ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างการเป็น ‘รัฐที่พัฒนาแล้วและมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง’ (เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ) กับ ‘รัฐที่ยังต้องพึ่งพิงเทคโนโลยีของประเทศอื่น’ (เช่น ไทย เวียดนาม) คือ วิสัยทัศน์การเข้าถึงและเลือกใช้เทคโนโลยีเพื่อรักษาทรัพยากรและช่วยเพิ่มแรงงานการผลิต ซึ่งรัฐที่ยังต้องพึ่งพิงประเทศอื่นมักจะทำอะไรแบบขี่ช้างจับตั๊กแตน 


เช่น หน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานวางแผนทั้งด้านกำลังคน งบประมาณ เวลา และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อแก้ปัญหาราคาสินค้าหรือช่วยเพิ่มรายได้ แต่เมื่อพิจารณาและเปรียบเทียบผลที่ได้รับ นอกจากไม่มีความแน่นอนแล้ว ยังมีแต่ปัญหาซ้ำซาก

20 ปีก่อน ได้ยินเรื่องแบบนี้ ปี 2020 ก็น่าจะได้ยินเรื่องนี้ต่อไป (นี่อาจเป็นเพราะขาดวิสัยทัศน์ที่จะสร้างความก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศ) นี่เป็นวิธีคิดของรัฐที่ยังต้องพึ่งพิงประเทศอื่น หรือ รัฐอุกกาบาต ซึ่งอาจจะไม่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่จ่ายภาษีแล้วต้องการเข้าถึงความเป็นธรรม ความแน่นอนที่กินได้ ใช้ประโยชน์ได้ในวงกว้าง ดังนั้น อาจต้องมีการวิจัยข้อสันนิษฐานนี้ในทางวิชาการ  ว่าเป็นสาเหตุของความล้มเหลวในการพัฒนากลไกตลาดอย่างอารยประเทศหรือไม่

ในทางตรงกันข้าม การเข้าถึงความเป็นธรรมที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น การมีระบบขนส่งโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงกันอย่างรถไฟความเร็วสูง เพื่อการเดินทางที่รวดเร็ว ลดการสูญเสียเวลา ไม่ต้องไปใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนนหลายชั่วโมงและเจอมลภาวะต่างๆ 

หากเป็นแนวคิดของรัฐศูนย์กลาง อาจแก้ปัญหาให้ถนนลูกรังหมดไปเสียก่อน อย่างที่ชนชั้นนำอธิบาย และถ้าเราใช้ตัวชี้วัดเป็น ‘คุณภาพชีวิต’ ก็จะเห็นผลที่แตกต่างกันอย่างมาก

หันกลับมาดูปัญหา ‘ภาคการผลิตฐานวัตถุดิบ’ กับการแก้ปัญหาด้วย OilX แพลตฟอร์มจากลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ปัจจุบัน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือที่สามารถคิดได้อย่างอิสระและมีความเป็นไปได้ว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่อุตสาหกรรมน้ำมันและแก๊ส รวมถึงการค้าขายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้

โครงการสตาร์ทอัพของ OilX ปัจจุบันสามารถวิเคราะห์ราคาน้ำมันในตลาดให้แก่ผู้ค้าน้ำมันได้แบบเรียลไทม์ โดยเก็บข้อมูลจากการติดตามของดาวเทียมและรายงานจากหน่วยงานราชการต่างๆ มาให้ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์คาดการณ์

แพลตฟอร์ม OilX สามารถประมวลผลและให้ข้อมูลที่สมบูรณ์ น่าเชื่อถือแก่ผู้ค้า ทั้งยังเป็นตัวชี้วัดหลักของตลาดน้ำมัน ไม่ว่าจะด้านอุปสงค์หรืออุปทานในช่วงเวลาที่จำเป็น 

ผู้ก่อตั้งของ OilX กล่าวว่า ความเร็วและความแม่นยำนั้นทำให้แพลตฟอร์มมีเอกลักษณ์ คุณสมบัติทั้งสองนี้มีความสำคัญสำหรับผู้ค้าสมัยใหม่ และนี่เป็นเพียงตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพสูง

ทั้งที่จริง การใช้ปัญญาประดิษฐ์ฝึกทำนายราคาแบบดั้งเดิมไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ

เนื่องจากหนึ่งในข้อได้เปรียบหลักๆ ของ อัลกอริธึม คือ มีความสามารถด้านการคิดและวิเคราะห์เหนือกว่าสมองคน คือ มีทักษะการทำนายที่ดีเยี่ยม ผู้ค้าจึงตัดสินใจได้ดีขึ้นเมื่อมีอัลกอริทึมช่วยคาดการณ์ราคาน้ำมัน อีกด้านหนึ่ง ก็มีนักวิเคราะห์หรือสถาบันการเงินไม่น้อยที่คาดการณ์แล้วมีความแม่นยำต่ำ ดังนั้น การใช้ระบบที่คาดการณ์แล้วมีความแม่นยำสูงก็จะยิ่งเป็นที่ต้องการของตลาด

Sunset
Source : https://unsplash.com/@zburival

จะเกิดอะไรขึ้นกับ ‘กลุ่มพลังงาน’ ในอนาคต?

ตามกฎแล้ว การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในภาคอุตสาหกรรมจะผ่านการพิสูจน์การใช้งานและเห็นประโยชน์หรือคุณค่าที่แท้จริงมาแล้ว และด้วยข้อดีกับประโยชน์ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ จะส่งผลให้มีการใช้อย่างแพร่หลายในตลาดผลิตภัณฑ์อื่นๆ

เวลาผ่านไป ผู้เล่นหน้าใหม่ในวงการเทคโนโลยีดิจิทัลก็จะยังคงใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมจากอุตสาหกรรมพลังงาน มาพัฒนาวิธีแก้ปัญหาในระดับที่สูงขึ้น และอาจใช้ปัญญาประดิษฐ์ในตลาดสินค้าวัตถุดิบตัวอื่นๆ อย่าง ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย รวมถึง แก๊ส ก็กำลังเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันนี้

อารยประเทศหรือรัฐศูนย์กลางจะมีปัญหาน้อยลงหากใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพราะสามารถสกัดกั้นนักเก็งกำไรแบบเดิมๆ ได้ ราคาสินค้าก็จะมีความเหมาะสม เป็นเหตุเป็นผลมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนทางธุรกรรมต่ำลง มีผลโดยตรงต่อการ ‘ลดการสำรองสินค้าโลก’ เช่น สามารถซื้อขายสินค้าแบบปอนด์ต่อปอนด์จากภาคการผลิตได้ จึงช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจภายในประเทศได้มากยิ่งขึ้น 

ถึงเวลาที่รัฐอุกกาบาตต้องทบทวนตนเองในด้านนโยบายที่เคยทำมาเมื่อ 20 ปีก่อน มิฉะนั้น มีแต่จะทำให้ประเทศ ‘ถดถอยอย่างเรื้อรัง’ เพราะการพึ่งพาเศรษฐกิจฐานวัตถุดิบ

น่าเสียดาย…การเลือกตั้งผ่านไปแล้วก็ยังมีแต่ความมืดมน ไม่มีความแน่นอนอะไรให้เห็น


 ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย เรื่อง : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย