นิตยสาร TIME ฉบับประจำวันที่ 29 เมษายน 2019 ถึง 6 พฤษภาคม 2019 ได้คัดเลือก “โมฮาเหม็ด ซาลาห์” เป็น 1 ใน 100 บุคคลทรงอิทธิพลที่สุดของโลกประจำปี 2019


ประเด็นสำคัญที่ TIME นำเสนอเกี่ยวกับ “โมฮาเหม็ด ซาลาห์” ก็คือ บทสัมภาษณ์ของเขา ที่กล่าวถึง “สิทธิความเท่าเทียมกันของมนุษย์” โดยเฉพาะ “บทบาทสตรีในศาสนาอิสลาม” ที่ทุกวันนี้เป็นพลเมืองชั้น 2 ของโลกมุสลิม

ไม่เพียงคำพูดสวยหรูดูดี หากแต่ “โมฮาเหม็ด ซาลาห์” มี “การกระทำอันเป็นที่ประจักษ์” ด้วยการนำเงินจาก “มูลนิธิซาลาห์” ที่เขาก่อตั้งขึ้น มาสร้าง “โรงเรียนสำหรับเด็กผู้หญิงโดยเฉพาะ” ที่เมือง “นากริก” หมู่บ้านเกษตรกรรมเล็กๆ ในแคว้นการ์เบีย ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือ ห่างจากกรุงไคโรเมืองหลวงของอียิปต์ราว 100 ไมล์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา

“ผู้ชายในวัฒนธรรมอิสลามทั้งหมด ไม่ว่าจะที่อียิปต์ ตะวันออกกลาง หรือทุกแห่ง จงเปลี่ยนวิธีปฏิบัติต่อผู้หญิง นี่เป็นเรื่องที่ต้องทำ ไม่ใช่แค่ควรทำ” “โมฮาเหม็ด ซาลาห์” ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร TIME ฉบับที่มีภาพเขาขึ้นปก

ไม่เพียงประเด็น “สิทธิสตรี” เท่านั้นที่ “ซาลาห์” ให้ความสำคัญ ทว่า เขายังมีความสนใจเกี่ยวกับ “ปัญหาการเข้าถึงบริการทางการแพทย์” โดย “ซาลาห์” บริจาคเงินเพื่อซื้อรถพยาบาลให้กับโรงพยาบาลในชุมชน นอกจากนั้นยังซื้ออุปกรณ์พื้นฐานทางการแพทย์ให้กับหลายโรงพยาบาลอีกด้วย

“มาเฮอร์ ชาติญา” นายกเทศมนตรีเมืองนากริก บอกว่า “แม้ทุกวันนี้ ซาลาห์ จะเป็น “ซุป’ตาร์ลูกหนัง” โด่งดังระดับโลก แต่เขาก็ไม่เคยลืมบ้านเกิด”

“โม ให้ความช่วยเหลือชุมชนหลายอย่าง รถพยาบาลก็อย่างหนึ่ง แต่จริงๆ มีมากกว่านั้น เขาเคยควักเงิน 10,000 ปอนด์ เพื่อซื้อเครื่องตรวจรักษาโรคข้อรูมาตอยด์ ซึ่งไม่เคยมีอุปกรณ์นี้มาก่อนในเมืองนากริก” ชาติญา กล่าว

เส้นทางการเป็น “ซุป’ตาร์ลูกหนัง” ของ “โมฮาเหม็ด ซาลาห์” เริ่มต้นที่สโมสร “มุกอวิลูน” ซึ่งเป็นทีมใน “ดิวิชั่น 1 อียิปต์” ต่อด้วย “เอฟซี บาเซิล” สโมสรชั้นนำจาก “สวิตเซอร์แลนด์ ซูเปอร์ลีก” ฟอร์มอันร้อนแรงกับ “บาเซิล” ทำให้เขาได้รับฉายาว่า “เมสซี่แห่งอียิปต์” จากนั้น “โมฮาเหม็ด ซาลาห์” ถูก “เชลซี” สโมสรแถวหน้าของ “พรีเมียร์ลีกอังกฤษ” ตะครุบตัวเข้าร่วมทีม

