ต้องยอมรับว่าภาพลักษณ์ของจังหวัดระยองในสายตาของใครหลายคน คือเมืองอุตสาหกรรม เพราะที่นี่เป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรม โรงงานขนาดใหญ่ และท่าเรือขนส่งสินค้า ยิ่งในตอนนี้ เมื่อเกิดโครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี แล้วระยองเป็นหนึ่งในสามจังหวัดที่อยู่ในเขตพื้นที่อีอีซี ซึ่งมีการวางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเมืองให้ใช้ประโยชน์จากการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา เพื่อยกระดับเป็นศูนย์ธุรกิจการบินและโลจิสติกส์ของอาเซียน พร้อมทั้งเป็นศูนย์รวมสำนักงานใหญ่ของธุรกิจ ศูนย์กลางเทคโนโลยีและการวิจัย ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ความเจริญทุกด้านจะมุ่งหน้าเข้ามาสู่จังหวัดนี้ รวมถึงพื้นที่ชุมชนเล็กๆ อย่างชุมชน ‘เกาะกก-บ้านฉาง’ ด้วย

โดยชาวบ้านในชุมชนเกาะกกและชุมชนบ้านฉาง จังหวัดระยอง ยังคงยึดอาชีพเกษตรกรรม ทำนาข้าว ปลูกมันสำปะหลัง และพืชพรรณต่างๆ แนวเศรษฐกิจพอเพียง ดังนั้น หากใครได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนทั้งสองชุมชนนี้ ก็ยังพบเจอและสัมผัสกับวิถีชีวิตการเกษตรแบบดั้งเดิมกันได้อยู่

แต่ท่ามกลางบริบทของชุมชนเกษตรกรรมที่บอกเล่ามา ก็ใช่ว่า ‘ชุมชนเกาะกก-บ้านฉาง’ จะไม่เปิดรับความเจริญตามยุคตามสมัย เพราะชุมชนแห่งนี้นี่เอง ที่แสดงให้สังคมไทยเห็นว่าภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรมสามารถเติบโตเคียงคู่กันไปได้อย่างลงตัวในพื้นที่ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบชุมชนเชิงนิเวศทั้งในระดับจังหวัด ภูมิภาค และระดับประเทศทีเดียว


เปิดตัวชุมชน เกาะกก-บ้านฉาง ต้นแบบสังคมเกษตรเติบโตคู่ไปกับอุตสาหกรรม

สมาคมเพื่อนชุมชน องค์กรซึ่งก่อตั้งขึ้นบนความร่วมมือของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุด เพื่อช่วยยกระดับความเป็นอยู่ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง “เมืองน่าอยู่ สังคมยั่งยืน” ได้จัดทำสกู๊ปข่าว แนะนำชุมชนเกาะกก และชุมชนบ้านฉาง จังหวัดระยอง ขึ้นมา เพื่อเผยแพร่ให้สาธารณชนได้ทราบว่า มีชุมชนเชิงนิเวศต้นแบบที่น่าสนใจ ตั้งอยู่ในจังหวัดระยองด้วย

นายสมชาย หวังวัฒนาพาณิช นายกสมาคมเพื่อนชุมชน บอกเล่าถึงความสำเร็จของการบริหารจัดการครบวงจรที่ทำให้ชุมชนเกาะกก-บ้านฉาง ได้รับการยอมรับในฐานะต้นแบบชุมชนน่าอยู่ว่า

“จากการลงพื้นที่ชุมชนเกาะกกและชุมชนบ้านฉาง มีการวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ขยะมูลฝอย พลังงาน และพื้นที่สีเขียวที่ดี บนพื้นฐานของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งยังมีการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างอาชีพ และอาศัยกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของท้องถิ่นทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งหมดนี้กลายมาเป็นปัจจัยทำให้ทั้งสองชุมชนนี้ดำรงอยู่ได้อย่างสุขสงบ และพร้อมรับกับทุกความเปลี่ยนแปลงและความเจริญจากการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมที่รุกเข้ามาในพื้นที่ได้อย่างน่าชื่นชม”

นายสมชาย หวังวัฒนาพานิช นายกสมาคมเพื่อนชุมชน

โดยนายสมชายได้อธิบายเพิ่มเติมว่า นอกจากการสร้างอาชีพแล้ว การดูแลสิ่งแวดล้อมก็เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมา สมาคมเพื่อนชุมชนได้ร่วมมือกับชุมชนในพื้นที่ ทั้ง 6 ตำบล ได้แก่ เนินพระ บ้านฉาง ห้วยโป่ง มาบตาพุด ทับมา และมาบข่าพัฒนา ที่รวมเรียกว่า “มาบตาพุดคอมเพล็กซ์” ในการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดปริมาณขยะ บำบัดน้ำเสียเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ และการใช้พลังงานทดแทน ตามหลักยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน 7 ด้าน หรือ “กลยุทธ์ 6 ลด 6 เพิ่ม +1” ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่สมาคมเพื่อนชุมชนยึดเป็นแนวทางตลอด 8 ปีที่ผ่านมา จนประสบความสำเร็จ โดยมาตรการนี้ ประกอบด้วยการเดินหน้าขับเคลื่อนปัจจัยทั้ง 7 ด้าน ดังนี้

