ข่าว ‘ไข้หวัดหมูแอฟริกันระบาด’ ล่าสุดในสาธารณรัฐประชาชนจีน ไม่ได้สร้างความกังวลใจให้กลุ่มผู้บริโภคเนื้อหมูทั่วโลกเท่านั้น แต่ด้วย ‘ประเทศจีน’ เป็นแหล่งผลิตเนื้อหมูรายใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้วิกฤตการณ์นี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่ออุตสาหกรรมการผลิตเนื้อหมูทั่วโลก

โดยสถานการณ์ล่าสุด ปรากฏว่า ไข้หวัดหมูแอฟริกัน ระบาดและลุกลามเข้าไปในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจนบางพื้นที่ของยุโรปแล้ว นอกจากนั้น ในแง่ของอุตสาหกรรมการผลิตเนื้อหมูทั่วโลก ยังได้รับผลกระทบจากการระบาดนี้โดยตรง ซึ่งนักวิเคราะห์จากธนาคารโนมูระ ได้แสดงความคิดเห็นว่า วิกฤตการณ์นี้จะทำให้ราคาเนื้อหมูทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างในประเทศจีนเอง ราคาเนื้อหมูมีแนวโน้มชัดเจนว่าจะปรับเพิ่มขึ้นถึง 78 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2563 ถือเป็นการปรับราคาสูงขึ้นมากที่สุด นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2561 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในประเทศไทยตอนนี้ ยังไม่มีรายงานข่าวเรื่อง ‘ไข้หวัดหมูแอฟริกันระบาด’ ในประเทศ และไข้หวัดหมูแอฟริกันก็ยังเป็นโรคติดต่อในหมู ไม่ได้ติดต่อในคน แต่การหมั่นอัปเดตข่าวการระบาด พร้อมรู้ทันถึงผลกระทบรอบด้าน ที่จะนำมาซึ่งการสร้างความตระหนักในการบริโภคเนื้อหมูอย่างระมัดระวัง ย่อมเป็นแนวทางที่ดีที่สุดที่จะรับมือกับเรื่องนี้


อัปเดตมาตรการและความพยายามในการรับมือ ‘ไข้หวัดหมูแอฟริกันระบาด’ ระลอกล่าสุดของจีน

ล่าสุดมีการออกมารายงานว่า การที่เนื้อหมูในจีนจะมีราคาสูงขึ้นกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ในปีหน้านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประชากรหมูที่ลดลงต่ำสุดในประวัติศาสตร์จีน และกว่าที่อัตราการผลิตเนื้อหมูในจีนจะฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง คาดการณ์กันว่า จะล่วงเลยไปถึงประมาณปี 2564 หรือ 2565 ทีเดียว

โดยในจีน เราอาจจะได้เห็นว่าเนื้อหมูมีราคาพุ่งสูงไปถึง กิโลกรัมละ 33 หยวน หรือประมาณ 4.90 ดอลลาร์ (156 บาท) ในเดือนมกราคม 2563 ซึ่งถือว่าขึ้นไปถึง 2 เท่า จากเดิม ราคาเนื้อหมูเมื่อเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 18.5 หยวน (87 บาท)

ที่ผ่านมา จีน ในฐานะผู้บริโภคและผู้ผลิตเนื้อหมูรายใหญ่ที่สุดของโลกในเวลาเดียวกัน จึงมีความพยายามหาทางควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสต้นตอของไข้หวัดหมูแอฟริกันมาตลอด นับแต่เริ่มพบการติดเชื้อในหมูตัวแรกเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ทั้งด้วยการกำจัดหมูไปแล้วหลายแสนตัวทั่วประเทศ และออกกฎควบคุมการเคลื่อนย้ายหมูจากพื้นที่ที่พบการระบาดด้วย

แต่ความพยายามนั้นก็ยังไม่สัมฤทธิผลเท่าที่ควร เพราะเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา บริษัทซานกวนฟู้ด ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในมณฑลเหอหนาน ตอนกลางของประเทศจีน ออกแถลงการณ์ยืนยันกับสื่อมวลชนว่า มีการตรวจพบเชื้อไวรัสปนเปื้อนอยู่ในผลิตภัณฑ์เกี๊ยวหมูที่วางจำหน่ายใน 2 มณฑล ซึ่งไม่ได้อยู่ติดกัน และเมื่อตรวจพบ ทางบริษัทก็ประสานกับทางการอย่างใกล้ชิด แต่กลับไม่ได้ออกประกาศเรียกคืน

สถานการณ์นี้กระตุ้นให้เกิดกระแสข่าวและการตรวจสอบผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อหมูแบรนด์อื่นในจีนด้วย ซึ่งก็พบว่าผลิตภัณฑ์ยี่ห้ออื่นก็ตรวจพบเชื้อไวรัสปนเปื้อนอยู่ในสินค้าเช่นกัน ปรากฏการณ์นี้ทำให้หุ้นบริษัทซานกวนดิ่งลงถึง 2.25 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงบริษัทผู้ผลิตเนื้อหมูและสินค้าแปรรูปจากหมูหลายแห่งก็ได้รับผลกระทบในทำนองนี้เช่นกัน เพราะระดับความน่าเชื่อถือในคุณภาพของสินค้าที่ผลิตลดลงจากกระแสข่าวไข้หวัดหมูแอฟริกันระบาดนั่นเอง

วิกฤตการณ์ระบาดของไข้หวัดหมูแอฟริกัน ไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตเนื้อหมูในจีนเท่านั้น แต่สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูในจีนก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้เช่นกัน เพราะที่ผ่านมา เกษตรกรจีนต้องเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดของเจ้าไวรัสที่คุกคามประชากรหมูมาแล้วถึง 3 ครั้งด้วยกัน ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี และต้องปรับกลยุทธ์รับมือกับความผันผวนของราคาเนื้อหมูอย่างต่อเนื่อง

แต่ครั้งนี้ มีการฟันธงว่าราคาเนื้อหมูจะพุ่งทะยานมากกว่าทุกครั้ง ซึ่งก่อให้เกิดภาวะสุญญากาศในวงการเลี้ยงหมู เพราะเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูในจีนจะไม่กล้าเลี้ยงหมูเพิ่ม เนื่องจากไม่มั่นใจว่าจะสามารถเลี้ยงหมูให้รอดพ้นจากการติดเชื้อไข้หวัดหมูแอฟริกันที่ระบาดอยู่หรือไม่ ถ้าผลออกมาในแง่ร้าย ก็จะเข้าทำนอง สูญเงินลงทุน ค่าเลี้ยง ค่าอาหารไปเปล่าๆ ปลี้ๆ

โดยตั้งแต่พบการระบาดเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2561 มีข่าวอัปเดตว่า ไวรัสไข้หวัดหมูแอฟริกันแพร่ระบาดลุกลามไปทุกมณฑลของจีนที่มีฟาร์มเลี้ยงหมู จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จีนเผยว่าฆ่าหมูไปแล้วกว่า 1 ล้านตัว เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสไข้หวัดหมูแอฟริกัน


ให้วิกฤตนำมาซึ่งโอกาส สร้างเกราะป้องกันประเทศจาก ‘ไข้หวัดหมูแอฟริกันระบาด’ ในจีน

รายงานข่าวล่าสุด ยังเปิดเผยถึงมุมมองที่แตกต่างออกไป โดยนักวิเคราะห์จากราโบแบงก์ ธนาคารสัญชาติเนเธอร์แลนด์ ที่มองว่า ตัวเลขจำนวนหมูที่ถูกฆ่าไปในจีนน่าจะสูงกว่าที่เปิดเผยออกมา และสถานการณ์ที่ทางการจีนรายงานเรื่องของการระบาดของไข้หวัดหมูแอฟริกันรอบนี้ ดูจะรุนแรงน้อยกว่าวิกฤตจริงที่เกิดขึ้นในจีน เพราะดูจากมาตรการต่างๆ ที่จีนทำแล้ว บ่งบอกได้ว่าจีนให้ความสำคัญกับปัญหาการระบาดของไข้หวัดหมูแอฟริกันน้อยมาก

ด้านการอัปเดตในเรื่องนี้ในประเทศญี่ปุ่น มีรายงานข่าวล่าสุดจากกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่นว่า ตรวจพบเชื้อไวรัสก่อโรคไข้หวัดหมูแอฟริกันในไส้กรอกหมู เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมีผู้โดยสาร 2 คน หิ้วไส้กรอกหมูกลับไปเป็นของฝาก และออกเดินทางจากสนามบินในนครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน มายังสนามบินชูบุ ใกล้เมืองนาโกยา ทางตอนกลางของญี่ปุ่น