แม้จะโชว์ฟอร์มได้ดี แต่ “เชลซี” ในปี 2014 เต็มไปด้วย “ซุป’ตาร์ลูกหนัง” ไม่มีที่ว่างสำหรับดาวรุ่งอย่าง “ซาลาห์” ทำให้เขาถูกส่งไป “ฟิออเรนตินา” สโมสรใน “กัลโช่ เซเรียอา อิตาลี” ยืมตัว ก่อนที่หมาป่า “โรมา” สโมสรยักษ์ใหญ่ของอิตาลีจะขอยืมตัว “ซาลาห์” มาอีกทอดหนึ่ง และก็เป็นหงส์แดง “ลิเวอร์พูล” สโมสรที่มีแฟนบอลมากที่สุดในโลกคว้าตัวเขามาร่วมทีมในที่สุด

สร้างสรรค์ผลงานมากมายในสีเสื้อ “เรดแมชชีน” ทั้งฤดูกาลที่แล้ว และฤดูกาลนี้ ยังไม่นับการพาทีมชาติอียิปต์เข้าสู่รอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2018 ทำให้เขาได้รับการต่อสัญญาล่วงหน้าเป็นเวลา 5 ปี ด้วยอัตราค่าจ้าง 200,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ทันทีที่เซ็นสัญญา “ซาลาห์” ยกรายได้ในสัปดาห์แรกให้กับ “กองทุนลองลีฟอียิปต์” ซึ่งเป็นองค์กรการกุศล

ปัจจุบัน นอกจากที่ “มูลนิธิซาลาห์” จะสร้าง “โรงเรียนสำหรับเด็กผู้หญิง” แล้ว เขายังสร้างสนามฟุตบอลคุณภาพดี และบริจาคอุปกรณ์กีฬาให้กับโรงเรียน “โมฮัมหมัด อายเยด อัลตันตาวี” ที่เขาเคยศึกษา เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆ รักการเล่นกีฬา และรักในฟุตบอลมากขึ้น

โดยเฉพาะแผนการสร้างศูนย์การเรียนรู้ในชุมชน และศูนย์การแพทย์ที่มีอุปกรณ์ครบครันในพื้นที่ 1,500 ตารางเมตร นอกจากนี้ยังมีโครงการสร้างคลินิกขนาดเล็กจำนวนหนึ่งอีกด้วย

ไม่เพียงแบ่งปันรายได้จากการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ หากแต่เมื่อเขาได้รับโบนัสจากที่ไหนมาก็ตาม “ซาลาห์” จะนำมามอบให้กับชุมชนเสมอ ตัวอย่างสำคัญก็คือ ตอนที่เขาพาอียิปต์ไปฟุตบอลโลกได้สำเร็จ ประธานาธิบดีอียิปต์ได้ประกาศมอบวิลล่าสุดหรูให้เขา แต่ “ซาลาห์” กลับปฏิเสธที่จะรับรางวัลนี้เพียงคนเดียว และขอให้เปลี่ยนมูลค่าวิลล่าเป็นเงินเพื่อนำไปสร้างสาธารณูปโภคให้กับหมู่บ้านของเขา นอกจากนี้ “มาดู อับบาส” ประธานสโมสร “ซามาเล็ค” ผู้ร่ำรวย ได้อัดฉีดเงินก้อนโตให้ “ซาลาห์” ซึ่ง “ซาลาห์” ก็ยินดีรับเงินก้อนนี้ไว้เช่นกัน แล้วเอาไปซื้ออุปกรณ์การแพทย์เพิ่มเติมแก่ชุมชน