  1. สุขภาพ ลดคนป่วย เพิ่มคนสุขภาพดี
  2. ขยะ ลดขยะอินทรีย์ เพิ่มปุ๋ยอินทรีย์
  3. น้ำ ลดน้ำทิ้ง เพิ่มน้ำดี
  4. อากาศ ลดคาร์บอน เพิ่มพื้นที่สีเขียว
  5. พลังงาน ลดใช้พลังงาน เพิ่มพลังงานทดแทน
  6. เศรษฐกิจ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้
  7. ชุมชน เดินหน้าสู่ชุมชนแห่งการเรียนรู้และการบริหารจัดการที่ดี

เกาะกก ชุมชนน่าอยู่ มีรายได้อย่างยั่งยืนด้วยวิสาหกิจชุมชนเข้มแข็ง

ด้านตัวแทนผู้นำชุมชนคนสำคัญ นายอำนวย นามสนิท ประธานชุมชนเกาะกก ตำบลเนินพระ เผยว่า ชุมชนเกาะกกได้ร่วมงานกับสมาคมเพื่อนชุมชนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 โดยเริ่มจากการทำโครงการสุขภาพในเชิงวิถีไทย ‘ลดความดัน ลดเบาหวาน ลดความเสี่ยง’ จากนั้นจึงต่อยอดมาทำวิสาหกิจชุมชน โดยในโอกาสนี้ ชุมชนได้เข้าร่วมโครงการธรรมศาสตร์โมเดล และได้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เข้ามาช่วยออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงแบ่งปันความรู้ให้กับคนในชุมชนด้วย

นายอำนวย นามสนิท ประธานชุมชนเกาะกก

“จริงๆ เราทำวิสาหกิจกันมาอยู่แล้ว เพราะต้องการสร้างรายได้เสริมให้คนในชุมชน เพียงแต่เมื่อก่อนทำไปตามที่คิดโดยไม่รู้หลักการ จนกระทั่งมีสมาคมเพื่อนชุมชนที่ชักชวนเข้าโครงการธรรมศาสตร์โมเดล มาช่วยแนะนำวิธีการแปรรูปสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น ผลิตภัณฑ์ไรซ์มี สแนคบาร์ หมอนประคบสมุนไพรหอมเฮิร์บ และลูกประคบสมุนไพรแบบสดกับแบบแห้ง นอกจากนี้น้องๆ นักศึกษายังช่วยออกแบบบรรจุภัณฑ์ โลโก้ และแนะนำเรื่องการตลาดอีกด้วย”

ด้วยความตั้งใจดีๆ ที่บอกเล่ามา ทำให้ตอนนี้วิสาหกิจชุมชนเพิ่มยอดขายสินค้าได้มากขึ้น โดยประธานชุมชนเกาะกกขยายความว่า อย่างข้าวสาร เดิมขายที่กิโลกรัมละ 75 บาท เมื่อแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นสินค้าภายใต้แบรนด์ไรซ์มี ก็มีราคาเพิ่มเป็นกิโลกรัมละ 2,000 บาท เป็นที่มาของคำว่า “ข้าวโลละสองพัน ตันละสองล้าน” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จจากการแปรรูปที่ได้สมาคมเพื่อนชุมชนกับน้องๆมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาช่วยสร้างอาชีพให้คนในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน


บ้านฉาง ชื่อนี้ไม่ได้เป็นแค่ดงโรงงาน แต่เป็นที่ตั้งของ ‘ชุมชนสีเขียว’ ด้วย

ส่วนอำเภอบ้านฉาง ก็เป็นที่ตั้งของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง (ศพก. บ้านฉาง) ศูนย์การเรียนรู้ขนาดใหญ่ ที่ทำหน้าที่ดูแลเรื่องการเกษตรทั้งหมดของจังหวัดระยอง อีกทั้งยังเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกมันสำปะหลังที่ครอบคลุมที่สุดในประเทศไทยด้วย

นายทองเจือ ภู่ห้อย ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตรอำเภอบ้านฉาง จ.ระยอง (ศพก. บ้านฉาง) บอกเล่าถึงบ้านเกิดของเขาเพิ่มเติมว่า

