Of all of the promises

Is this one we can keep

Of all of the dreams

Is this one still out of reach?


It’s early fall

There’s a cloud in the New York skyline

Innocence dragged across a yellow line

These are the hands that built America


ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งซึ่งถือเป็นเสมือนภาพแสดงแทนพลวัตรของสังคมอเมริกันผ่านบทความ “สำรวจ Gloryland ในวันที่อำนาจสั่นคลอน” ทั้ง 10 ตอนที่ผ่านมา คือหนังที่มีชื่อว่า Gangs of New York

โดยมีบทเพลง The Hands That Built America ของชาวคณะ U2 ข้างต้น เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์

Gangs of New York

เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้น กินความยาวนานตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 1840 จนถึงยุคทศวรรษที่ 1950 แกนหลักของหนังเรื่องนี้คือการต่อสู้เพื่อแย่งชิงพื้นที่บนเกาะแมนฮัตตันอันเป็นที่ตั้งของมหานครนิวยอร์กยุคโบราณระหว่าง “ผู้มาก่อน” และ “ผู้มาใหม่”

 

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1846 ด้วยฉากการปะทะกันระหว่าง “ผู้มาก่อน” คือ แก๊ง  The Nativist ผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ นำโดย William Cutting เจ้าของฉายา Bill the Butcher กับ “ผู้มาใหม่” คือแก๊ง Dead Rabbits ซึ่งเป็นของชาวคาทอลิกไอริชที่อพยพเข้ามาอาศัยใน “สหรัฐอเมริกา” ภายใต้การนำของบาทหลวง Vallon ซึ่งถูกสังหารจากการปะทะในครั้งนั้น และต่อมา Amsterdam Vallon บุตรชายของบาทหลวงผู้หวังแก้แค้นแทนพ่อของเขาตลอดเวลา

ด้วยความที่ภาพยนตร์เรื่อง Gangs of New York กินเวลาที่ยาวนาน แม้ว่าตัวหนังจะไม่ได้ลงลึกถึงเหตุการณ์ในห้วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่ง “สหรัฐอเมริกา” ได้เข้าร่วมมากนัก ทว่า ภาพยนตร์ก็มีหลายฉากที่แสดงให้เห็นถึงผลพวงของสงครามดังกล่าวที่มีต่อสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนอเมริกันอย่างมากมาย แม้ว่า “สหรัฐอเมริกา” จะเป็นประเทศที่ชนะสงครามก็ตามที


“…ชาวอเมริกันต่างพากันเฉลิมฉลองวันสิ้นสุดสงครามในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1918 อย่างมีความสุข แต่เหตุการณ์ต่อจากนั้นต่างกันไกลกับสิ่งที่ประธานธิบดีวิลสันและคนในชาติคาดหวัง หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติ กองทหารอเมริกันเข้าร่วมกับกองกำลังนานาชาติทำสงครามกับรัสเซียโดยหวังโค่นล้มระบอบคอมมิวนิสต์ที่เพิ่งสถาปนา การกระทำดังกล่าวสร้างความบาดหมางนำไปสู่ความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างกันในภายหลัง ประธานาธิบดีวิลสันเข้าร่วมการประชุมสันติภาพที่แวร์ซายส์ในปี ค.ศ. 1919 ถือเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่เดินทางไปต่างประเทศในระหว่างดำรงตำแหน่ง แต่ผลการประชุมโดยส่วนใหญ่สร้างความผิดหวังให้เขา ประเทศฝรั่งเศส อังกฤษ และอิตาลี ใช้สนธิสัญญาสันติภาพในการแก้แค้นชาติศัตรู ด้วยการเรียกร้องค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาล และเฉือนเอาดินแดนทั้งจากเยอรมนีและออสเตรีย ซึ่งสั่งสมความโกรธแค้นในหมู่ประเทศผู้แพ้สงครามจนลุกลามบานปลาย…”

(สำนวนแปล กีรตยาจารย์และธรรมศาสตราภิชาน ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และ ดร.อาวุธ ธีระเอก จากหนังสือ ประวัติศาสตร์อเมริกา: ความรู้ฉบับพกพา แปลจาก AMERICAN HISTORY: A VERY SHORT INTRODUCTION ผลงานการเขียนของศาสตราจารย์กิตติคุณเมิร์ลเคอร์ติแห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน ดร.PAUL S. BOYER)


แม้ “สหรัฐอเมริกา” จะมีชัยชนะจากการเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทว่า ผลพวงของสงครามโลกครั้งนั้น กลับไม่ก่อให้เกิดประโยชน์โภชน์ผลใดๆ กับคนในชาติ อีกทั้งก็แทบจะเก็บเกี่ยวความยอมรับนับถือจากการเมืองระหว่างประเทศได้เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับความคาดหวังจากการสนับสนุนการเข้าร่วมสงครามของประชาชนก่อนหน้านั้น วีรกรรมของทหารอเมริกันผู้อาจหาญทั้งหมดจึงกลายเป็นความทรงจำอันเลือนรางเมื่อประเทศของพวกเขาก้าวย่างอย่างสับสนสู่ทศวรรษที่ 1920

