ประเด็นเรื่อง ‘หนี้ครัวเรือนไทย’ ที่ดูจะเพิ่มขึ้นทุกปี กลายเป็นปัญหาสังคมที่หลายฝ่ายพยายามร่วมกันแก้ไข ทั้งด้วยการนำเสนอทางออก เคล็ดลับการประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนด้วยวิธีต่างๆ แต่ก็ดูเหมือนว่า ทุกทางออกจะพ่ายแพ้ให้กับกลยุทธ์การตลาด ทั้งจากสินค้าประเภทต่างๆ การให้สินเชื่อ และโปรโมชันบัตรเครดิต


เผยยอด ‘หนี้ครัวเรือนไทย’ ล่าสุดพุ่งสูง ชี้ครอบครัวไทยมีหนี้คงค้างเพิ่มขึ้น

ข้อสันนิษฐานนี้ สอดคล้องกับรายงานฉบับล่าสุด ที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกมาเปิดเผยยอดคงค้างเงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือน หรือหนี้ครัวเรือนไทย ซึ่งขยับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 12.827 ล้านล้านบาท ในไตรมาส 4/2561 ท่ามกลางการเร่งเครื่องรุกตลาดของสินเชื่อรายย่อยหลายๆ ประเภท ทั้งสินเชื่อบ้าน สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ รวมถึงสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล

โดยรายงานฉบับเดียวกันนี้ ได้ให้ข้อค้นพบเพิ่มเติมด้วยว่า หนี้ครัวเรือนในไตรมาส 4/2561 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ถึง 2.2% อย่างไรก็ตามในไตรมาส 4/2561 ที่ผ่านมา มีปัจจัยเฉพาะที่มากระตุ้นให้เกิดยอดการใช้จ่ายของครัวเรือนเพิ่ม คือ การปรับเกณฑ์การกำหนดการวางเงินดาวน์สำหรับการซื้อบ้าน (มาตรการ LTV ใหม่) ที่มีผลทำให้ครัวเรือนบางกลุ่มเร่งตัดสินใจก่อหนี้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยก่อนที่มาตรการ LTV ใหม่จะมีผลบังคับใช้ในเดือน เม.ย. 2562

ภาพรวมหนี้ครัวเรือนในปี 2561 นับว่าเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี ขยับขึ้นไปที่ 78.6% ในปี 2561 จาก 78.3% ในปี 2560 ส่วนยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนของไทยเติบโตขึ้น 6.0% สูงกว่าอัตราการเติบโตของมูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ (Nominal GDP) ซึ่งอยู่ที่ 5.6%

อย่างไรก็ดี คงต้องยอมรับว่า กว่าครึ่งหนึ่งของ หนี้ครัวเรือนไทย ที่เพิ่มขึ้นนั้น ก่อให้เกิดสิทธิความเป็นเจ้าของในทรัพย์สิน เช่น ซื้อบ้าน-ซื้อรถ และขยายธุรกิจ ขณะที่การก่อหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค (ไม่มีหลักประกัน) ทั้งในส่วนหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับภาพรวมของยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนทั้งหมด

ส่วนแนวโน้มหนี้ครัวเรือนในปี 2562 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การที่สถาบันการเงินและผู้ประกอบการอื่นที่ไม่ใช่สถาบันการเงินยังคงมุ่งปล่อยสินเชื่อรายย่อยอย่างต่อเนื่องในปีนี้ อาจทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีปี 2562 ยังคงทรงตัวใกล้เคียงกับตัวเลขในช่วงปลายปี 2561

และด้วยภาพรวมเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่ชะลอลงในปีนี้ เมื่อผนวกกับภาระหนี้ของครัวเรือนที่น่าจะเพิ่มขึ้นจากผลของการก่อหนี้ก้อนใหญ่ (หนี้บ้านและหนี้รถ) ที่มีผลผูกพันหลายปี นับจากวันที่ก่อหนี้ จะส่งผลให้ครัวเรือนหลายต่างๆต้องคิดให้มากขึ้นหากต้องการก่อหนี้ก้อนใหม่