หาก “โมเสส” คือผู้ที่ขอพระเจ้าให้แหวกทะเลแดง เพื่อนำชาวฮีบรูนับล้านชีวิต อพยพออกจาก Exodus หลังจากถูกเกณฑ์มาเป็นทาสและตั้งรกรากอยู่กินมานานถึง 430 ปี เพื่อไปสร้างบ้านแปงเมืองของตนเองใน “ดินแดนแห่งพันธสัญญา”

เส้นทางของ “ซุป’ตาร์ลูกหนัง” ที่ชื่อ “โมฮาเหม็ด ซาลาห์” ก็ดูจะไม่ต่างกัน

มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่ง บ้านของ “ซาลาห์” ที่อียิปต์ ถูกโจรงัดบ้าน เมื่อช่วยกันจับขโมยได้ แทนที่ “ซาลาห์” จะนำโจรส่งตำรวจ เขากลับพูดคุยกับขโมยคนนั้น ถามถึงเหตุผลที่มางัดบ้าน จากนั้นก็ให้เงินก้อนเล็กๆ และไม่เพียงปล่อยตัวไป “ซาลาห์” ยังหางานให้เจ้าหมอนี่ทำอีกด้วย

ในสถานะของความเป็น “ซุป’ตาร์ลูกหนัง” “ซาลาห์” มีความเป็นมุสลิมอย่างเต็มเปี่ยม และแสดงออกมาอย่างภาคภูมิใจ

“มิคดาด เวอร์ซี” ผู้ช่วยเลขาธิการ “สภามุสลิมแห่งสหราชอาณาจักร” กล่าวว่า “โม อาจไม่ใช่ยาวิเศษที่จะรักษาภาวะหวาดกลัวอิสลามของคนอังกฤษ ทว่า เขามีส่วนช่วยทำให้สภาพดังกล่าวคลายความตึงเครียดลง”

นอกจากนี้ การที่เขาได้รับความนิยม ยังสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ชาวมุสลิมในเมืองลิเวอร์พูล ที่มีทั้งเชื้อสายซีเรีย เยเมน และบังคลาเทศอีกด้วย “เวอร์ซี” กล่าว

การซื้อของบริจาคให้แก่ผู้คนที่ยากไร้ รวมถึงบริจาคอาหารแก่ชาวเมืองในช่วงเดือนแห่งการถือศีลอด และเด็กๆ จำนวนมากก็ได้รับของขวัญที่เขาซื้อมาให้ในโอกาสต่างๆ

เหล่านี้เป็นสิ่งที่ “ซาลาห์” ทำมาตลอดตั้งแต่เป็นดาวรุ่งที่ “มุกอวิลูน” “บาเซิล” “เชลซี” “ฟิออเรนติน่า” “โรม่า” และ “ลิเวอร์พูล”

ความคิดที่ว่า เมื่อมีเงินมากมายแล้ว ก็ควรจะแบ่งปันให้กับชุมชนบ้าง “มันไม่มีประโยชน์อะไรที่ผมจะเก็บเงินมากมายไว้เพียงคนเดียว” “โมฮาเหม็ด ซาลาห์” ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร TIME ฉบับใหม่

“อาเม็ด อัททา” นักวิเคราะห์ฟุตบอลชาวอียิปต์บอกว่า ความนิยมในตัว “ซาลาห์” พุ่งสูง เนื่องจากไม่เคยมีนักเตะอียิปต์คนไหนทำได้แบบนี้

โดยเฉพาะ “ความใจบุญสุนทาน” ของเขา

การเป็น “ศูนย์รวมใจ” ของคนในชาติ คือสิ่งที่ “ลิโอเนล เมสซี่” หรือ “คริสเตียโน่ โรนัลโด้” ไม่อาจสู้ “โมฮาเหม็ด ซาลาห์” ได้

เพราะเขาไม่เพียงแต่เป็น “ซุป’ตาร์ลูกหนัง” แต่เขายังเป็น “คนดี” ที่พร้อมเสียสละเพื่อประเทศชาติและบ้านเกิดเสมอ