แม้จะเขียนโดยนักเขียนชาวแคนาดา Michael Ondaatje ทว่า หนังสือเรื่อง The English Patient นำเสนอเรื่องราวของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในแง่มุมที่แตกต่างออกไป ผ่านฉากทะเลทรายซาฮาราได้อย่างงดงาม


The English Patient

The English Patient เป็นเรื่องราวนักทำแผนที่ชาวฮังกาเรียนซึ่งเป็นทีมทำแผนที่ของสหราชอาณาจักร ฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเข้ามาสำรวจแอฟริกาเหนืออีกหนึ่งจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

มีเรื่องราวรักโรแมนติกเกิดขึ้นที่นั่น แม้จะเป็นรักสามเส้าที่นำไปสู่โศกนาฏกรรมในที่สุด การคบชู้ การครอบครอง ความทรงจำ การลืมเลือน ความรุ่งโรจน์ และความบอบช้ำ คือภาพแสดงแทนสงครามโลกครั้งที่ 2

The English Patient

นักทำแผนที่ทรยศฝ่ายสัมพันธมิตรด้วยการมอบแผนที่ยุทธศาสตร์ให้กับนาซี แลกกับเครื่องบินเพื่อหวังกลับไปช่วยคนรักของเขาที่บาดเจ็บอยู่กลางทะเลทราย ระหว่างทาง เครื่องบินของเขากลับถูกยิงตกเสียก่อน

ไฟลุกท่วมเครื่องบิน คลอกผิวหนังทั้งหมดจนไม่หลงเหลือความงดงามในอดีต เขากลายเป็น English Patient ทั้งที่ควรเป็น Hungarian Patient เขาปิดบังความทรงจำต่อผู้อื่นและตนเอง ให้ลืมเลือนสงครามโลกครั้งที่ 2

The English Patient ได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน กำกับการแสดงโดย Anthony Minghella ผู้กำกับชาวอังกฤษ ได้รับรางวัลออสการ์ถึง 9 ตัว โดยเฉพาะผู้กำกับยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ยอดเยี่ยม


“…สหรัฐอเมริกาหลังสงครามสิ้นสุดลงไม่นานให้ภาพที่ผสมกันอย่างประหลาด ระหว่างความมั่งคั่งทางวัตถุและความบันเทิงของวัฒนธรรมมวลชน กับความหวาดกลัวภัยสงครามเย็นและการแข่งขันเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ที่น่าประหวั่นพรั่นพรึง แม้แต่สถานการณ์ในประเทศเอง ความหวาดระแวงเกินเหตุจากกระแสต่อต้านคอมมิวนิสต์ และปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ทั้งประเด็นเชื้อชาติ เพศ และชนชั้นที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ปั่นป่วนหน้าฉากที่แสร้งว่าเรียบเฉยของอเมริกาในทศวรรษ 1950 พอถึงทศวรรษ 1960 ขบวนการเคลื่อนไหวก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง ก่อให้เกิดกระแสการปฏิรูปกฎหมาย การประท้วงเรียกร้องสิทธิพลเมือง และการเดินขบวนต่อต้านสงครามเวียดนาม ขณะที่สถานการณ์ความไม่สงบพุ่งถึงขีดสุดในปี ค.ศ. 1968 กระแสโต้กลับทางการเมืองอย่างรุนแรงก็เป็นสัญญาณบ่งชี้ ว่าชีวิตและวัฒนธรรมของชาวอเมริกันได้พลิกกลับสู่แนวทางอนุรักษนิยมอีกครั้ง…”

(สำนวนแปล กีรตยาจารย์และธรรมศาสตราภิชาน ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และ ดร.อาวุธ ธีระเอก จากหนังสือ ประวัติศาสตร์อเมริกา: ความรู้ฉบับพกพา แปลจาก AMERICAN HISTORY: A VERY SHORT INTRODUCTION ผลงานการเขียนของศาสตราจารย์กิตติคุณเมิร์ลเคอร์ติแห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน ดร.PAUL S. BOYER)


“…ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 สถานะพันธมิตรระหว่าง “ประเทศยักษ์ใหญ่ทั้งสาม” คือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และสหภาพโซเวียต ก็ตกอยู่ในภาวะตึงเครียดแล้ว เนื่องจาก “สตาลิน” รุกเร้าประเทศคู่พันธสัญญาให้ช่วยเปิดแนวรบด้านที่สอง หรือ Second Front เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลง ความเป็นพันธมิตรระหว่างกันจึงสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่อำนาจของจักรวรรดิอังกฤษเสื่อมถอย สหรัฐฯ ที่มีผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และการค้ากว้างไกลทั่วโลกก็ต้องเผชิญหน้ากับท่าทีที่ไม่เป็นมิตรของสหภาพโซเวียต “สตาลิน” สถาปนาระบอบสนับสนุนสหภาพโซเวียตในโปแลนด์และเยอรมนีตะวันออก เพราะหวาดกลัว ว่าเยอรมนีจะกลับมาเป็นภัยคุกคามอีกในอนาคต ส่วนพรรคคอมมิวนิสต์ของอิตาลีและฝรั่งเศสก็สำแดงความเข้มแข็งออกมาอย่างน่ากลัวในยุโรปตะวันตก ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1946 “สตาลิน” ได้แสดงสุนทรพจน์โจมตีด้วยการประณามพวก “จักรวรรดินิยมตะวันตก” ต่อมาเดือนมีนาคมปีเดียวกัน “วินสตัน เชอร์ชิลล์” ก็ตอบโต้ที่รัฐมิสซูรี บ้านเกิดของประธานาธิบดี “ทรูแมน” โดยกล่าวว่า สหภาพโซเวียตเริ่มกาง “ม่านเหล็ก” (Iron Curtain) กั้นกลางยุโรปแล้ว และพฤติการณ์เช่นนี้ จำเป็นต้องถูกขัดขวาง “สงครามเย็น” จึงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่บัดนั้น…”

“สงครามเย็น” คือวาทกรรมสำคัญหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง “สงครามเย็น” กินระยะเวลายาวนานระหว่างปี ค.ศ. 1947 ถึงปี ค.ศ. 1991

วาทกรรม “สงครามเย็น” แน่นอนว่าต้องเป็นสงครามที่ไม่มีการประหัตประหารกันด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ แม้มีสงครามในภูมิภาคสำคัญๆ หรือ “สงครามตัวแทน” ระหว่างค่ายทุนนิยมเสรีนำโดย “สหรัฐอเมริกา” กับค่ายคอมมิวนิสต์นำโดย “สหภาพโซเวียต” เป็นระยะ อาทิ สงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม รวมถึงที่อัฟกานิสถาน

ดังที่กล่าวไป นิยามของ “สงครามเย็น” คือคำจำกัดความที่ทั้งสองประเทศมหาอำนาจ “สหรัฐอเมริกา” และ “สหภาพโซเวียต” ไม่เคยประจัญหน้าในการต่อสู้ด้วยอาวุธเต็มขั้น แต่ต่างฝ่ายต่างสะสมนิวเคลียร์ และต่างฝ่ายก็พยายามกีดขวางการมีอาวุธนิวเคลียร์ของอีกฝ่าย

นอกเหนือจากการพัฒนาคลังนิวเคลียร์ และการวางกำลังทหารอย่างเต็มรูปแบบของทั้งคู่แล้ว การต่อสู้เพื่อครองความเป็นใหญ่ยังแสดงออกมาผ่าน “สงครามตัวแทน” “สงครามจิตวิทยา” “การโฆษณาชวนเชื่อ” และ “การจารกรรม” รวมถึงการแข่งขันกันทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น การแข่งขันกันทางเทคโนโลยีอวกาศ

“…สำหรับเหตุการณ์ในประเทศสหรัฐอเมริกา การมี “ดไวต์ ไอเซนฮาวร์” ในมาด “คุณลุงใจดีแห่งทำเนียบขาว” ก็ทำให้อเมริกาในทศวรรษ 1950 เหมือนจะดูดีไปเสียทุกอย่าง สังเกตได้จากปริมาณสินค้ามหาศาลที่พรั่งพรูจากโรงงาน การใช้บัตรเครดิตในปี ค.ศ. 1950 ช่วยเร่งให้เศรษฐกิจเติบโต นักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งกล่าวว่า ระบอบทุนนิยมของอเมริกานั้น “ทิ้งระบอบเศรษฐกิจอื่นๆ ที่เคยมีในประวัติศาสตร์ไปอย่างไม่เห็นฝุ่น” หลังผ่านยุคเศรษฐกิจตกต่ำ และภาวะสงครามร่วม 15 ปี ชาวอเมริกันก็กลับมาแสวงหาความสุขในชีวิตอีกครั้ง ในสายตาคนอเมริกันจำนวนมาก ความใฝ่ฝันดังกล่าวดูเป็นจริงได้ ครอบครัวชนชั้นกลางผิวขาวรวมถึงชนชั้นแรงงานมากมาย หลั่งไหลมาตั้งถิ่นฐานยังชานเมืองที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว…”

“…ภาวะเบบี้บูม (Baby Boom) “ช่วงหลังสงคราม” ฉุดให้เศรษฐกิจร้อนแรง การใช้เวลาว่างแสวงหาความบันเทิงได้รับความนิยมแพร่หลาย สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ในแคลิฟอร์เนียเปิดให้บริการในปี ค.ศ. 1955 ส่วนทางหลวงข้ามรัฐที่เริ่มเปิดบริการในปี ค.ศ. 1956 ก็ช่วยให้การเดินทางท่องเที่ยวคล่องตัวขึ้น เช่นเดียวกับกิจการโรงแรมที่มีสาขาเปิดขึ้นอย่างมากมาย และร้านอาหารจานด่วนที่เปิดแฟรนไชส์ในปี ค.ศ. 1954 นิตยสาร Life คาดการณ์ถึงอนาคตที่สดใส ด้วยการประกาศว่า “ไม่มีอะไรฉุดรั้งเราได้ แม้ในอีก 10 ปี หรือ 25 ปีข้างหน้าก็ตาม”


ก่อนที่จะมาถึงสงครามเย็นในบทความนี้ สหรัฐอเมริกามีเรื่องราวอีกมากมาย

สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน (ตอนที่ 13)

สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน (ตอนที่ 12)

หรือสนใจ สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน ตั้งแต่ตอนที่ 1

สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน (ตอนแรก)