จากกรณีที่ประเทศญี่ปุ่นพบเจอ แสดงให้เห็นว่าการแพร่ระบาดระหว่างประเทศ ปัจจัยสำคัญมาจากการนำผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากเนื้อหมูติดเชื้อเข้ามาในประเทศ ดังนั้น มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคที่เกิดในสัตว์ที่ดีที่สุด คือ ต้องวางแผนคัดกรองการลักลอบนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตด้วยเนื้อหมูจากจีน

โดยเมื่อตอนที่เกิดการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมูเมื่อเดือนที่แล้ว น.สพ.ดร.นิติพงศ์ หอมวงษ์ อาจารย์ภาควิชาสัตวบาล ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมการเลี้ยงสุกรแห่งชาติ คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แนะนำวิธีรับมือกับสถานการณ์การระบาดของโรคในสัตว์ว่า

“ไทยต้องเรียนรู้จากจีนและเวียดนามที่เกิดการแพร่เชื้ออย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อยที่เลี้ยงหมูอยู่เป็นจำนวนมากที่ยังคงมีระบบการป้องกันโรคที่ขาดประสิทธิภาพ ทำให้ไม่สามารถควบคุมการระบาดของโรคให้อยู่ในวงจำกัดได้ หากไทยเราไม่อยากซ้ำรอย 2 ประเทศนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร โดยเฉพาะกรมปศุสัตว์ ที่ต้องออกหน้าเป็นโต้โผใหญ่ในการสั่งการและเป็นตัวประสานทุกภาคส่วน ด้วยการออกมาตรการที่เข้มงวด ไม่ให้สุกร ชิ้นส่วนสุกร และผลิตภัณฑ์สุกร ไม่ว่าจะมาจากประเทศไหนเข้ามาในไทยได้ ยิ่งประเทศที่มีการระบาดยิ่งต้องห้ามนำเข้าเด็ดขาด”

ขณะเดียวกัน น.สพ.ดร.นิติพงศ์ ระบุว่า กรมปศุสัตว์ ต้องเดินหน้าหารือกับกรมปศุสัตว์กัมพูชาและ สปป.ลาว ให้ร่วมด้วยช่วยกันป้องกันการลักลอบนำเข้าสุกรและผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะจากจีน เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างประเทศ สร้างปราการในการป้องกันโรคนี้อย่างเร่งด่วน

ที่สำคัญรัฐบาลต้องเตรียมการชดเชยช่วยเหลือเกษตรกรไว้ในกรณีฉุกเฉิน หากโรคนี้บุกเข้าไทยได้ เพื่อเป็นการจำกัดขอบเขตไม่ให้เชื้อแพร่กระจายออกไป ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการกำจัดเชื้อนี้ได้อย่างรวดเร็วที่สุด นอกจากนั้น ควรศึกษากรณีการใช้นวัตกรรมระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) มาป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสนี้ด้วย

โดย น.สพ.ดร.นิติพงศ์ ระบุว่า อย่างไรก็ตาม ถือเป็นความโชคดีที่ไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านการเลี้ยงหมูในภูมิภาคเอเชีย จึงมีองค์ความรู้ทั้งด้านสัตวแพทย์และสัตวศาสตร์สั่งสมมาในระดับที่พร้อมรับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างเต็มกำลัง


ที่มา :


ร่วมถอดบทเรียนวงการสาธารณสุขไทยและระดับโลก ในแนวทางป้องกันไว้ดีกว่าแก้ กันต่อ

เพื่อ ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ รู้ไหมว่าสังคมโลกกำลังทำอะไรเพื่อ ‘อุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร’ ?

ประเทศไทยอยู่อันดับที่เท่าไร ในการจัดอันดับ ‘คุณภาพอากาศโลก’? ฟังคำตอบ ก่อนวางมาตรการปกป้องลมหายใจคนเมือง

วิกฤตแล้ว! คนไทย 19 ล้านคน ‘นอนไม่หลับ’ วงการแพทย์ระดมสมองใน ‘วันนอนหลับโลก’ แนะทางออกที่ถูกต้อง