หากคุณโกรธจนตัวสั่นเมื่อเห็นความอยุติธรรม เราก็เป็นเพื่อนกันได้ประโยคอมตะของ Ernesto “Che” Guevara ที่กินใจปัญญาชนฝ่ายซ้ายทุกคน


ผมนั่งดูภาพยนตร์และสารคดีเกี่ยวกับ Julian Assange ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ WikiLeaks บันลือโลก แล้วก็คิดถึงวรรคทองของ Ernesto “Che” Guevara ขึ้นมา 

แล้วก็มีหนังสามเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Julian Assange มาบอก

เรื่องแรกคือ Underground: The Julian Assange Story (2012) เป็นภาพยนตร์สัญชาติออสเตรเลียซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของ Julian Assange

Underground ฉายภาพให้เห็นช่วงชีวิตวัยเด็กของ Julian Assange ที่แม่แยกทางกับพ่อ โดยพาเขาและน้องชายหนีจากมา

Julian Assange เติบโตในสภาพแวดล้อมที่มีแม่เป็นนักปฏิวัติ เธอเคลื่อนไหวทางการเมืองและเข้าร่วมการประท้วงหลายประเด็นกับภาคประชาชน

Julian Assange ซึมซับวิถีขบถและอุดมการณ์เสรีชนจากแม่ของเขามาอย่างเต็มเปี่ยม

แน่นอนว่าไลฟ์สไตล์ของแม่คือตัวกำหนดเส้นทางเดินของเขาในเวลาต่อมา เพราะถ้าเขาไม่นำหัวเชื้อนั้นมาใช้ อุดมคติดังกล่าวย่อมเกิดผลได้ยาก

เมื่อรู้ความ Julian Assange เริ่มมีอาการโกรธจนตัวสั่นเมื่อเห็นความอยุติธรรมปรากฏ

เมื่อความขัดเคืองนี้บ่มเพาะถึงจุดลงตัวในช่วงวัยรุ่น Julian Assange เริ่มแสดงจิตวิญญาณกบฏออกมาทีละน้อย

ทั้งๆ ที่เวลานั้นเป็นห้วงยามแรกๆ ของระบบอินเทอร์เน็ต การสื่อสารข้อมูลระยะไกลเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากยังไม่มีซอฟต์แวร์อำนวยความสะดวกด้านการเชื่อมต่อเฉกเช่นปัจจุบัน

ในยุคที่ไม่มีเมาส์ให้ใช้และโปรแกรมต่างๆ ก็เป็น Text mode การจะทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ต้องลงเรี่ยวลงแรงไม่ใช่น้อย

ทว่าสิ่งเหล่านั้นกลับกลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้ Julian Assange ได้ฝึกฝนทักษะการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อติดต่อสื่อสารกับโลกด้วยฝีมือตัวเองล้วนๆ

เมื่อศึกษาเคล็ดวิชาจบทุกกระบวนท่าผนวกกับ “DNA ฝ่ายซ้าย” ที่ไหลเวียนอย่างพุ่งพล่าน เขาได้ปวารณาตนเองเป็น Hacker ที่ทางการออสเตรเลียต้องการตัว

Julian Assange ได้เข้าร่วมกลุ่มกับ Hacker ท้องถิ่น ออกอาละวาด เข้าเว็บโน้น ออกเว็บนี้ ตามใจชอบ จนกระทั่งไปสะดุดเข้ากับของแข็ง

นั่นคือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ

หนังเรื่อง Underground: The Julian Assange Story จบลงตรงนี้ ในฉากที่ Julian Assange กำลังถูกไล่ล่าจากหน่วยงานความมั่นคงออสเตรเลีย

แม้จะจัดเกรดอยู่ในกลุ่มภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเพื่อฉายทางเคเบิลทีวี แต่ผมคิดว่าผู้กำกับศิลป์ของ Underground เก่งมากนะครับ

เพราะเขาหาอุปกรณ์ประกอบฉากโดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ MODEM โทรศัพท์บ้านระบบนิ้วหมุน และมือถือกระติกน้ำ หรือรุ่นหมาคาบกระดูกหมู มาเข้าฉากได้

ที่สำคัญมากก็คือ อุตส่าห์ไปหาโปรแกรม Text mode มาเข้าฉากได้อย่างถูกต้อง ชนิดที่เรียกว่า นักเรียนคอมพิวเตอร์รุ่นยุคทศวรรษที่ 1980 แบบผมต้องก้มลงกราบ


