PLAYBOY: ถึงแม้ว่าคุณไม่ได้เป็นครู แต่ดูเหมือนว่าคนหนุ่มสาวพร้อมที่จะเชื่อคุณมากกว่าครู หรือกระทั่งพ่อแม่บังเกิดเกล้า

BOB DYLAN: เอางี้ ผมอยากจะบอกว่าผมไม่รู้จักพ่อแม่ของพวกเขา ผมไม่ทราบว่าพ่อแม่ของใครดีหรือไม่ดี และผมก็ไม่รู้จักครูของพวกเขา ผมไม่ทราบว่าครูของใครดีหรือไม่ดี และผมก็ไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีในทุกๆ เรื่อง ผมไม่ใช่ฮีโร่ ผมไม่สามารถจะไปสั่งสอนใครหรือห้ามไม่ให้ใครดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่ ผมคิดว่าคำว่าพ่อแม่หรือครูในที่นี้ คงไม่ได้หมายถึงพ่อแม่หรือครู ผมคิดว่ามันหมายถึงชะตากรรม และผมคงไม่สามารถช่วยใครให้พ้นจากชะตากรรมได้

PLAYBOY: แต่ในความเป็นจริง มีหนุ่มสาวนับล้านที่ถือคุณเป็นฮีโร่ คุณรู้สึกถึงความรับผิดชอบที่มีต่อพวกเขามากน้อยแค่ไหน

BOB DYLAN: ผมไม่รู้สึกถึงความรับผิดชอบอะไรเลย ไม่เลย ผมเคยไม่คิดว่าตัวเองติดหนี้อะไรคนฟังเพลงของผมเลย ผมจึงไม่ต้องรู้สึกถึงความรับผิดชอบอะไร ผมไม่เคยตั้งโจทย์การทำงานด้วยการแสวงหาแนวร่วม ผมไม่เคยตั้งโจทย์การทำงานด้วยการที่จะบอกทุกคนให้เป็นเด็กดีหรือเป็นคนดี แล้วพวกเขาก็จะได้ไปสวรรค์

PLAYBOY: ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ การที่หนุ่มสาวจำนวนมากพยายามแต่งตัวเลียนแบบคุณ

BOB DYLAN: ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องเลอะเทอะที่คุณพยายามโยงเรื่องสไตล์การแต่งตัวเข้ากับการที่ผมต้องติดหนี้คนหนุ่มสาว

PLAYBOY: พูดถึงเรื่องโรงเรียน การที่คุณเลิกเรียน มันบ่งบอกอะไร

BOB DYLAN: มันไม่ได้บ่งบอกอะไร

PLAYBOY: ทำไมคุณไม่เรียนให้จบ

BOB DYLAN: มันไม่ใช่เรื่องไร้สาระหรือเรื่องมีสาระ ถ้าถามถึงการเรียนของผม ผมคิดว่าโรงเรียนไม่ได้สอนอะไรมากอย่างที่พวกเขากำลังสอน และทุกๆ คนในสหรัฐฯ รู้ดีว่าโรงเรียนของพวกเขาสอนอะไรพวกเขาบ้าง

PLAYBOY: น้ำเสียงคุณเหมือนจะส่งเสริมให้เด็กหันหลังให้โรงเรียน

BOB DYLAN: ผมไม่เคยแนะนำให้ใครสูบกัญชา แม้ว่าการสูบกัญชาจะไม่ผิดกฎหมายในบางรัฐ และในบางประเทศกัญชาก็เป็นยารักษาโรคชนิดหนึ่ง

BOB DYLAN และผองเพื่อนกลุ่ม BEAT Generation ถือเป็นรากเหง้าของเหล่าบุปผาชนทั่วทุกมุมโลก

BEAT Generation มีแกนนำสำคัญคือ Allen Ginsberg William S. Burroughs Jack Kerouac ซึ่งเป็นกลุ่มกวีและนักเขียนที่ทรงอิทธิพลของวรรณกรรมอเมริกันยุคทศวรรษ 1950