สำหรับประเด็นในระยะข้างหน้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สัญญาณอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่มีโอกาสทรงตัวที่ระดับ 1.75% ตลอดช่วงที่เหลือของปี อาจมีส่วนช่วยลดทอนแรงกดดันจากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นต่อครัวเรือนที่มีภาระหนี้ลงมาบางส่วน ในขณะที่ยังต้องติดตามมาตรการด้านเศรษฐกิจภายใต้การดำเนินการของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งคาดว่าน่าจะเข้ามาช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ และดูแลแก้ไขปัญหาด้านรายได้-ภาระหนี้ ของครัวเรือน โดยเฉพาะครัวเรือนในกลุ่มที่มีรายได้น้อยไปได้บ้าง


ครอบครัวไทยที่อยากออกจากวังวน ‘หนี้ครัวเรือน’ ฟังทางนี้

ก่อนที่ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย จะหมักหมมกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง บั่นทอนความสงบสุขของครอบครัวไทย การมาร่วมกันหามุมมองทางออกให้กับปัญหานี้ก่อนจะสายเกินแก้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างเร่งด่วน

และผลการศึกษาเรื่อง “หนี้ครัวเรือนไทย : ข้อเท็จจริงที่ได้จาก BOT-Nielsen Household Financial Survey” (โดย สรา ชื่นโชคสันต์, สุพริศร์ สุวรรณิก และธนัชพร สุขสุเมฆ, March 01,2019) ก็ได้ให้ข้อเสนอแนะที่น่าสนใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของครัวเรือนไว้ โดยได้วิเคราะห์ถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของครัวเรือนไทยที่นำมาซึ่งปัญหาหนี้สินสะสมก่อนว่า

“การขาดวินัยทางการเงินของครัวเรือนไทยเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาหนี้สินของภาคครัวเรือน โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีหนี้และมีปัญหาทางการเงิน ก็มักจะไม่ระมัดระวังในการใช้จ่าย มีไลฟ์สไตล์ที่ค่อนข้างสุรุ่ยสุร่าย ซึ่งมีสาเหตุมาจากการให้ความสำคัญกับความมีหน้ามีตาทางสังคมเป็นใหญ่ กระทั่งขาดการประเมินกำลังซื้อของตนเอง”

นอกจากนั้น รายงานผลการศึกษาฉบับนี้ยังแนะนำให้ครอบครัวไทยต้องตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพในเชิงป้องกัน เพื่อลดการเจ็บไข้ได้ป่วยในอนาคต เพราะค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สามารถสร้างปัญหาหนี้สินจนเป็นปัญหาทางการเงินแก่ครัวเรือนได้

ดังนั้น การจะแก้ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนให้มีประสิทธิภาพจึงต้องเริ่มที่ระดับครัวเรือนก่อน ซึ่งแนวทางที่ทุกคนในสังคมไทยควรร่วมกันปฏิบัติตามเพื่อบรรเทาปัญหาหนี้ครัวเรือนให้เบาบางลง มีดังนี้

