราะห์แบบหลายชั้นข้อมูล (Multilayer Analytics) เพื่อทำให้เกิดสารสนเทศ (Information) ในการช่วยตัดสินใจ (Decision Support System) ในการพัฒนาเมืองให้ตอบสนองต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนและนักท่องเที่ยว


MOU พลิกโฉมเมืองพัทยา

ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน นีโอพัทยา (NEO Pattaya) สู่การเป็น พัทยา สมาร์ทซิตี้ (Pattaya Smart City) จำเป็นต้องอาศัยหลักการทางภูมิสารสนเทศศาสตร์เข้ามาบริหารจัดการ ซึ่งสนธยา คุณปลื้มนายกเมืองพัทยา ยอมรับว่า พัทยายังขาดระบบจัดเก็บและประมวลข้อมูลข่าวสารที่จะรองรับการพัฒนาระดับนานาชาติที่จะเข้ามาในพัทยาทั้งสมาร์ทซิตี้และอีอีซี ยกตัวอย่างปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นหลังฝนตกหนัก เราจะรู้เฉพาะเมื่อน้ำมาอยู่บนถนน แต่เส้นทางจากต้นทางของน้ำ ความลาดชันเป็นอย่างไร จะดักน้ำได้ที่ไหน เรายังไม่มีข้อมูลเพียงพอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยหลักการเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาบริหารจัดการ

ความมุ่งมั่นในการพัฒนาพัทยาจึงนำมาสู่การลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่าง ‘เมืองพัทยา’ กับ ‘มหาวิทยาลัยบูรพา’ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2562 โดยนายกเมืองพัทยาลงนามร่วมกับ รองศาสตราจารย์สมนึก ธีระกุลพิสุทธิ์ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อธิการบดี มหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการความรู้ เทคโนโลยีเชิงพื้นที่ และประสบการณ์การบริหารงานด้วยศักยภาพของทรัพยากรที่แต่ละฝ่ายมีอยู่ เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ นีโอพัทยา สู่การเป็น ‘พัทยา สมาร์ทซิตี้’

โดยศูนย์ภูมิภาคเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศภาคตะวันออก (ศทอภอ.) คณะภูมิสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จะพัฒนาศูนย์ข้อมูลภูมิสารสนเทศขนาดใหญ่ (Big Geospatial Data Center) และการพัฒนาแผนแม่บทเมืองพัทยาสู่ยุคดิจิทัล 4.0 (Digital Transformation) เพื่อเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการเมืองพัทยาในด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และ การบริหารจัดการ

ความร่วมมือครั้งนี้มีความสำคัญอย่างสูงต่ออนาคตการพัฒนาของเมืองพัทยา เนื่องจากพัทยายังขาดระบบจัดเก็บและประมวลข้อมูลข่าวสารที่จะรองรับการพัฒนาระดับนานาชาติ ซึ่งจะเข้ามาในพัทยาทั้งสมาร์ทซิตี้และอีอีซี นายกเมืองพัทยากล่าว

นายกเมืองพัทยากล่าวอีกว่า การพัฒนาระบบศูนย์ข้อมูลภูมิสารสนเทศ นอกจากจะทำให้พัทยาวางแผนการบริหารได้ดีขึ้นแล้ว ยังทำให้เกิดความพร้อมสำหรับการรองรับสมาร์ทซิตี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับประชากรในอาเซียนที่จะเข้าสู่เมืองเพิ่มขึ้นอีก 90 ล้านคนในปี 2030 หากไม่เตรียมความพร้อมและเพิ่มประสิทธิภาพ จะกลายเป็นความแออัด มลภาวะ และปัญหาทางสังคมต่างๆ ตามมา จนสูญเสียศักยภาพความเป็นศูนย์กลาง


Big Data – AI หนุนเมืองใหม่ไร้ขีดจำกัด

ดร.กฤษนัยน์ เจริญจิตร ผอ.ศูนย์ภูมิภาคเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศภาคตะวันออก มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า สมาร์ทซิตี้เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญในการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี (Area based development) โดยการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ต้องอาศัยเทคโนโลยีที่หลากหลาย (Multidiscipline) เพื่อตอบโจทย์ที่ตรงกับความต้องการของพื้นที่ ซึ่งวิทยาการภูมิสารสนเทศและเทคโนโลยีอวกาศ (Geo-information Science and Space Technology) ได้ข้ามขีดจำกัดของการบริหารข้อมูลสารสนเทศเมืองขนาดใหญ่ได้ โดยอาศัยตำแหน่งภูมิศาสตร์ในการเชื่อมโยงข้อมูลหลายรูปแบบและหลายช่วงเวลาเข้าด้วยกัน ซึ่งกลายมาเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ เนื่องจากวิทยาการภูมิสารสนเทศสามารถจัดการโครงสร้างของข้อมูลเมืองทุกๆ ระบบให้อยู่ในรูปดิจิทัลแบบแผนที่เมือง (City Spatial Info) ได้

อีอีซี สมาร์ทซิตี้

การพัฒนาระบบภูมิสารสนเทศของเมืองพัทยาจะสอดรับเป็นอย่างดีกับระบบสารสนเทศของอีอีซี ช่วยให้พัทยาสามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อประโยชน์ของประชาชนและธุรกิจ เช่นโครงการ Innovation District Bangsaen ที่ใช้ระบบสารสนเทศมาตรวจวัดความสุข ความทุกข์ของประชาชนในบางแสน ให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว แต่พัทยาจะเป็นมากกว่านั้น เพราะระบบสารสนเทศต้องช่วยรองรับการขยายตัวของอีอีซีด้วย เนื่องจากอีอีซีทำให้พัทยามีศักยภาพอย่างไร้ขีดจำกัดดร.กฤษนัยน์กล่าว

ดร.กฤษนัยน์กล่าวต่อว่า องค์ประกอบของการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ประกอบไปด้วย

  • ทรัพย์สินเมือง (Properties) 
  • ประชากร (Socioeconomic)
  • เทคโนโลยี (Innovation & Industrial Technology)
  • โครงข่ายเชื่อมโยง (Network) ซึ่งทั้งหมดขับเคลื่อนโดยข้อมูลสารสนเทศกลางจากวิทยาการภูมิสารสนเทศ (Geo-information Science)

โดยวิทยาการภูมิสารสนเทศและเทคโนโลยีอวกาศ ประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1)การตรวจวัดข้อมูลแบบปกติและแบบเรียลไทม์ (Data measuring) และการบริหารจัดการข้อมูล (Data management) สำหรับการตรวจวัดข้อมูลแบบปกติและแบบเรียลไทม์แบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ

  • อุปกรณ์สำรวจทางภาคพื้นอากาศ เช่น ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรและภูมิอากาศ (EO satellite) โดรน (Drone)
  • อุปกรณ์สำรวจทางภาคพื้นดิน เช่น รถโมบายล์ทำแผนที่ 360 (Mobile car mapping) สถานีตรวจวัดอากาศ (Weather) และกล้องวงจรปิด (Tower cam fixed)
  • อุปกรณ์สำรวจทางภาคพื้นน้ำ เช่น ทุ่นติดตามสภาพคลื่นและคุณภาพน้ำ (Buoy) และโดรนสำรวจภาคพื้นน้ำ (Under & Surface water Drone)

เมื่อตรวจวัดข้อมูลในภาคสนามและผ่านการบริหารจัดการข้อมูลในเบื้องต้นแล้วจะเข้าสู่ กระบวนการบริหารจัดการข้อมูล โดยเป็นข้อมูลเชิงพื้นที่ขนาดใหญ่ (Big spatial data) ผ่านการสกัดข้อมูลที่สนใจ (Information Extraction) ซึ่งอาศัยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแสดงผลแบบเมืองดิจิทัลเสมือน (City Visualization) ในรูปแบบแอปพลิเคชันประยุกต์ (City management – Dashboard) ช่วยบริหารจัดการเมืองในหลายๆ มิติ


ศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนของโลก

ดร.อภิชาต ทองอยู่ ที่ปรึกษาเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกและประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในอีอีซี กล่าวว่า ปัจจุบันการพัฒนาบุคลากรรองรับอนาคตของอีอีซีมีความก้าวหน้าไปมาก ดังนั้นการมีระบบสารสนเทศที่ดีจะยิ่งทำให้พัทยามีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น ที่ผ่านมาเราได้พัฒนาบุคลากรให้ตรงความต้องการของธุรกิจสาขาต่างๆ โดยมีบริษัทระหว่างประเทศเข้ามาร่วมมือมากมาย แต่ถ้าภาพรวมของพื้นที่ไม่เอื้ออำนวย พัทยาก็จะเสียโอกาสให้แก่เมืองอื่นอย่างน่าเสียดาย การพัฒนาภูมิสารสนเทศครั้งนี้จึงถือเป็นการริเริ่มที่ดีมาก มีโอกาสดีที่จะพัฒนาไปเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนของโลก

ความร่วมมือระหว่างเมืองพัทยาและมหาวิทยาลัยบูรพา นับเป็นการรองรับการปรับเมืองเข้าสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) ให้มีความสมดุลในทุกมิติ มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตอบสนองได้ทันสถานการณ์นโยบายอีอีซีและประเทศไทย 4.0 สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของเมืองพัทยา (NEO Pattaya)