ถ้าพูดถึงเรื่อง การศึกษาในกระแสโลกยุคใหม่ จะพบการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นนี้ในทั่วทุกมุมโลก แม้แต่นักการศึกษาชื่อดังอย่าง Ken Robinson ยังชำแหละการศึกษาอย่างถึงแก่นไว้ว่า…

ล้มเหลวเพราะไม่ปรับตัวมานับศตวรรษ วนอยู่ในระบบแบบแผนแบบเดิมๆ ที่รองรับกลไกอุตสาหกรรม – เศรษฐกิจโครงสร้างเก่า! จนสถาบันการศึกษามากมายในโลกตะวันตกทยอยปิดตัวลง ด้วยปัจจัยภายในและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี รวมทั้งระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ที่เปลี่ยนไปและค่านิยมที่เปลี่ยนไปจากโลกใบเก่า การศึกษาคลื่นใหม่และเทคโนโลยีที่ปรับตัวก้าวหน้าไปมากจึงทิ้งให้การศึกษาแบบเก่าลอยเคว้งอยู่ในโลกใบเดิมอย่างหงอยเหงาไร้ทิศทาง!

ส่วนการศึกษาไทยในสนามหน้างานจริง เผชิญกับความล้มเหลวอย่างน่าวิตกอยู่เช่นกัน! มันยังวนอยู่ในกับดักของวิธีคิด วิธีการ และกฎระเบียบที่คร่ำครึล้าหลัง ปรับตัวยาก – ฝังอยู่ใต้ค่านิยมที่ปิดกั้นตัวเอง และยิ่งเราปรับตัวไม่ทันโลกก็ยิ่งส่งผลเสียหายมาก ทั้งในแง่ความสูญเปล่าของต้นทุน งบประมาณ ไม่เสริมสร้างความก้าวหน้าให้ประเทศ ทั้งยังทำให้คอร์รัปชันแฝงตัว ขยายใหญ่ในระบบการศึกษา ฯลฯ

ความพยายามสร้างบุคลากรและขับเคลื่อนทิศทางการศึกษาใหม่ในแบบ EEC โมเดล จึงเกิดขึ้นเพื่อรองรับการพัฒนาบุคลากรในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งเป็นงานที่สร้างการปรับตัวขนาดใหญ่ให้แก่สถาบันการศึกษาทุกระดับ เพื่อให้การศึกษาสามารถตอบโจทย์ “ความต้องการ” การมีงานทำ – มีรายได้สูง – มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต่างไปจากการศึกษาแบบเดิมๆ ที่มุ่งผลิตบัณฑิตไร้ทิศทาง!


ทิศทางย้อนกลับ ปรับสร้างการศึกษาที่ใช่

การศึกษาที่มุ่งปรับสร้างระบบให้ทันโลกยุคใหม่มีแต่กลับหัวกลับหางจากแบบเดิม กล่าวคือ แต่เดิมนั้นเริ่มตั้งแต่ ก.ไก่ ถึง ฮ. นกฮูก แต่การศึกษาที่ต้องตอบโจทย์ความต้องการของงานที่รออยู่ เริ่มในทางกลับทางกัน คือให้ ฮ.นกฮูก เป็นตัวตั้งและปรับสร้างกระบวนระบบให้เปลี่ยนแปลงไปสู่ ก.ไก่ ซึ่งการขับเคลื่อนโลกการศึกษาในกระแสนี้มักจะเริ่มจากการสร้างพื้นฐานความเข้าใจร่วมกันของบุคลากรและสถาบันที่ตกลงเข้าร่วม โดยเป็นการทำความเข้าใจทิศทางการพัฒนาประเทศ การเปลี่ยนแปลงของ ระบบงาน – วิชาชีพ – เทคโนโลยี ที่ยกระดับทั้งด้านศักยภาพการผลิตและการบริการยุคใหม่ ด้วยการพึ่งพาเทคโนโลยีและการเชื่อมโยงกับภูมิภาคต่างๆ จากทุกมุมโลก ในรูปแบบ เศรษฐกิจฐานความรู้ และ นวัตกรรมที่ไร้พรมแดน ก้าวข้ามข้อจำกัดของกาลเวลา

บุคลากรที่จะเข้าสู่ระบบงานในภาคการผลิตและการบริการยุคใหม่ จึงเป็นบุคลากรที่จะเข้ามายกระดับความรู้จากแบบเดิมสู่ความรู้แบบใหม่ โดยต้องมีมาตรฐานตามเกณฑ์ของอุตสาหกรรมแต่ละประเภทในยุค 4.0

นี่คือความเป็นจริงและเป็นความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่

การปรับสร้างการศึกษาในแบบ EEC โมเดล นอกจากต้องทำความเข้าใจกับโลกในวันข้างหน้าแล้ว ยังร่วมกันศึกษาความต้องการที่แท้จริงในทุกอุตสาหกรรมเป้าหมายได้ เพื่อสำรวจความต้องการบุคลากรในทุกระดับ ซึ่งอีก 5 ปีข้างหน้า คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมเป้าหมายทั้งหมดจะต้องการบุคลากรกว่า 500,000 คน โดยแบ่งเป็นความต้องการบุคลากรในระดับอาชีวะราวร้อยละ 60 ที่เหลือเป็นระดับปริญญาและสูงกว่า