“…สภาวะตึงเครียดปรากฏชัดเจนในสังคมอเมริกันทศวรรษ 1920 เมื่อผู้คนต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี อุดมการณ์ที่สับสน และแรงกดดันในสังคมจากการขยายตัวของความเป็นเมือง ผู้อพยพเข้าประเทศ และการย้ายถิ่นขึ้นเหนือของคนแอฟริกันอเมริกัน สำมะโนประชากรในปี ค.ศ. 1920 บ่งชี้ว่า สังคมอเมริกันเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาวะสังคมเมืองแล้ว นับเป็นครั้งแรกที่คนอเมริกันอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่และชุมชนเมืองมากกว่าอยู่ในเขตชนบท…”

“…ทศวรรษ 1920 ฉายแววยุคแห่งความมั่งคั่ง จากโฆษณาถาโถมไม่หยุดหย่อน และความต้องการรถยนต์ วิทยุ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ดูเหมือนไม่มีวันพอของผู้บริโภค ธุรกิจรับสร้างบ้านเฟื่องฟู ครอบครัวใช้เวลาวันหยุดกรูกันเข้าโรงหนังและสนามกีฬา แต่ความมั่งคั่งก็มีขอบเขตเช่นกัน เกษตรกรมีหนี้ท่วมท้นต่างแบกรับความทุกข์ยากจากราคาผลผลิตตกต่ำ ครอบครัวผู้อพยพมาเป็นแรงงานในอเมริกาต้องดิ้นรนปากกัดตีนถีบหาเลี้ยงชีพ ส่วนคนแอฟริกันอเมริกันและคนพื้นเมืองส่วนใหญ่ในยุคเหยียดผิว ก็ใช้ชีวิตอยู่ตามชายขอบของภาคเศรษฐกิจ…”

มีวรรณกรรมเล่มหนึ่ง ซึ่งส่องสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะสังคมอเมริกันในห้วงเวลาดังกล่าวได้อย่างแจ่มชัด หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า The Great Gatsby

The Great Gatsby เป็นผลงานการประพันธ์ของ F.Scott Fitzgerald หนึ่งในนักเขียนอเมริกันที่ทรงอิทธิพลที่สุดในศตวรรษที่ 20 เนื้อหาหลักของ The Great Gatsby เป็นเรื่องราวรักสามเส้าของ Jay Gatsby อภิมหาเศรษฐีลึกลับผู้ชอบจัดงานปาร์ตี้ กับ Daisy Buchanan ผู้เป็นญาติห่างๆ ของเขา และ Tom Buchanan สามีเพลย์บอยของเธอ เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นอยู่ในสายตาของ Nick Carraway หนุ่มนักเขียนชาวอเมริกันผู้เป็นอดีตทหารผ่านศึกจากสงครามโลกครั้งที่ 1

หลังสงครามสงบลง เขาเดินทางจากตะวันตกสู่ตะวันออกของสหรัฐอเมริกาในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 1922 เพื่อเป็นนักเขียน นิวยอร์กในห้วงนั้นเป็นยุคทองของนักค้าของเถื่อน เป็นโมงยามที่ศีลธรรมตกต่ำถึงขีดสุด ทว่า สังคมได้ถูกเคลือบไว้ด้วยความแช่มชื่นของเพลงแจ๊สที่สดใส

Nick ได้รับเชิญให้เข้าร่วมปาร์ตี้ของ Jay แทบทุกครั้ง ทำให้เขารับรู้เรื่องราวลับๆ ระหว่าง Jay กับ Daisy นอกจากนี้ หลายต่อหลายครั้ง ปาร์ตี้ทำให้ Nick หลงอยู่ในโลกแห่งมนต์สะกดจากภาพลวงตาของพวกเขา ทั้งความรักและการหลอกลวง Nick จึงกลายเป็นพยานอยู่ทั้งในโลกที่เขามีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม

F.Scott Fitzgerald เขียน The Great Gatsby เฉกเช่นนิยายซ้อนนิยาย เพราะตัวละคร Nick Carraway ได้ลงมือประพันธ์ถึงเรื่องราวความรักที่ไม่มีทางเป็นไปได้ระหว่าง Jay กับ Daisy ความฝันที่มุ่งมั่นและโศกนาฏกรรมที่เข้มข้นของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสะท้อนให้เห็นถึงยุคสมัย 1920 ของสังคมอเมริกันซึ่งเป็นห้วงเวลาของความสับสนอย่างแหลมคม

นวนิยาย The Great Gatsby ของ F.Scott Fitzgerald จึงเปิดเผยให้เห็นถึงความฉาบฉวยและหยิ่งยโสของชนชั้นอภิสิทธิ์ชนในสังคมอเมริกันในห้วงเวลานั้น

Jay Gatsby กล่าวว่า “…There are all kinds of love in this world, but never the same love twice: โลกนี้มีความรักทุกประเภท แต่ไม่เคยมีความรักที่ซ้ำแบบกัน…”

แม้หลายสิ่งหลายอย่างจะไม่เป็นไปดังความคาดหวัง ทว่า ดูเหมือน F.Scott Fitzgerald ยังเต็มไปด้วยความหวังที่มีต่อทศวรรษถัดมาของ “อเมริกา”


ภาคต่อรอคุณอยู่

สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน (ตอนที่ 12) : “เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่”หรือ The Great Depression