“บ้านฉางเป็นอำเภอเล็กๆ มีแค่ 3 ตำบล แต่ปลูกมันสำปะหลังรวมกันกว่าสองหมื่นไร่ ซึ่งถือเป็นพืชเศรษฐกิจของที่นี่ ส่วนศูนย์การเรียนรู้ฯ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 ด้วยความตั้งใจที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ให้เปลี่ยนมาทำเกษตรแบบเกษตรอินทรีย์ มีองค์ความรู้เรื่องการบำรุงสภาพดิน การทำปุ๋ยอินทรีย์ ทำน้ำหมักชีวภาพ น้ำหมักไล่แมลง ยกระดับผลผลิตการเกษตรของจังหวัดให้มีคุณภาพดีขึ้น เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น และลดการพึ่งพาสารเคมี ซึ่งนอกจากการจำหน่ายผลผลิตการเกษตรแบบขายส่งเป็นหลักแล้ว กลุ่มเกษตรกรที่นี่ยังได้นำมันสำปะหลังไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรอีกด้วย”

นายทองเจือ ภู่ห้อย ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตรอำเภอบ้านฉาง จ.ระยอง

และเช่นเดียวกันกับชุมชนเกาะกก ความสำเร็จของการเป็นต้นแบบชุมชนน่าอยู่นี้ มาจากความร่วมมือของหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น สมาคมเพื่อนชุมชน น้องๆ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มาช่วยให้ความรู้ในเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้าและการแปรรูป นอกจากนี้ยังมีกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย จำกัด ที่ช่วยสนับสนุนเรื่องอุปกรณ์ ทำให้ผลิตภัณฑ์แปรรูปมันสำปะหลังทอดกรอบตรา “Cassy Chips” ประสบความสำเร็จอย่างมาก

ในตอนท้ายของสกู๊ปข่าวดีๆ นี้ ยังมีการบอกเล่าถึงมุมมองของการอยู่ร่วมกันของชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรมจากปากของผู้นำชุมชนในท้องถิ่นในเขตพื้นที่อีอีซีว่า

“แต่ไหนแต่ไรมา ภาพของจังหวัดระยองในสายตาคนทั่วไปมักมองว่าที่นี่เป็นเมืองอุตสาหกรรม เป็นแหล่งสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจประเทศ แต่ที่จริงแล้วในพื้นที่เดียวกันนี้ก็เป็นพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่การเกษตรของชาวบ้านด้วย ดังนั้น การจะทำให้ภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมอยู่ร่วมกันและพัฒนาไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืนนั้น ภาคอุตสาหกรรมกับภาคชุมชนต้องร่วมมือกัน สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นหลัก”

อย่างที่บ้านฉาง ชุมชนของเรามีการรับรู้ไปในทิศทางเดียวกันว่า จะพัฒนาชุมชนไปสู่การเป็น Smart City ต้นแบบของประเทศที่มีความเข้มแข็ง มีสิ่งอำนวยความสะดวก และสาธารณูปโภคอื่นๆ พร้อมสรรพ ขณะเดียวกันก็ยังคงมีสิ่งแวดล้อมที่ดี เพราะชาวบ้านและทุกคนร่วมมือร่วมใจกันอนุรักษ์น้ำ อนุรักษ์ป่า และรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งผมเชื่อมั่นว่า ถ้าชุมชนใดมีแนวทาง แนวคิดร่วมกันไปในทำนองนี้ ชุมชนนั้นก็จะกลายเป็นเมืองน่าอยู่ พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง ความเจริญและการพัฒนาในทุกรูปแบบได้เอง


ที่มา : เรียบเรียงจากสกู๊ปข่าว “สมาคมเพื่อนชุมชน ชู “เกาะกก – บ้านฉาง” ต้นแบบเมืองน่าอยู่ สังคมยั่งยืน” เว็บไซต์ newsplus.co.th


ยังมีอีกหลายชุมชนที่น่าศึกษาเรียนรู้ในฐานะ ชุมชนต้นแบบที่พัฒนาอย่างยั่งยืน

ฟัง ‘อาทร ช่วยณรงค์’ กำนัน ต.บางพระ จ.ฉะเชิงเทรา บอกเล่าภารกิจใช้พลังประชาคมท้องถิ่น สร้างชุมชนตอบรับ ‘สมาร์ทซิตี้ ฉะเชิงเทรา’

อุตสาหกรรม สายน้ำ และ การเกษตร KAF ยก ‘อีอีซี’ มิตรสิ่งแวดล้อม

น้ำพระทัยฉ่ำเย็น ‘สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ’ พัฒนาคน สร้างอาชีพ & ความกินดีอยู่ดี ให้ ชาวสนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา