สาลิกาคาบข่าว Vol.104/62

75

ในหลวงทรงห่วงใย

การสูญเสียช่วงสงกรานต์

พล..วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยเรื่องการสูญเสียของประชาชนจากอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยทรงรับสั่งผ่านมายังพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เจ้าหน้าที่พลเรือน ตำรวจ ทหาร และจิตอาสา ร่วมกันอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และรณรงค์ลดอุบัติเหตุให้ได้เช่นเดียวกับในหลายจังหวัดที่มีสถิติการสูญเสียเป็นศูนย์ ทั้งนี้ พระองค์ท่านทรงเน้นว่าให้ทุกจังหวัดเร่งดำเนินการในทุกมิติ เพื่อลดอุบัติเหตุและการสูญเสียให้ได้โดยเร็ว และหากต้องการขอรับการสนับสนุนสิ่งใดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้แจ้งไปยังรัฐบาลได้ทันที พล..วีรชน กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีย้ำว่านับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยได้กำชับให้ทุกภาคส่วนน้อมนำพระราชกระแสรับสั่งไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และให้ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนเป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการความร่วมมือให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม

ญี่ปุ่นเชื่อมั่นรัฐบาลใหม่

สานต่ออีอีซีถือเป็นทำเล

น่าลงทุนที่สุดในอาเซียน

EEC สินเชื่อ

เว็บไซต์ EEC รายงานนายมาซาคิ อิชิกาว่า อธิบดีสำนักความร่วมมือการค้าและเศรษฐกิจ กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า สาเหตุที่ทั้งจีนและญี่ปุ่นเลือกจับมือกันลงทุนในไทย เพราะจีนและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลไทยมายาวนาน ส่วนในเรื่องการเลือกตั้งของไทยนั้น ทางญี่ปุ่นมองว่าที่ผ่านมาไทยผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้ง แต่นโยบายส่งเสริมการลงทุนก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง โดยญี่ปุ่นมองว่าไทยยังคงน่าลงทุน และมีความสำคัญในฐานะการเป็นฐานการลงทุนขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น ซึ่งที่ผ่านมาญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ด้วยความสัมพันธ์อันยาวนานประหว่างสองประเทศ ญี่ปุ่นมีความเข้าใจไทยในหลายๆ ด้าน สำหรับการเลือกตั้งในประเทศไทย ส่วนตัวไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการเมือง แต่มั่นใจว่าไม่ว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร EEC ก็ยังสามารถเดินหน้าและเป็นฐานการลงทุนสำคัญของนักลงทุนจากญี่ปุ่นและจากทั่วโลกได้อย่างมีศักยภาพ เพราะถือว่าเป็นทำเลที่น่าลงทุน เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน หรือแม้แต่ในภูมิภาคอื่นๆ

สรท.มองจีนสหรัฐ

ยังเป็นตลาดส่งออกสำคัญ

กลุ่มสินค้าสำเร็จรูป ผักผลไม้

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงการปรับเป้าตัวเลขส่งออกปี 2562 ของ สรท.ใหม่ โดยได้ปรับลดจากเป้าหมายเดิมที่กำหนดไว้ที่ 5% เหลือ 3% เนื่องจากเห็นว่าสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม เป้าส่งออกที่ 3% ยังเป็นเป้าที่เอกชนจะต้องทำงานอย่างหนักด้วย คือช่วงที่เหลือจากนี้ไปจะต้องทำให้ได้ไม่ต่ำกว่า 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐถึงจะได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวไม่ได้ทำได้ง่าย ซึ่งภาครัฐและเอกชนจะต้องร่วมมือกันผลักดันและหามาตรการเพื่อขยายการค้าไปยังตลาดอื่นๆ ที่มีโอกาสดีด้วย สำหรับตลาดที่ยังพอไปได้คือสหรัฐอเมริกาและจีน ในกลุ่มสินค้าสำเร็จรูป ผักและผลไม้สด ซึ่งสินค้าเหล่านี้ยังได้รับความสนใจที่ดี หากสามารถนำสินค้าเหล่านี้ไปเจาะตลาดได้เชื่อว่าจะทำให้ยอดการส่งออกเติบโตมากขึ้น