ก้าว…แต่ละก้าว เพื่อการพัฒนาและสร้างบุคลากรร่วมกัน

จากผลสำรวจความต้องการบุคลากรตามประเภททักษะของงานในแต่ละระดับและจำนวนแล้ว การปรับสร้างการศึกษาในช่วงต่อไป…ที่บอกว่าเดินมาไกลแล้ว ยังมีภารกิจอีกมากมายและไกลโขรออยู่ คือ การปรับระบบการศึกษาเพื่อมุ่งสร้างบุคลากรร่วมกัน โดยขยับปรับฐานตั้งแต่ระดับพื้นฐาน สู่ระดับอาชีวะ และระดับปริญญาตรีและสูงกว่า เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่รออยู่ข้างหน้า

ก้าวสำคัญที่จะต้องทำเป็นงานต่อไปคือ การปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนทำงานและสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วม พร้อมกับการจัดปรับระบบระเบียบที่เทอะทะ ช่วยให้ผู้คนก้าวพ้นจากกับดักที่เคยชินในด้านแนวคิด แนวทางของการศึกษาที่สร้างความล้มเหลวซ้ำซากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กล่าวคือ บุคลากรและสถาบันการศึกษานั้นๆ ต้องมีทัศนะชัดเจนเพื่อที่จะมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกัน บนฐานความเข้าใจกระบวนระบบของการจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์ความต้องการบุคลากรได้ตามเป้าหมายที่ศึกษาร่วมกันไว้ ด้วยความมุ่งมั่น ด้วยความร่วมมือของสถาบันการศึกษา กับภาคอุตสาหกรรมทั้งกลุ่มการผลิตและกลุ่มบริการ ที่จะเชื่อมเข้าหากันในรูปแบบของการเรียนและให้ปฏิบัติงานพร้อมกันไปด้วย โดยงานต่างๆ ก็จะมีมาตรฐานเป็นเกณฑ์ชี้วัดในแต่ละประเภทและระดับงาน ซึ่งจะช่วยยกระดับการพัฒนาทั้งทักษะการสื่อสาร ความชำนาญการ และสมรรถนะโดยรวม ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้

นี่คือกระบวนการสำคัญที่ต้องสร้างความร่วมมือจากหลายภาคส่วน


กระบวนการข้างต้นจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้ ต้องมีองค์ประกอบสำคัญดังนี้

1. มีการพัฒนาคุณภาพของบุคลากรทางการศึกษา ทั้งในกลุ่มครูอาจารย์และกลุ่มสนับสนุนที่จะช่วยสร้างการพัฒนาในระบบการเรียน-การสอน ในขณะเดียวกัน ก็เพิ่มคุณภาพให้แก่บุคลากรและสถาบันการศึกษาไปด้วย

2. มีหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการครบกระบวนระบบทุกระดับ ตั้งแต่การศึกษาระดับพื้นฐาน อาชีวะ ปริญญาตรี และสูงกว่า รวมทั้งหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นที่มุ่งเพิ่มทักษะ ปรับเสริมทักษะต่างๆ ที่จะกระจายอยู่ในสถาบันระดับอาชีวะและสูงขึ้นไป

3. มีการสร้างประสบการณ์และมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพที่เชื่อมโยงการศึกษากับการทำงานอย่างเห็นได้ชัด โดยมีสภาวิชาชีพหรือสมาคมวิชาชีพต่างๆ สนับสนุนการจัดการศึกษาและจัดฝึกอบรมให้ได้มาตรฐานตามหลักการของภาคการผลิต การบริการ และการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่บุคลากรทุกระดับ

4. มีการพัฒนาความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับภาคอุตสาหกรรมการผลิต การบริการ และสมาคมมาตรฐานวิชาชีพ รวมทั้งสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เพื่อพัฒนาศักยภาพ – คุณภาพบุคลากรให้ได้ตามมาตรฐานสากลที่วางไว้ และสร้างความเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับกระแสความต้องการของโลก

5. มีการพัฒนาระบบติดตาม ประเมินผล เพื่อยกระดับคุณภาพและเสริมสร้างการศึกษา และผลิตบุคลากรให้เพียงพอต่อความต้องการ รวมทั้งขยายผลสู่สถาบันการศึกษาในพื้นที่อื่นซึ่งผ่านการบ่มเพาะศักยภาพด้านการผลิตบุคลากรได้ตามเกณฑ์ของ EEC โมเดล

แม้จะเดินมาไกลพอสมควรแล้ว แต่นี่คือกระบวนการที่ต้องร่วมกันขับเคลื่อนต่อไปอีกไกล เพื่อเป็นต้นแบบของการสร้างบุคลากรยุคใหม่ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เป็นภารกิจสำคัญที่ EEC ต้องร่วมผลักดันภาคการศึกษา จัดปรับให้ทันความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี พัฒนาการของภาคการผลิตและบริการ ในยุคที่มีการแข่งขันสูง ต้องใช้ศักยภาพสูง ในโลกที่ไร้เวลาและไร้พรมแดน!

ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนี้ เป็นแค่ปฐมบทที่ยกขึ้นมากระชับความคิดว่า การทำงานทั้งกระบวนระบบต้องจับมือกันให้แน่น – มองเป้าหมายชัด เพื่อเดินไปสู่อนาคตอย่างมุ่งมั่น – มั่นคง ตอบโจทย์ความต้องการได้จริงทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ เพื่อยกระดับความก้าวหน้าของสถาบันการศึกษา สังคม เศรษฐกิจ และประเทศไทย สู่การเป็นผู้นำของภูมิภาคและสร้างสังคมยุคใหม่ให้เกิดขึ้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป


 

 

เรื่อง : Apichartology