การตั้งคำถามเกี่ยวกับก้าวต่อไปของรัฐอุกกาบาตว่า จะเพิ่มความรวดเร็วยิ่งขึ้นในการพัฒนาฐานะและความเป็นอยู่ของพลเมืองชาติได้อย่างไร ในขณะที่หลายคนวิตกกังวล โดยเฉพาะครอบครัวคนหนุ่มสาว และในขณะเดียวกัน กลุ่มคนอาวุโสที่ชอบบรรยากาศความมั่นคงและกลัวผลการเลือกตั้ง ว่า ตนเองจะไม่สามารถควบคุมการกุมอำนาจได้อีกต่อไป จนกลายเป็นสภาวะเขาควายในปัจจุบัน กล่าวคือ สภาพที่รัฐอุกกาบาตบางแห่งในโลกเผชิญอยู่และกำลังจะไปถึง ‘ทางตัน’ ทั้งด้านความคิดและการหาทางออกให้แก่สังคม


รัฐศูนย์กลาง 
อาทิ  สหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย

รัฐดาวเทียม 
อาทิ เกาหลีใต้ สิงคโปร์

รัฐอุกกาบาต 
อาทิ ไทย เวียดนาม

แม้แต่กลุ่มเนติบริกรที่ใช้อภินิหารทางกฎหมายก็เพลีย เพราะประเด็นที่สำคัญในจุดนี้คือ ความมั่งคั่งของชาติและการเพิ่มฐานะความเป็นอยู่ แต่ใครจะทำได้ดีกว่าในสายตาของคนในสังคม

ด้านหนึ่ง ฝ่ายที่นิยมการเลือกตั้งก็อธิบายในแนวทางของตนเอง อย่างที่รู้กัน เช่น เรื่องทลายกลุ่มทุนผูกขาดและการใช้กลไกรัฐสภาตรวจสอบ อดทนกับการถูกตรวจสอบ ในขณะที่ฝ่ายที่กลัวการเลือกตั้งก็กังวลว่า อำนาจที่เข้ามานั้นจะเป็นอำนาจคอร์รัปชั่น

ดังที่เข้าใจกันและหลายๆ แนวคิดก็มักจะไปยกตัวอย่างความเจริญทางเศรษฐกิจและการเพิ่มฐานะความเป็นอยู่ของรัฐศูนย์กลางอย่างจีน แต่ในกรณีรัฐศูนย์กลางแบบจีนนั้น การเอาตัวอย่างมาอธิบายต้องดูภาระหน้าที่และความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงด้วย เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดไม่เป็นไปตามแผนงานคือ ทำให้มูลค่าของสินทรัพย์ทางสังคมลดลง ก็อาจเจอข้อหาเป็นภัยต่อความมั่นคงชาติ ซึ่งจะได้ข้อหาเพิ่มพร้อมๆ กับการคอร์รัปชั่น

ถ้าพูดในกรณีนี้ โครงการต่างๆ ของรัฐที่ไม่เป็นไปตามแผนงานที่เสนอ เมื่อมีการตรวจสอบย้อนหลังจึงโดนจัดหนัก รวมถึงค่าโง่ต่างๆ หรือโครงการที่ไร้ยุทธศาสตร์ ซึ่งขอบเขตที่นิยามแบบนี้อาจจะเข้าไปในอาณาบริเวณของมหาวิทยาลัยที่ผลิตบัณฑิตออกมา เพราะเมื่อเรียนจบไปแล้ว ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานในสาขาที่เรียน ที่นิยามกัน ขณะที่รัฐศูนย์กลางบางประเทศ เช่น รัสเซีย เสนอให้ สภาดูม่า ปิดมหาวิทยาลัยในบางเมือง โดยพรรคเสรีนิยมประชาธิปไตย


คำถามคือ ชนชั้นนำของรัฐอุกกาบาตพร้อมหรือยังที่จะใช้เกณฑ์ดังกล่าว?

หากต้องการที่จะใช้อำนาจนิยมแบบจีน อำนาจนิยมแบบนี้ต้องมาพร้อมกับการยอมรับและความน่าเชื่อถือในตัวระบบ เป็นความแตกต่างที่เนติบริกรต้องคิดให้มากยิ่งขึ้น เพื่อหาทางออกและออกแบบการเคลื่อนตัวของระบบ

ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้สินทรัพย์ทางสังคมมีมูลค่าลดลง หรือเกิดการใช้อำนาจดึงทรัพยากรจากหน้าที่ที่รับผิดชอบไปเสริมสร้างความมั่งคั่งให้แก่ชนชั้นนำ เช่น กรณีการทุจริตด้านอำนาจและทรัพย์สิน โดยเฉพาะเคสที่มีการเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิด แต่ทุกอย่างก็เงียบเฉย แม้แต่หน่วยงานที่ต่อต้านคอร์รัปชั่นก็ไม่มีอีเวนต์อะไร เงียบจนประชาชนต้องออกตามหากันในทวิตเตอร์