ภาพยนตร์เกี่ยวกับ Julian Assange อีกเรื่องหนึ่ง เป็นหนังที่ค่อนข้างดัง นั่นคือ The Fifth Estate (2013)

แม้ The Fifth Estate จะเต็มไปด้วยดรามา และบางช่วงเข้าขั้นเมโลดรามา หรือน้ำเน่า แต่ก็ถือว่าเป็นหนังเกี่ยวกับชีวประวัติบุคคลที่น่าดูเรื่องหนึ่ง

ความเป็นเมโลดรามาของ The Fifth Estate คือไดอะล็อกบางฉากไร้ซึ่งความสมจริง เพราะมันเป็นประโยคที่คนในสังคมโลกแห่งความเป็นจริงเขาไม่ใช้ตั้งคำถาม แล้วก็ตอบกันแบบนั้น

กล่าวอีกแบบก็คือ มันเป็นบทสนทนาที่คนจริงๆ เขาไม่พูดกันแบบนั้น

อย่างที่เรียนไว้ หากเรามองข้ามเมโลดรามาแบบฮอลลีวูดไป The Fifth Estate คือภาพยนตร์ที่ใช้ได้ทีเดียว

คล้ายกับว่าทีมงานของ The Fifth Estate จะได้ดูภาพยนตร์ Underground: The Julian Assange Story มาแล้ว

หนังเรื่อง The Fifth Estate จึงจับความในช่วงที่ Julian Assange อำลาออสเตรเลียบ้านเกิดเมืองนอน มุ่งหน้าสู่ยุโรปแผ่นดินใหญ่ พื้นที่ซึ่งอุดมไปด้วยเสรีภาพและอิสรภาพอย่างแท้จริง

โดยเฉพาะเสรีภาพด้านการแสดงความคิดเห็น

Julian Assange ตระเวนไปทั่วยุโรป เริ่มตั้งแต่ออสเตรีย เยอรมนี เบลเยียม อังกฤษ จากนั้นขึ้นไปตะลุยสแกนดิเนเวีย ไล่มาจากเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน และไอซ์แลนด์

ที่สวีเดน Julian Assange ประสบชะตากรรมที่เขาคาดไม่ถึง ด้วยการถูกฟ้องร้องดำเนินคดีข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ

ขณะที่ในไอซ์แลนด์กลับกลายเป็นกองบัญชาการอันทรงประสิทธิภาพที่สุดของ WikiLeaks พูดอีกแบบก็คือ เป็นช่วงรุ่งเรืองที่สุดของเขา

จากไอซ์แลนด์ เขาลงใต้มายังฝรั่งเศส สเปน จากนั้นดำดิ่งสู่ทวีปแอฟริกา อันมี เคนยา แทนซาเนีย และอียิปต์ เป็นจุดพักพิง

ระหว่างที่เขาเดินเล่นในประเทศต่างๆ Julian Assange และทีมงานเริ่มปฏิบัติการแฮ็กฐานข้อมูลและเว็บไซต์ด้านความมั่นคงของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา

จากนั้นได้ทยอยปล่อยของ ไปพร้อมๆ กับการจรยุทธ์ไปตามพรมแดน เพื่ออำพรางร่องรอยและเดินหน้าหาแนวร่วมขบถไปเรื่อยๆ

แม้ฉากหน้า WikiLeaks จะดูเหมือนเป็นองค์กรระดับโลกหรือมีสถานะคล้ายบรรษัทข้ามชาติ ทว่า ในความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่

เพราะที่แท้แล้ว WikiLeaks ของ Julian Assange มีเพียงตัวเขากับทีมงานอีก 2-3 คนเท่านั้นที่เปิดปฏิบัติการบันลือโลก แฉเบื้องหลังการทูตระหว่างประเทศ และตีแผ่ข้อมูลด้านความมั่นคงระดับนานาชาติ

การตะลุยยุโรปและการตระเวนแอฟริกาตราบจนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่สถานทูตเอกวาดอร์ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นไปในรูปแบบเดียวกับที่ Ernesto “Che” Guevara เคยใช้ นั่นคือ Guerrilla Warfare

Guerrilla Warfare หรือการสงครามกองโจรเป็นหนึ่งในยุทธวิธีการรบนอกแบบลักษณะหนึ่ง ซึ่งใช้ทีมงานกลุ่มเล็ก ซุ่มเดินทาง และลอบโจมตีศัตรู

ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสมัยใหม่ WikiLeaks อาศัยความร่วมมือของพันธมิตร Server กบฏทั่วทุกมุมโลกในการเก็บข้อมูลลับที่ Julian Assange ขโมยหรือแฮ็กออกมาจากเว็บไซต์ด้านความมั่นคงของประเทศต่างๆ

โดยเฉพาะยุค Cloud Computing ในปัจจุบัน ที่ไม่มีใครสามารถรู้ได้เลยว่า ทุกวันนี้ ข้อมูลของ WikiLeaks นั้นกระจายตัวไปเก็บอยู่ที่คอมพิวเตอร์เครื่องไหน


หนังเรื่องสุดท้ายซึ่งเกี่ยวข้องกับ Julian Assange ที่ผมได้ดู คือภาพยนตร์สารคดีที่ชื่อ We Steal Secrets: The Story of WikiLeaks (2013)

แม้จะมีหน้าหนังเป็นสารคดี แต่ผมคิดว่านี่คือภาพยนตร์ซึ่งพูดถึง Julian Assange ที่ดีที่สุด

ด้วยสไตล์ของหนังสารคดีจึงไม่มีข้อจำกัดด้านการสร้างไดอะล็อกหรือบทพูด

กระนั้นก็ดี ความไหลลื่นแบบฉากต่อฉากของ We Steal Secrets ดูดีกว่าหนังไดอะล็อกสองเรื่องแรกคือ The Fifth Estate และ Underground: The Julian Assange Story ค่อนข้างมาก

ผมชอบดูหนังสารคดีเพราะจุดเด่นของมันคือการแทรก Footage ประเภทข่าวหรือภาพทั้งรูปนิ่งและวิดีโอ ซึ่งเป็นข้อมูลจริงเข้ามาเพื่อให้หนังมีความน่าเชื่อถือ

นอกจากน่าเชื่อถือแล้ว หากสารคดีเรื่องนั้นได้ผู้กำกับที่มีฝีมือ สามารถร้อยเรียงเรื่องราวให้กลมกลืน มีจุดเริ่มต้น มีปมขัดแย้ง มีพล็อตหักมุม หรือมีฉากคลี่คลายที่น่าตื่นเต้น มันก็จะเป็นหนังสารคดีชั้นยอด

โดยองค์รวม We Steal Secrets: The Story of WikiLeaks จับความเหตุการณ์ชีวิตของ Julian Assange ในช่วงเวลาเดียวกันกับ The Fifth Estate

นั่นคือ จุดสูงสุดในความเป็น Julian Assange

แน่นอนว่า เป็นที่รู้กันทั่วไป ว่าจุดสูงสุดในความเป็น Julian Assange คือการที่เขานำวิดีโอลับจากกรุงแบกแดดที่ทหารอเมริกันยิงพลเรือน ออกเผยแพร่บนเว็บไซต์ WikiLeaks

เหตุการณ์ในช่วงเวลาดังกล่าว มองในแง่ความเป็นหนังของ The Fifth Estate ก็ดูสนุกแล้วกับการนำสถานการณ์จริงมาผูกเรื่อง ทว่า การ Insert ข้อเท็จจริงเข้าไปใน We Steal Secrets กลับทำให้น่าสนุกยิ่งกว่า

ดังที่กล่าวไปแล้วข้อเท็จจริงใน We Steal Secrets: The Story of WikiLeaks นอกจากการนำข่าวและภาพที่เป็นข้อมูลจริงจากแหล่งต่างๆ มาแทรกระหว่างฉากแล้ว

ยังมีการสัมภาษณ์บุคคลใกล้ชิดและผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกับ Julian Assange มากมาย

ตรงนี้คือจุดแข็งที่สุดซึ่งทำให้ We Steal Secrets: The Story of WikiLeaks เป็นภาพยนตร์ซึ่งพูดถึง Julian Assange ที่ดีที่สุดนั่นเองครับ


ถ้าชอบดูหนัง มีบทความแนะนำให้อ่านต่อ

10 ภาพยนตร์เปลี่ยนชีวิต ที่ดูแล้วไม่ดราม่าแต่สร้างแรงใจในชีวิต

ความคิดของเรา ไม่ใช่ของเรา (ตอนจบ)

5 Oscar Speech of all time สุนทรพจน์ส่งต่อแรงบันดาลใจ จากเหล่าผู้ได้รับรางวัลออสการ์