บทสัมภาษณ์ BOB DYLAN ข้างต้น ผมแปลจากนิตยสาร PLAYBOY ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.. 1966 เคยตีพิมพ์ในนิตยสาร BOOKMARX Vol.2 : วรรณกรรมข้ามพรมแดน ฉบับเดือนเมษายน ปี พ.. 2561


“…ภาพยนตร์หลายเรื่อง อาทิ The Wild One (1953) Blackboard Jungle (1955) และ Rebel without a Cause (1955) ให้ภาพแก๊งมอเตอร์ไซค์ป่วนเมือง เหตุวุ่นวายในโรงเรียนละแวกเมือง และเยาวชนชนชั้นกลางที่เป็นขบถสังคม วรรณกรรม Howl (1955) ของ Allen Ginsberg วรรณกรรม On the Road (1957) ของ Jack Kerouac และ Naked Lunch (1959) ของ William S. Burroughs รวมถึงงานชิ้นอื่นๆ ของขบวนการ BEAT แสดงให้เห็นทัศนะอันสับสนของผู้ที่อยู่อย่างแปลกแยกในสังคมซึ่งมากด้วยความกระวนกระวายใจ และการกระทำตามอย่างกันในแวดวงดนตรี POP นักร้องแนวรักหวานซึ้งอย่าง Bing Crosby และ Perry Como ต้องหลีกทางให้กับ Rock ‘n’ Roll โดยเฉพาะเพลงดิบๆ ที่ส่อถึงกามารมณ์ของ Elvis Presley ผู้โด่งดังตั้งแต่กลางทศวรรษ ด้วยการผสานแนวเพลงตามโบสถ์แบบคนขาว เข้ากับเพลงบูลส์ของคนดำ วัฒนธรรมที่เป็นกระแสเหล่านี้ ชี้ให้เห็นความตึงเครียด และแรงกดดันในสังคมอเมริกันทศวรรษ 1950 ซึ่งจะระเบิดสู่ภาคการเมือง รวมถึงความเคลื่อนไหวตามท้องถนนในไม่ช้า…”

(สำนวนแปล กีรตยาจารย์และธรรมศาสตราภิชาน ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และ ดร.อาวุธ ธีระเอก จากหนังสือ ประวัติศาสตร์อเมริกา: ความรู้ฉบับพกพา แปลจาก AMERICAN HISTORY: A VERY SHORT INTRODUCTION ผลงานการเขียนของศาสตราจารย์กิตติคุณเมิร์ลเคอร์ติแห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน ดร.PAUL S. BOYER)


“…ความหวาดกลัวภัยจากอาวุธนิวเคลียร์รุนแรงมากขึ้น ช่วงปลายทศวรรษ 1950 เมื่อการทดลองระเบิดไฮโดรเจนทั้งในสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียต ทำให้ฝุ่นกัมมันตภาพรังสีที่เป็นอันตรายถึงชีวิตแพร่กระจายไปทั่ว อีกทั้งภาพยนตร์สารคดีขององค์กรป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนก็ดูน่ากลัว เมื่อมีการสั่งสอนเด็กนักเรียนให้ป้องกันตนเองจากการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์โดยการ “มุดหัวลงแล้วเก็บซ่อนร่างกาย” (Duck and Cover) ขณะที่กระแสต่อต้านนิวเคลียร์พุ่งสูงขึ้น ผู้ประท้วงในสหรัฐฯ ก็ออกมาเคลื่อนไหวให้ยุติการทดสอบอาวุธ เช่นเดียวกับนักเขียน ศิลปิน และผู้สร้างภาพยนตร์ ที่ออกมาชี้ให้เห็นถึงอันตรายจากนิวเคลียร์ ภาพยนตร์เรื่อง Them! (1954) ที่ให้ภาพเหล่ามดยักษ์คืบคลานออกจากสถานทดสอบระเบิดปรมาณูในรัฐนิวเม็กซิโก เปิดช่องให้กับภาพยนตร์แนวกลายพันธุ์ (Mutant Movie) ทั้งหลาย ฉวยใช้ประโยชน์จากความกระวนกระวายใจของคนอเมริกัน เช่นเดียวกับ ภาพยนตร์ Dr. Strangelove (1963) ของ Stanley Kubrick ที่สร้างภาพตลกร้ายของวันสิ้นโลกจากอาวุธนิวเคลียร์…”