ปรากฏการณ์ที่ชนชั้นนำเหล่านั้นเข้าถึงอำนาจทางการเมืองระดับหนึ่ง ขณะที่ทรัพย์สินบางส่วนก็ยึดติดอยู่กับพวกพ้องตนเอง แต่สำหรับคนจน หากจะเข้าถึงอำนาจในระดับสูงนั้น มีโอกาสน้อยมาก แม้ว่าเป็นรัฐที่มีการเลือกตั้ง อยู่ในระบอบประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ยอมให้ ‘ผู้ที่ไม่มีเงินมากพอ’ ได้ตำแหน่งนี้

Kleptocracy
Kleptocracy is a government with corrupt leaders (kleptocrats) that use their power to exploit the people and natural resources of their own territory in order to extend their personal wealth and political powers. Typically, this system involves embezzlement of funds at the expense of the wider population.

สถานการณ์แบบนี้ Kleptocracy ชัดๆ

น่าสนใจที่ Kleptocracy เป็นระบบที่ผ่านการเลือกตั้งเช่นเดียวกับระบบทุนนิยมในระบอบประชาธิปไตย แต่แตกต่างกันตรงที่ระบบทุนนิยมนั้นใช้ Know how และกลไกการแข่งขันในตลาดสร้างความได้เปรียบในแง่ของการเข้าถึงสินทรัพย์ ผ่านกติกาของการคุ้มครองกรรมสิทธิ์ส่วนตัว และคำนวณตัวเลขรายรับรายจ่ายของตนเองได้อย่างแม่นยำ รับผิดชอบด้วยตนเองเป็นสำคัญ และมีจิตวิญญาณที่พร้อมจะให้ตลาดกำหนดและตรวจสอบตนเอง แต่ Kleptocracy เป็นระบบบูรณาการแนวตั้งที่เสริมสร้างความมั่งคั่ง (การทุจริตแนวตั้ง) ผู้ตรวจสอบระดับรากหญ้าสามารถรับสินบนได้บนความเสี่ยงที่ตนเองต้องแบกรับ

หากถูกจับได้ ผู้รับสินบนเข้าใจว่าทำผิดกฎหมาย แต่ในเวลาเดียวกัน ด้วยระบบที่ถูกสร้างขึ้นตามอำนาจแนวดิ่ง (ส่วยที่รวบรวมนั้น เก็บไว้เพื่อลูกพี่ของตนเอง) หัวหน้าที่ต่ำกว่าแต่ละคนจึงต้องจ่ายส่วยให้หัวหน้าที่อยู่สูงกว่า ซึ่งการสร้างระบบที่เฉพาะเจาะจงนี้ รัฐมีบทบาทสำคัญในการรวบรวมเงินจากด้านล่างและส่งขึ้นไปด้านบนอย่างมาก

ในขณะที่ระบอบเผด็จการ ไม่ผ่านกระบวนการแข่งขันในสนามเลือกตั้ง หรือแม้ว่าจะมีการเลือกตั้ง แต่ก็อนุญาตให้มีแค่พรรคเดียว จำนวนเสียงจากการเลือกตั้งจึงไม่มีความสำคัญ ดูแต่เพียงว่าเสียงของใครมีน้ำหนักในการเข้าถึงอำนาจมากกว่า ส่วนรัฐอุกกาบาตก็เลือกดัดแปลงระบบตนเองให้เป็นแบบไฮบริด คือ มีการเลือกตั้ง ผสมกับการควบคุมโดยเสียงที่มีอำนาจ 

ปัญหาในอนาคตคือ มีแนวโน้มที่การพัฒนาจะไปสู่ ‘Kleptocracy’ มากยิ่งขึ้น และมากกว่าระบบทุนนิยม อย่างไรก็ตาม อาจต้องมาพิจารณากันต่อไปในแง่ของภูมิรัฐศาสตร์ ว่ารัฐอุกกาบาตที่เลือกดำเนินการแบบไฮบริด เข้าทางรัฐศูนย์กลางหรือรัฐดาวเทียมส่วนไหน นั่นอาจเป็นคำตอบของการเพิ่มฐานะความเป็นอยู่ของพลเมืองได้

แต่ที่แน่ๆ คงจะไม่ใช่กลุ่มแอตแลนติสและแองโกลแซกซอน


ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย

 

 

เรื่อง : รศ.ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย


บทความอื่นๆ โดยผู้เขียนคนเดียวกัน

การใช้ AI สร้างความเป็นธรรม แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ดูได้จาก ‘Oilx’ แพลตฟอร์มด้านพลังงาน

อะไรบ้างที่เป็นอุปสรรคของ ‘ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ’ ที่ส่งผลต่อปัญหาปากท้องของประชาชน

DNA ของรัฐอุกกาบาต ที่ไม่สามารถช่วยเศรษฐกิจชาติดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน