นอกจากวันที่ 13 เมษายน ของทุกปีจะเป็นวันสงกรานต์แล้ว ยังเป็น ‘วันผู้สูงอายุแห่งชาติ’ ที่กำหนดขึ้นเพื่อมุ่งหวังให้ประชาชนไทยเห็นถึงคุณค่า และตระหนักถึงความสำคัญของผู้สูงอายุ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ตามศักยภาพของตนเองอย่างมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี ซึ่งในวันผู้สูงอายุแห่งชาติของทุกปี นอกจากกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ที่กล่าวมาแล้ว ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงเนื่องในวันสำคัญนี้อยู่บ่อยๆ คือ การเตรียมตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หรือ Aging Society สำหรับประเทศไทยนั่นเอง

ในปีนี้ก็เช่นกัน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมกับ เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย สมาคมญี่ปุ่นแห่งประเทศไทย และ SASAKAWA PEACE FOUNDATION ได้จัดงานเสวนาสาธารณะ หัวข้อ “สังคมสูงวัยไทย – ญี่ปุ่น : สูงวัยอย่างมีพลังในโลกยุคดิจิทัล (Digital and Active Ageing in Japan and Thailand )” ขึ้น เพื่อถอดบทเรียนแนวทางการบริหารจัดการสังคมผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรมทางสังคม ซึ่งเป็นโมเดลที่หลายประเทศนำไปปรับใช้และได้ผลเป็นที่น่าพึงพอใจ


รับ ‘วันผู้สูงอายุแห่งชาติ’ ด้วยข้อมูลอัปเดตสังคมผู้สูงอายุล่าสุด

งานเสวนาครั้งนี้ เริ่มจากการให้ข้อมูลการจัดงานของ นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. ที่ชี้ให้เห็นประเด็นน่าสนใจของการจัดงานเสวนาครั้งนี้ว่า

“การจัดงานครั้งนี้เป็นการนำเสนอข้อมูล แนวทางเชิงนโยบาย ปัญหา และข้อจำกัดต่างๆ ต่อมาตราการเตรียมพร้อมรับมือสังคมสูงวัยทั้งในไทย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ตลอดจนบทบาทสื่อ คนรุ่นใหม่ และศิลปินผู้สูงวัยที่มีพลังในการสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรม สร้างพลังบวก การพัฒนานวัตกรรมทางสังคมและธุรกิจเพื่อสังคมไทยในโลกยุคดิจิทัล รวมทั้งร่วมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ และแนวทางในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการตระหนักรู้ และเตรียมพร้อมของสังคมไทยสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในอนาคต”

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส.

จากนั้น ภรณี ได้อัปเดตถึงสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุในประเทศไทยเพิ่มเติมว่า

“สถานการณ์สูงอายุไทย ปี 2560 มีผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 11.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 17.1 ซึ่งคาดว่าประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Complete Aged Society) ในปี 2564 โดยจะมีประชากรสูงอายุถึง 1 ใน 5 และในปี 2574 จะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด อย่างไรก็ตาม พบว่าประชากรไทยก่อนวัยสูงอายุกว่าร้อยละ 40 ยังไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพในอนาคต ทั้งด้านสุขภาพและความมั่นคงทางรายได้”

นอกจากนั้น ด้วยอัตราการเกิดที่น้อย ส่งผลให้ประเทศชาติขาดแคลนคนในวัยแรงงานในอนาคต เกิดปัญหาการแบกรับภาระดูแลครอบครัวของคนรุ่นใหม่ ที่ผ่านมา ภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ก็มีความพยายามที่จะร่วมมือกันเพื่อเตรียมความพร้อมรับสังคมสูงอายุอย่างต่อเนื่อง

โดยทาง สสส. มองว่า นอกจากการลงมือทำอย่างต่อเนื่องแล้ว การถอดบทเรียนเพื่อเตรียมความพร้อมและพัฒนาระบบเพื่อรองรับสังคมสูงอายุในมิติต่างๆ ของประเทศอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ก็เป็นตัวช่วยที่น่าสนใจ โดยเฉพาะบทเรียนด้านการออกแบบนวัตกรรมทางสังคมที่ใช้ในการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ซึ่งที่ผ่านมา สสส. และหน่วยงานพันธมิตรก็ริเริ่มนวัตกรรม เช่น ธนาคารเวลา ศูนย์สวัสดิการสังคม โดยนวัตกรรมทางสังคมเหล่านี้สามารถประยุกต์ใช้ตามบริบทของสังคมไทยได้


ญี่ปุ่นแนะปรับใช้เทคโนโลยี & นวัตกรรมทางสังคม ยังไม่พอ…ต้องปรับมุมมองกับผู้สูงวัยใหม่ด้วย

ในเวทีงานเสวนาสาธารณะ หัวข้อ “สังคมสูงวัยไทย – ญี่ปุ่น : สูงวัยอย่างมีพลังในโลกยุคดิจิทัล” ครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร.คิอิชิโร่ โออิซูมิ ผู้อำนวยการของสมาคมเอเชียศึกษา และสมาคมไทยศึกษาแห่งประเทศญี่ปุ่นที่มาร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการสังคมผู้สูงอายุ โดยชี้ให้เห็นถึงความเหมือนและความต่างของนโยบายและมาตรการต่างๆ ในการเตรียมความพร้อมสำหรับสังคมสูงวัยในญี่ปุ่นและไทยได้อย่างน่าสนใจ

“ขณะนี้ประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว ส่วนประเทศไทยก็จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตามมาในอีกไม่ช้า และมีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน คือ มีอัตราเด็กเกิดน้อย ซึ่งสัมพันธ์กับระดับรายได้ของประชากรที่มาก แปรผกผันกับอัตราการมีบุตรน้อย กอปรกับค่านิยมการแต่งงานที่เปลี่ยนไป อย่างที่ประเทศญี่ปุ่น จากการสอบถามผู้ชายญี่ปุ่นรุ่นใหม่ ปรากฏข้อค้นพบที่น่าตกใจไม่น้อยว่า มีผู้ชายถึง 60% ตอบว่ามีแฟนเป็น AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ก็ได้ ซึ่งนั่นหมายความว่า พวกเขาไม่ต้องการมีบุตรแน่นอน”

ดร.คิอิชิโร่ โออิซูมิ ผู้อำนวยการของสมาคมเอเชียศึกษา และสมาคมไทยศึกษาแห่งประเทศญี่ปุ่น

ขณะเดียวกัน ดร.โออิซูมิ ยังหยิบยกประเด็นเรื่องประชากรปัจจุบันที่มีอายุยืนยาวขึ้น อย่างประชากรญี่ปุ่นก็มีอายุขัยเฉลี่ยยาวนานขึ้นราว 80 ปี ส่วนคนไทยก็เช่นกัน ที่ประชากรไทยก็มีอายุยืนยาวขึ้น เฉลี่ยราว 70 ปี ตรงนี้เองนำมาสู่การทบทวนกันว่า ควรสร้างกรอบนิยามของ “ผู้สูงอายุ” ใหม่ เพื่อลดจำนวนผู้สูงอายุที่เริ่มเข้าสู่ภาวะพึ่งพิงลง โดยในกรณีนี้ ดร.โออิซูมิ อธิบายว่า

“ที่ญี่ปุ่นกำหนดว่า ผู้สูงอายุ คือคนในวัย 65 ปีขึ้นไป ขณะที่ประเทศไทยกลับนิยาม ผู้สูงอายุ ว่าคือคนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมีส่วนอย่างยิ่งที่ทำให้สัดส่วนผู้สูงอายุในสังคมไทยนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ แบบเร็วเกินไป หากเปลี่ยนกฎเกณฑ์ตรงนี้ได้ โดยกำหนดให้ผู้สูงอายุ คือ คนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปเหมือนญี่ปุ่น นั่นไม่เพียงแต่จะช่วยลดจำนวนผู้สูงอายุที่เริ่มเข้าสู่ภาวะพึ่งพิงเท่านั้น แต่ยังเป็นการยืดอายุศักยภาพของคนในชาติให้ทำประโยชน์ช่วยชาติได้นานขึ้นด้วย”

โดยการปรับเปลี่ยนนี้ ดร.โออิซูมิ อยากให้คิดและทำไปพร้อมกับ การปรับค่านิยมและความเชื่อของคนในสังคมใหม่ โดยให้มองผู้สูงอายุเป็น ผู้ที่ยังคงมีความกระปรี้กระเปร่า (Active Aging) ด้วย

ทว่า ในการอภิปรายครั้งนี้ ดร.โออิซูมิ ก็ไม่ได้ชี้ให้เห็นแต่ด้านดีของการเตรียมการรองรับหรือแก้ปัญหาสังคมผู้สูงวัยของญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมญี่ปุ่น เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สูงอายุที่รวดเร็วมากจนสังคมญี่ปุ่นเองก็รับไม่ทัน ทำให้ตอนนี้มีผู้สูงอายุไม่น้อยที่มีภาวะซึมเศร้า เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน และมีอาการเจ็บป่วย ซึ่งนำมาสู่การเสียชีวืตหรือฆ่าตัวตายในที่สุด

แต่ที่สุดแล้ว การนำบทเรียนและความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนเพื่อรับมือสังคมผู้สูงอายุของญี่ปุ่นบางส่วนไปปรับใช้กับการวางระบบดูแลผู้สูงอายุในไทยก็ถือว่ามีคุณประโยชน์หลายด้าน เช่น ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในภาคประชาสังคมซึ่งนำเทคโนโลยี นวัตกรรมหลากหลายมาปรับใช้ดูแลผู้สูงอายุ อย่างการให้บริการดูแลผู้สูงอายุผ่านแอปพลิเคชัน อำนวยความสะดวกในการส่งผู้ดูแลไปอยู่เป็นเพื่อน ซื้อของ รวมถึงการใช้ AI การผลิตหุ่นยนต์ พื่อเป็นเพื่อนผู้สูงอายุ เป็นต้น

ด้าน ดร.คิม ซุง วอน อาจารย์จากมหาวิทยาลัยโตเกียว กล่าวเสริมในหัวข้อ “สถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตของสังคมสูงวัยในเกาหลีใต้” ว่า

“สิ่งที่เหมือนกันด้านการปรับตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของเกาหลีใต้และไทย คือเราต่างมีเวลาประมาณ 18 ปี ในการเตรียมความพร้อม ขณะที่ญี่ปุ่นรู้ตัวว่าสังคมผู้สูงอายุจะมาถึง และมีเวลาในการปรับตัวถึง 25 ปี ในเรื่องนี้ญี่ปุ่นถือเป็นรุ่นพี่ที่มีการเตรียมความพร้อมมาก่อน เกาหลีใต้จึงนำเอาระบบประกันแบบบำนาญที่ดูแลผู้สูงอายุในระยะยาวของญี่ปุ่นมาเป็นแบบอย่าง ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดี”

ดร.คิม ซุง วอน อาจารย์จากมหาวิทยาลัยโตเกียว

แต่อย่างไรก็ตาม ดร.คิม ซุง วอน ชี้ให้เห็นถึงประเด็นเรื่องงบประมาณที่แตกต่างในการดูแลผู้สูงอายุของแต่ละประเทศที่ต่างกัน ซึ่งก่อให้เกิดผลที่แตกต่างกันไปด้วย เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นและเกาหลี มีจุดยืนในการให้งบประมาณดูแลผู้สูงวัยในประเทศที่ต่างกัน โดยรัฐบาลญี่ปุ่นให้งบประมาณอุดหนุนด้านการดูแลผู้สูงอายุมากกว่า ทำให้ผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นได้รับบริการที่ครอบคลุมและเพียงพอในการดำเนินชีวิต ซึ่งการดำเนินนโยบายเช่นนี้ก็หมายถึงการใช้งบประมาณจำนวนมากของประเทศ และการเป็นหนี้สาธารณะของประเทศที่ต้องเพิ่มสูงขึ้นด้วย

และด้วยเหตุที่รัฐบาลเกาหลีไม่ได้ให้งบประมาณอุดหนุนด้านการดูแลผู้สูงอายุที่มากพอนี้เอง ทำให้ผู้สูงอายุของเกาหลีใต้เป็นผู้สูงอายุที่ยากจนที่สุดในโลก ต้องทำงานเมื่อแก่ชรา พึ่งพิงลูกหลาน และได้รับเงินสวัสดิการจำนวนน้อยนิด และด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนหันมาร่วมมือกันพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุชาวเกาหลีให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่โดยเร็ว


ที่มา : เรียบเรียงจากรายงานข่าว เรื่อง “ถอดบทเรียน ‘สังคมสูงวัย’ จากญี่ปุ่น-เกาหลี” เผยแพร่บนเว็บไซต์ สสส.


มีหลากหลายไอเดียที่น่าสนใจในการปรับใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี รับมือ สังคมผู้สูงอายุ อ่านกันต่อเลย

ตามติดภารกิจยกระดับ ‘พยาบาลไทย’ สู่ ‘นักจัดการสุขภาพผู้สูงอายุ’ รับสังคมสูงวัย & อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร

นักวิชาการไทยชี้ สูงวัย ไร้ปัญหา ต้องมีงานทำ พร้อมแนะ ‘งานที่เหมาะกับผู้สูงวัย’

‘การตลาดสีดอกเลา’ พลิกมุมคิด ตอบโจทย์ชีวิตผู้สูงวัย Anadiggy