ทีดีอาร์ไอ เผยผลประมาณการค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทยในอีก 15 ปีข้างหน้า ตามหลักขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) จะคิดเป็นเงินประมาณ 4.8 – 6.3 แสนล้านบาท เมื่อผนวกกับปัจจัยสังคมสูงวัย ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไปถึง 1.4 – 1.8 ล้านล้านบาท!


ผู้ป่วยเพิ่ม ผู้สูงวัยเพิ่ม ความท้าทายก็เพิ่ม

จำนวนเงินที่ต้องใช้เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสุขภาพระดับล้านล้าน กอปรกับนโยบายของรัฐบาลที่ตั้งเป้าให้ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการให้บริการทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพระดับโลก ภายในกรอบเวลา 10 ปี ส่งผลให้องค์กรด้านสาธารณสุขและโรงพยาบาลในประเทศไทยตระหนักถึงการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยขับเคลื่อนองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการบริการต่างๆ ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นในระบบ เพิ่มขีดความสามารถ เพื่อการเข้าถึงสาธารณชน ตลอดจนเพิ่มความพึงพอใจให้แก่ผู้รับบริการ ซึ่งประโยชน์เหล่านี้จะช่วยผลักดันให้เกิดการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คล่องตัวมากขึ้น และตอบสนองต่อนโยบายของประเทศ

 “ประชากรสูงอายุที่มีมากขึ้น โรคเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยที่ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้น รวมถึงความท้าทายทางเทคนิคและสังคมอื่นๆ ล้วนสร้างแรงกดดันให้โรงพยาบาลและผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพมากขึ้นเช่นกัน และไม่มีวิธีที่จะแก้ความท้าทายเหล่านี้ได้อย่างทันทีทันใด”  ทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี ผู้จัดการประจำประเทศไทย นูทานิคซ์ กล่าว 

ธนาคารโลก ให้ข้อมูลทางสถิติไว้ว่า การที่ประชากรวัยทำงานลดลง ประเทศไทยจึงเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุรวดเร็วขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยในปี พ.ศ. 2559 ผู้ที่มีอายุ 65 ขึ้นไป มีจำนวน 11% ของประชากรทั้งหมดของไทย (ประมาณ 7.5 ล้านคน) และคาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2583 จะมีผู้ที่อายุเกิน 65 ปี เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 17 ล้านคน มากกว่าหนึ่งในสี่ของประชากรไทยทั้งหมด

โดยปัจจัยที่ทวิพงศ์มองว่าจะเข้ามาช่วยได้คือ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ทันสมัยและสามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต รวมถึงการใช้ประโยชน์จากระบบคลาวด์ เป็นขั้นตอนแรกที่เริ่มทำได้ทันที เพื่อคงคุณภาพการดูแลรักษาในปัจจุบันและเก็บข้อมูลเพื่อให้บริการด้านการดูแลสุขภาพของแต่ละบุคคลได้เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น


ผลสำรวจที่เผยความต้องการและการจัดการระบบคลาวด์ที่ดีและไม่ดี

cloud nutanix
Source : www.nutanix.com

นูทานิคซ์ สำรวจเกี่ยวกับการใช้งานคลาวด์จากผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอที 2,300 รายทั่วโลก และเปิดเผยตัวเลขผ่านรายงาน Nutanix Enterprise Cloud Index ในด้านการวางแผนใช้งานเทคโนโลยีคลาวด์ขององค์กรด้านสาธารณสุขและโรงพยาบาล ทั้งที่เป็น ไพรเวท คลาวด์ ไฮบริด คลาวด์ และพับลิก คลาวด์ พบว่า วงการสาธารณสุขและโรงพยาบาลใช้งาน ‘ไฮบริด คลาวด์’ ระบบคลาวด์ที่รวมความสามารถของไพรเวทและพับลิก คลาวด์เข้าด้วยกัน เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เมื่อแยกตามกลุ่มอุตสาหกรรม ‘หน่วยงานด้านสาธารณสุขและโรงพยาบาล’ เป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้งานไฮบริด คลาวด์ มากเป็นลำดับที่ 3


ในรายงาน Nutanix Enterprise Cloud Index ยังพบว่า ระยะเวลาเพียง 2 ปี การใช้งานไฮบริด คลาวด์ของผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขและโรงพยาบาล จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 19% เป็น 37%

ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่า วงการสาธารณสุขและโรงพยาบาลหันไปใช้ระบบไฮบริด คลาวด์ มากขึ้นเพื่อความยืดหยุ่นของการใช้งานและสามารถเคลื่อนย้ายแอปพลิเคชันระหว่างไพรเวท คลาวด์ และพับลิก คลาวด์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งลดความกังวลเรื่องความปลอดภัยและกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องได้


ระบบคลาวด์ : การใช้งาน & การใช้จ่าย

แรงจูงใจอีกประการหนึ่งของการใช้งานไฮบริด คลาวด์ ในองค์กรต่างๆ คือ การที่องค์กรเหล่านั้นจำเป็นที่จะต้องควบคุมค่าใช้จ่ายด้านไอที

  • องค์กรที่ใช้พับลิก คลาวด์ มีการใช้จ่ายเงินคิดเป็น 26% ของงบประมาณด้านไอทีประจำปี และจะเพิ่มเป็น 35% ภายในเวลา 2 ปี
  • เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายกับระบบพับลิก คลาวด์ บริษัทด้านเฮลท์แคร์ใช้งบประมาณเกินกว่าที่ตั้งไว้ 40% ขณที่บริษัทระดับโลกซึ่งอยู่ต่างอุตสาหกรรมใช้งบประมาณเกินกว่าที่ตั้งไว้ 35%
  • การใช้พับลิก คลาวด์ ในองค์กรด้านสาธารณสุขและโรงพยาบาล แซงหน้าการใช้ IoT ในอุตสาหกรรมอื่น โดยอุตสาหกรรมด้านสาธารณสุขและโรงพยาบาลนิยมใช้งานพับลิก คลาวด์ ในระดับใกล้เคียงกับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งนี้ในรายงานข้างต้นระบุว่า มีการใช้งาน 13% เมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยทั่วโลกที่ 12%

ผู้ตอบแบบสอบถาม 88% คาดหวังผลลัพธ์เชิงบวกจาก ไฮบริด คลาวด์ ในขณะที่ปัจจุบัน ทักษะด้านนี้ยังขาดแคลนในองค์กร โดยเป็นทักษะที่ขาดแคลนลำดับที่ 2 รองจากทักษะด้าน AI & Machine Learning (ปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องจักร)

การใช้งานคลาวด์โมเดล ไม่ว่าจะเป็นแบบไฮบริดหรือแบบอื่นๆ ช่วยเปลี่ยนผ่านวิธีให้บริการธรรมดาไปสู่ การให้บริการในรูปแบบดิจิทัล ได้ และเมื่อนำไปใช้ในวงการสาธารณสุขจะช่วยให้โรงพยาบาลบริหารจัดการแอปพลิเคชันและประเภทข้อมูลที่แตกต่างกันได้ดียิ่งขึ้น เช่น การใช้ประโยชน์จากระบบอัตโนมัติ (Automation) การสร้างสายงานบริการแบบใหม่ อาทิ

  • Telehealth การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทางด้านการแพทย์
    ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษาทางด้านการแพทย์ระยะไกลผ่านระบบประชุมทางไกล หรือผ่านระบบโทรคมนาคมอื่นๆ และ/หรือ การส่งข้อมูลอื่นๆ ผ่านระบบ เช่น เวชระเบียน ภาพเอ็กซ์เรย์ หรือเสียงการเต้นของหัวใจของผู้ขอรับการปรึกษาไปยังผู้ให้คำปรึกษาได้
  • Remote Patient Monitoring ระบบการส่งข้อมูลระยะไกลเพื่อเฝ้าระวังผู้ป่วย
    ใช้ติดตาม เฝ้าระวัง วิเคราะห์ปัญหาสุขภาพ และแนวโน้มที่อาจเกิดอันตรายกับผู้ป่วยจากระยะไกลได้ แต่หากเกิดเหตุใดๆ ขึ้น ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดสามารถเข้าช่วยเหลือผู้ป่วยหรือผู้ประสบเหตุได้อย่างทันท่วงที เทคโนโลยีนี้จึงช่วยลดความกังวลของผู้ป่วยและสมาชิกในครอบครัว ทั้งยังส่งผลต่อการลดจำนวนผู้ที่เข้ารับการรักษาในแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาล และลดอัตราการเสียชีวิตได้อีกทางหนึ่ง

ยังไม่รู้เกี่ยวกับ คลาวด์ คอมพิวติง ตามไปอ่านเพื่อเติมความรู้ได้ที่

ก้อนเมฆ ‘Cloud Computing’ คืออะไร ต้องใช้ไหม มีแบบฟรีหรือเปล่า?