  • เข้าใจพฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเอง จัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายของครัวเรือน ซึ่งจะทำให้ทราบว่า พฤติกรรมการใช้จ่ายที่แท้จริงมีจุดไหนที่จำเป็นและไม่จำเป็น รายจ่ายใดเป็นรายจ่ายประจำและรายจ่ายใดเป็นรายจ่ายแบบชั่วคราว หากทำได้ ครัวเรือนนั้นก็จะบริหารจัดการการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ตั้งเป้าหมายลดค่าใช้จ่าย แบ่งเป้าหมายเป็นขั้นบันไดจากง่ายไปยาก ตั้งเป้าหมายจากที่ไม่เข้มงวดมากนักในช่วงแรกค่อยๆก้าวไปสู่เป้าหมายที่เข้มงวดมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้สมาชิกในครอบครัววปรับตัว เพราะการปรับตัวในช่วงแรกมักทำได้ยากและสมาชิกในครอบครัวมักจะสูญเสียกำลังใจหรือท้อถอยหากไม่สามารถทำได้ ในทางกลับกัน การตั้งเป้าหมายที่ไม่เข้มงวดมากนักแต่ทำได้จริง จะทำให้ทุกคนเกิดความภาคภูมิใจและมีกำลังใจที่จะทำอย่างต่อเนื่อง
  • ออมเงินให้เป็นกิจวัตร โดยการแบ่งส่วนเงินออมไว้ตั้งแต่แรกทุกครั้งเมื่อมีรายได้เข้ามาก่อนการใช้จ่ายใดๆ เพื่อเป็นการรักษาวินัยในการออมและเป็นการบังคับให้วางแผนการใช้จ่ายจากเงินส่วนที่เหลือ
  • ออมก่อนกู้เพื่อลดภาระหนี้ที่ต้องจ่ายในอนาคต การกู้ยืมเต็มอัตราที่ 100% ของมูลค่าหลักทรัพย์ค้ำประกัน จะทำให้มีภาระหนี้สูงในอนาคตจากเงินต้นที่สูง ซึ่งภาระหนี้สามารถลดลงได้หากผู้บริโภคออมและใช้เงินออมนั้นส่วนหนึ่งมาใช้จ่ายแทนที่จะต้องกู้ทั้งหมด เช่น การซื้อรถยนต์ ควรใช้เงินของตนเองส่วนหนึ่งแทนการกู้ตามมูลค่ารถยนต์ทั้งหมด 100%
  • พยายามไม่ให้สัดส่วนภาระหนี้จ่ายต่อเดือนเทียบกับรายได้ต่อเดือน (debt service ratio) สูงกว่า 40% โดยมีงานวิจัยชี้ว่า หากสัดส่วนดังกล่าวเกิน 40% อาจจะสร้างปัญหาทางการเงินแก่ครัวเรือนและน้าไปสู่การผิดชำระหนี้ได้
  • อย่าเสียดายโอกาสหรือเป็นเหยื่อการตลาดของผู้ขาย เนื่องจากผู้บริโภคมักจะถูกหลอกล่อและตกเป็นเหยื่อของกลยุทธ์ทางการตลาดหลากหลายรูปแบบ ทั้งการผ่อนแบบ 0% หรือการลดแลกแจกแถมต่างๆที่ทำให้เราเสียดายโอกาสเพราะคิดว่าโอกาสทองแบบนี้มีไม่มากจึงตัดสินใจซื้อทั้งๆที่ไม่จำเป็น ดังนั้น ก่อนที่จะซื้อให้ตั้งคำถามกับตัวเองถึงความจำเป็นหลายครั้ง หรือลองทดสอบใจตนเองโดยการรอคอยอีกหนึ่งสัปดาห์ แล้วค่อยมาคิดทบทวนอีกครั้งว่ายังจำเป็นต้องซื้อไหม
  • การดูแลสุขภาพให้ดีเพื่อลดโอกาสการเกิดโรคภัยไข้เจ็บ ที่จะนำมาซึ่งการเสียค่ารักษาและการเป็นหนี้ก้อนใหญ่ต่อไป

รวมถึงการวางแผนทำประกันสุขภาพ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย โดยควรเริ่มทำตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งเป็นวันที่ร่างกายยังแข็งแรง เพื่อให้ประกันสุขภาพครอบคลุมการรักษาโรคต่างๆ ให้มากที่สุด


ที่มา :


เปลี่ยนสังคมอุดม ‘ปัญหา’ ให้กลายเป็นสังคมอุดม ‘ปัญญา’ ด้วยบทความแนะทางออกดีๆ ต่อไปนี้

3 มาตรการ 1 เครื่องมือ พิชิตภารกิจเปลี่ยนผ่าน ‘เกษตรกรรมไทย’ สู่ ‘เกษตรยั่งยืน’

หรือภาพจำ ‘รถไฟไทย’ ทำให้เรามองข้าม ‘รถไฟความเร็วสูง’?

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ส่องทางรอดธุรกิจท่องเที่ยว ปรับตัวรับ ‘การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)’