จากที่เว็บไซต์สาลิกาเคยนำเสนอบทความเรื่อง ทำความรู้จัก “Lab-grown foods” อาหารสังเคราะห์แห่งโลกอนาคต ผ่านมาแค่ไม่ถึงปี เทรนด์อาหารที่ผลิตในห้องแล็บนี้ก็ได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง กระทั่งเกิดกิจการผลิต ‘เนื้อสัตว์สังเคราะห์’ (Lab-grown meat) ขึ้นทั่วโลก สร้างนิยามใหม่กับ เทรนด์ ‘Cultured meat’ ที่คนทั่วโลกต่างรับรู้ตรงกันว่า เป็นการผลิตเนื้อจากเทคโนโลยีการเลี้ยงเนื้อในห้องแล็บนั่นเอง

บางช่วงบางตอนจากบทความเรื่อง “Cultured meat กับการปฏิวัติวิถีการผลิตเนื้อ” โดย ภัทรวดี รัตนะศิวะกูล เผยแพร่ในเว็บไซต์ EIC | Economic Intelligence Center ธนาคารไทยพาณิชย์ ยืนยันว่า

“เทคโนโลยีการเลี้ยงเนื้อในห้องแล็บหรือ Cultured meat จะแก้ปัญหาความไม่มีประสิทธิภาพของการเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบัน ทั้งยังสามารถรองรับความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยในระยะสั้นจะมีการบริโภคเพียงเฉพาะกลุ่ม แต่ในระยะยาวอาจมีการบริโภคมากขึ้นหากมีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงหรือดีกว่าเนื้อทั่วไป และราคาลดลงมากพอที่จะแข่งขันกับเนื้อทั่วไปได้”

ดังนั้น เราจึงถือโอกาสนำประเด็นน่าสนใจ ซึ่งเป็นการต่อยอดและอัปเดตจากบทความเดิมเรื่อง Lab-grown foods มานำเสนอแบบเจาะลึกลงไปที่เทรนด์ ‘Cultured meat’ หรือวงการผลิตเนื้อด้วยการเลี้ยงในห้องแล็บ ว่าความท้าทาย วิกฤต และโอกาสที่อุบัติขึ้นจากกระบวนการผลิต ‘Cultured meat’ นี้ มีอะไรบ้าง


อัปเดตเทรนด์ ‘Cultured meat’ ในโลกปัจจุบัน ไปกันถึงไหนแล้ว

ก่อนอื่นต้องขออธิบายนิยามใหม่ Cultured Meat ที่เกิดขึ้นจากการนำสเต็มเซลล์ของสัตว์ต้นแบบมาเพาะเลี้ยงในถังหมัก (bioreactor) ในอุณหภูมิที่เหมาะสม ด้วยน้ำเลี้ยง (culture medium) ที่มีสารอาหารจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสเต็มเซลล์ ซึ่งเนื้อแต่ละชนิดก็ต้องการการเลี้ยงในสภาพที่แตกต่างกัน และขณะนี้ก็มีสตาร์ทอัพในต่างประเทศกำลังมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีการเลี้ยงเนื้อสัตว์ที่ต่างกันไป โดยในปัจจุบัน Cultured meat สามารถผลิตได้เพียง เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อปลาทูน่า และทำได้เฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นแรกที่น่าสนใจเกี่ยวกับ เทรนด์ ‘Cultured meat’ ฉบับอัปเดต ปี 2019 ที่คุณภัทรวดี ผู้เขียนบทความนำเสนอไว้ คือ ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี ต้นทุนการผลิต Cultured meat ลดลงอย่างรวดเร็ว

โดยในช่วงแรกเริ่ม ปี 2013 ที่มีการนำเสนอ Cultured beef burger ผ่านทางโทรทัศน์ครั้งแรกในสหราชอาณาจักร โดยทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมาสทริชท์ (Maastricht University) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ขณะนั้นต้นทุนการผลิต Cultured meat อยู่ที่กิโลกรัมละ 478,993 ดอลลาร์ แต่หลังจากนั้น เมื่อมีสตาร์ทอัพที่ให้ความสนใจผลิต Cultured meat เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว จนในปัจจุบันมีสตาร์ทอัพด้านอาหาร (FoodTech) กว่า 30 รายทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา ทวีปยุโรป และอิสราเอล ส่งผลให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น ต้นทุนการผลิตจึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ยกตัวอย่าง ต้นทุนการผลิตเนื้อในห้องแล็บของบริษัท Mosa Meat ที่ลดลงเป็น 95,798 และ 8,164 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม ในปี 2015 และ 2016 ตามลำดับ และคาดว่าจะลดลงเหลือ 14.5 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัมในปี 2020

แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันก็ยังไม่มีบริษัทใดที่สามารถผลิตเนื้อในห้องแล็บและขายในเชิงพาณิชย์ได้ เนื่องจากต้นทุนที่ยังคงสูงกว่าเนื้อธรรมดา และยังไม่มีกฎหมายรองรับและอนุญาตให้จำหน่ายชัดเจน


ความท้าทายที่ยังต้องก้าวข้าม หากจะส่ง ‘เนื้อสังเคราะห์จากห้องแล็บ’ สู่ตลาดผู้บริโภคทั่วโลก

ดังที่เกริ่นมาแล้วว่า มีข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนว่า ถ้าต้องการแข่งขันกับเนื้อสัตว์ของจริงที่วางขายอยู่ในท้องตลาด ต้องลดต้นทุนการผลิตเนื้อสังเคราะห์ หรือ Cost reduction ลงให้ได้ก่อน จึงจะจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาลองบริโภคเนื้อสังเคราะห์ได้ นี่คือความท้าทายแรกที่ผู้ผลิตเนื้อในห้องแล็บต้องก้าวผ่าน

ประเด็นความท้าทายต่อมา ก็คือ การมีกฎหมายมารองรับ หรือ Regulatory approval โดยการรองรับของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและสารอาหาร มีส่วนอย่างมากที่จะทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในการบริโภค Cultured meat มากขึ้น

เพราะข้อดีที่เห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบคุณภาพของเนื้อสัตว์และเนื้อที่เลี้ยงในห้องแล็บ คือ เนื้อสัตว์ในปัจจุบันยังคงตรวจพบการปนเปื้อนของเชื้อโรค อย่าง อาทิซาลโมเนลลา อีโบลา ไข้หวัดนก ไข้หวัดหมู และมีการใช้ยาปฏิชีวนะจำนวนมาก ขณะที่ Cultured meat เลี้ยงในสภาวะปลอดเชื้อจึงไม่มีเชื้อโรคและยาปฏิชีวนะปนเปื้อน

ส่วนเรื่องสารอาหารในเนื้อที่เลี้ยงในห้องแล็บ ก็ต้องการการรับรองว่า มีสารอาหารใกล้เคียงกับเนื้อธรรมดา และมีไขมันที่ไม่มีประโยชน์ในปริมาณที่ต่ำกว่าเนื้อสัตว์ทั่วไป ซึ่งถ้าได้รับการรองรับทางกฎหมาย ย่อมทำให้เนื้อในห้องแล็บสามารถวางขายได้ตามร้านค้าทั่วไป ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดีว่า เดือนพฤศจิกายน 2018 ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกากำหนดให้มีการตรวจสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ Cultured meat โดยองค์การอาหารและยา (U.S. Food & Drug Administration: FDA) และกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (U.S.Department of Agriculture: USDA) แล้ว

มาถึงประเด็นความท้าทายสุดท้าย คือ การยอมรับของผู้บริโภค หรือ Customer acceptance ตลาดซื้อขายเนื้อที่เลี้ยงในห้องแล็บจะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องมีเสียงตอบรับและมีความต้องการของผู้บริโภคที่แพร่หลายมากเพียงพอ ซึ่งจากผลการสำรวจของ Michigan State University ระบุว่า ในสหรัฐฯ ผู้บริโภคที่มีอายุ 18-39 ปี เป็นผู้บริโภคที่พร้อมจะบริโภคเนื้อที่เลี้ยงในห้องแล็บ ขณะที่ผู้บริโภคที่มีอายุมากกว่า ยังไม่ไว้วางใจในการบริโภคเนื้อสังเคราะห์นี้มากนัก

นอกจากนั้น การสำรวจของ Wim Verbeke, Poerre Sans และ Ellen J. Van Loo พบว่าปัจจัยที่มีผลทำให้ผู้บริโภคหันมาไว้วางใจบริโภคเนื้อที่เลี้ยงในแล็บมากขึ้น คือ การได้รับความรู้เรื่องประโยชน์ของ Cultured meat ในเชิงลึกมากขึ้นย่อมจะสร้างความมั่นใจให้พวกเขายอมควักกระเป๋าซื้อ Cultured meat ในราคาพรีเมียมมากขึ้น


การบริโภคเนื้อที่เลี้ยงในห้องแล็บจะค่อยๆ ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ตอบสนองยุคขาดแคลนอาหารในอนาคต

อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์จาก EIC ยังคาดว่า ในระยะยาว การผลิตและการบริโภค Cultured meat จะได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ ในหลายประเทศ ด้วยสาเหตุดังต่อไปนี้

  • Supply Shortage การผลิตเนื้อสัตว์ที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนทั่วโลก

หากอ้างอิงตามรายงานของ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) จะเห็นได้ชัดว่า การผลิตเนื้อสัตว์จะไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนทั่วโลกในอนาคต 

โดย FAO คาดว่า ความต้องการเนื้อสัตว์เพื่อบริโภคทั้งโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 73% จากปี 2005 ถึง 2050 จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรกว่า 49% หรือคิดเป็น 9,777 ล้านคน ในปี 2050 จาก 6,542 ล้านคนในปี 2005 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของประชากรในประเทศรายได้ปานกลางเป็นหลัก ทำให้ต้องใช้พื้นที่และทรัพยากรเพื่อทำฟาร์มปศุสัตว์อีกกว่าเท่าตัวเพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว หากยังคงพึ่งพากระบวนการผลิตเนื้อสัตว์ในปัจจุบัน เราจะไม่มีพื้นที่เพียงพอในการเลี้ยงสัตว์แน่นอน

ประกอบกับโรคระบาดในสัตว์ที่คาดเห็นได้ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต อาจทำให้จำนวนสัตว์ลดลงด้วย อย่างที่ผ่านมาการระบาดของโรคไข้หวัดนกในเอเชียทำให้สัตว์ต้องตายปีละกว่าหลายล้านตัว ด้วยสาเหตุดังกล่าว ทำให้ปริมาณเนื้อสัตว์ที่ผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคในอนาคต

  • Environmental impact การเลี้ยงสัตว์ตามรูปแบบเดิมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ในปัจจุบัน โลกกำลังปรับตัวไปสู่การใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับธรรมชาติมากขึ้น อาทิ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า เช่นกันกับภาคปศุสัตว์ที่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะภาคปศุสัตว์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 18% ของอุตสาหกรรมการผลิตทั้งหมด เรียกว่าสูงกว่าภาคขนส่งด้วยซ้ำ

และจากการศึกษาของ Hanna Tumisto จากมหาวิทยาลัย Oxford พบว่า เมื่อเปรียบเทียบการเลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภคในปัจจุบันกับ Cultured beef ที่ใช้พื้นที่น้อยกว่า 99% ใช้น้ำน้อยกว่า 96% ใช้พลังงานน้อยกว่า 45% และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่า 96% จึงตอบโจทย์ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้มากกว่าแน่นอน

  • Indifferent quality รสชาติเนื้อ Cultured meat จะพัฒนาไปจนมีรสสัมผัสไม่ต่างกับการกินเนื้อสัตว์เลย

ต่อไป เนื้อที่เลี้ยงในห้องแล็บจะได้รับการพัฒนาให้มีรสชาติและรสสัมผัสใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์มากจนผู้บริโภคไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง รวมถึงเทคโนโลยีการผลิตเนื้อในห้องแล็บจะขยายไปยังการผลิตเนื้อสัตว์หลากหลายประเภทขึ้น นอกจากนี้หากสามารถเติมสารอาหารที่ต้องการ อาทิ วิตามิน แร่ธาตุ ไขมันดี ลงไปใน Cultured meat ที่มีเพียงโปรตีน ผ่านการปรับส่วนผสมของน้ำเลี้ยงสเต็มเซลล์ (cultured medium) ทำให้เนื้อที่เลี้ยงในแล็บนี้มีคุณค่าทางอาหารมากกว่าเนื้อธรรมดา น่าจะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคมากขึ้น


ที่สุดแล้ว ผู้เขียนสรุปไว้ในตอนท้ายของบทความว่า เราคงยังไม่เห็นการผลิต Cultured meat ในไทยเร็วๆ นี้แน่นอน เนื่องจากไทยยังขาดความพร้อมทั้งในเรื่องผู้พัฒนาเทคโนโลยี การยอมรับของผู้บริโภค และการรับรองของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่เราอาจเห็นการนำเข้ามาในรูปแบบอาหารทางเลือกสำหรับลูกค้าเฉพาะกลุ่มได้


ที่มา : เรียบเรียงจากบทความเรื่อง “Cultured meat กับการปฏิวัติวิถีการผลิตเนื้อ” โดย ภัทรวดี รัตนะศิวะกูล เผยแพร่ในเว็บไซต์ EIC | Economic Intelligence Center ธนาคารไทยพาณิชย์


ไม่ตกเทรนด์นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต คลิกอ่านต่อ

ส่อง 10 เทรนด์ อาหาร เครื่องดื่ม & ‘นวัตกรรมอาหาร’ มาแรงในสหรัฐอเมริกา ปี 2019

Food Innopolis : เผยโฉม ‘แล็บทดสอบทางประสาทสัมผัส’ และ ‘คลังฐานข้อมูลวัตถุดิบที่ใช้ในอาหาร’ ให้ผู้ประกอบการได้เฮ

เปิดตัวต้นแบบงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง ‘ไก่ยูริกต่ำ’ เอาใจคนรักสุขภาพ ฝีมือ อาจารย์ มข.