แบงก์ชี้เงินบาทแข็งค่าอันดับ 3

แนะค้าขายเงินสกุลท้องถิ่น

ซื้อประกันความเสี่ยง

รายงานข่าวจากธนาคารกรุงศรีอยุธยาแจ้งว่า ค่าเงินบาทสัปดาห์ระหว่างวันที่ 17-19 เม..นี้ คาดว่าแตะระดับ 31.60-32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินตั้งแต่วันที่ 28 .. 61 จนถึง 12 เม.. พบว่าค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียแข็งสุดที่ 3.36% รองลงมาคือหยวน 3.52% บาท  2.45% เปโซ 1.56% รูปี 1.15%  ดอลลาร์สิงคโปร์ 0.90%  ส่วนสกุลเงินที่อ่อนค่าคือวอน 2.07% เยน 1.47%  และดอลลาร์ไต้หวัน 0.45% ผู้ประกอบการต้องประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและใช้สกุลเงินท้องถิ่นทำการค้าขาย และติดตามปัจจัยเสี่ยงสงครามทางการค้าสหรัฐฯจีน กรณีเบร็กซิท ภาวะเศรษฐกิจโลกหลังจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ส่งสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจและผ่อนคลายนโยบายการเงิน  และการประชุมของธนาคารกลางโลก (เวิล์ดแบงก์รวมถึงปัจจัยการเมืองภายในประเทศ

ชี้ช่องนักลงทุนไทย

ลุยร้านสินค้าปลอดภาษีกัมพูชา

โอกาสเติบโตต่อเนื่อง

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพนมเปญ รายงานสถานการณ์ธุรกิจร้านจำหน่ายสินค้าปลอดภาษีในกัมพูชามีการเติบโตเพิ่มขึ้น จากการท่องเที่ยวของกัมพูชาขยายตัว จึงเป็นโอกาสของนักลงทุนไทยในการทำธุรกิจร้านจำหน่ายสินค้าปลอดภาษี (Duty Free Shop) ในกัมพูชา ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมซื้อมากขึ้น โดยตลาดธุรกิจค้าปลีกปลอดภาษีของกัมพูชาเติบโตขึ้นตามอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกปลอดภาษีในตลาดนี้ยังมีการแข่งขันไม่สูงมาก ผู้ประกอบการที่เข้ามาส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีน และฮ่องกง ถือเป็นอีกโอกาสของนักลงทุนไทยที่มีความชำนาญในธุรกิจนี้ในการเข้าไปลงทุน โดยการลงทุนแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ 1.ร้านสินค้าปลอดภาษีที่ตั้งอยู่ในสนามบินนานาชาติ 2.ร้านสินค้าปลอดภาษีแบบ Stand alone ในเมืองสำคัญ และ 3.ร้านสินค้าปลอดภาษีที่ตั้งอยู่ในโรงแรมและกาสิโนในจังหวัดต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีร้านสินค้าปลอดภาษีขนาดเล็กตามจังหวัดชายแดน นับเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพและน่าจับตามองอย่างมาก

พลังงานเครียด!

ราคาปาล์มยังตกต่ำ

ปรับดีเซลบี 7

เป็น บี 10 ดีเดย์ ..นี้

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงงาน กล่าวถึงกรณีที่ราคาปาล์มสดที่เกษตรกรได้รับล่าสุดยังคงตกต่ำต่อเนื่องโดยกลับมาเคลื่อนไหวที่ 1.90-2.40 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งที่กระทรวงพลังงานได้ออกมาตรการต่างๆ ในการดูดซับซีพีโอ ทั้งการกำหนดให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) นำมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกงจำนวน 1.6 แสนตันในราคาซีพีโอ 18 บาทต่อกิโลกรัม และราคาปาล์มสดที่ซื้อจากเกษตรกร 3-3.20 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งคาดว่าจะส่งครบภายในสิ้นเดือนเมษายน และจะใช้หมดในเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม ปลายเดือนเมษายนนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อกำหนดมาตรการส่งเสริมให้มีการจำหน่ายน้ำมันดีเซลบี 10 (บี 100 ผสมน้ำมันดีเซล 10%)​ เพื่อเป็นน้ำมันทางเลือกจากปัจจุบันที่กำหนดบังคับดีเซลเป็นมาตรฐานบี 7 โดยคาดว่าจะมีการจำหน่ายในสถานีบริการนำร่องภายต้นเดือนพฤษภาคมนี้

ไอเอ็มเอฟเวิลด์แบงก์

เตือนทั่วโลกรับมือ

เศรษฐกิจผันผวน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 14 เมษายน คณะกรรมการอำนวยการในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ซึ่งมีรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากทั่วโลกร่วมประชุม ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ระบุว่าระดับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันเป็นระดับการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 3 ปี เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งทางการค้าและภาวะตึงตัวทางการเงินเป็นปัจจัยสำคัญ จนอาจส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกชะลอลงมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งผู้แทนจากทุกประเทศเห็นร่วมกันว่าต้องดำเนินนโยบายทางการเงินที่ยืดหยุ่นและเอื้อต่อการเติบโต สร้างแนวป้องกันการทรุดตัวและหาจุดสมดุลระหว่างหนี้สินกับความต้องการเงินทุนเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม นักวิชาการของไอเอ็มเอฟเชื่อว่าเศรษฐกิจในปี 2563 จะกระเตื้องขึ้น แต่ปัจจัยลบรอบด้านยังคงเป็นความท้าทายต่อทุกประเทศ