Hello darkness, my old friend
I’ve come to talk with you again
Because a vision softly creeping
Left its seeds while I was sleeping
And the vision that was planted in my brain
Still remains
Within the sound of silence
In restless dreams I walked alone
Narrow streets of cobblestone
‘Neath the halo of a street lamp
I turned my collar to the cold and damp
When my eyes were stabbed by the flash of a neon light
That split the night
And touched the sound of silence

[บทเพลง The Sounds of Silence ผลงานของ Simon & Garfunkel]


“…วาระสั้นๆ ของประธานาธิบดี John F. Kennedy ที่ยุติลงอย่างโศกเศร้า จุดประกายความหวังบางอย่าง แต่ไม่มีความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน วันที่ 22 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1963 ขณะที่ John F. Kennedy ร่วมอยู่ในขบวนรถเปิดประทุน ระหว่างเยือน Dallas, Texas เพื่อผลทางการเมือง เขาถูก Lee Harvey Oswald ยิงเสียชีวิต คนในชาติที่กำลังขวัญเสียต่างร่ำไห้เมื่อเห็นขบวนศพของประธานาธิบดีเคลื่อนผ่าน ในตู้รถเทียมม้าที่เคยบรรจุร่างประธานาธิบดี Abraham Lincoln ที่ถูกลอบสังหาร จากทำเนียบขาวมุ่งสู่อาคารรัฐสภาเพื่อประกอบพิธีไว้อาลัย และฝังร่างในสุสานประจำชาติที่ Arlington…”

“…เดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1963 ณ อนุสาวรีย์ลิงคอล์นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ชนชาวอเมริกันจำนวนมหาศาลมาชุมนุมรวมพลังกันโดยไม่จำกัดเชื้อชาติในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จบสุนทรพจน์ที่ซาบซึ้งกินใจ ด้วยการยกบทเพลงศาสนาที่ทาสผิวดำเคยร้องว่า “อิสรภาพ ในที่สุด ในที่สุด ขอบคุณพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ เราได้อิสรภาพในที่สุด” อย่างไรก็ดี ความรุนแรงเริ่มทวีขึ้นในไม่ช้า รวมถึงการฆาตกรรมเจ้าหน้าที่สมาคม NAACP (The National Association for the Advancement of Colored People) ที่เมืองมิสซิสซิปปี และการวางระเบิดโบสถ์คนดำในเมืองเบอร์มิงแฮมที่สังหารชีวิตเด็กหญิงไป 4 คน…”

ทศวรรษที่ 1960

สถานการณ์โลกยังไม่เป็นที่น่าไว้วางใจ มีการรบพุ่งกันทั่วไปและสงครามเวียดนามคือสมรภูมิที่หาได้สู้รบกันเฉพาะที่เวียดนามไม่

เหตุการณ์ที่เวียดนามเสมือนสถานการณ์ตัวแทนที่พัฒนาไปสู่อีกหลากหลายเกมในหลากหลายวงการ


‘สงคราม’ สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างและยังสร้างความบอบช้ำทั้งทางกายและใจอย่างยิ่งยวด ดังที่มีภาพยนตร์และแอนิเมชั่นสะท้อนสงครามตีแผ่ออกมาให้คนรุ่นหลังได้รับชม ซึ่งผู้เขียนเล่าไว้ในบทความภาคต่อ ‘สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน’

สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน (ตอนที่ 14)

สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน (ตอนที่ 13)

หรืออ่านต่อตอนที่ 16

สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน (ตอนที่ 16) : ก้าวสู่ยุคบุปผาชน