
บอร์ดอีอีซีรับทราบ
เมกะโปรเจ็กต์ 6.5 แสนล้าน
จบพ.ค.พร้อมเดินหน้าก่อสร้าง

ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เปิดเผยการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 3/2562 ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า ได้รับทราบความคืบหน้าขั้นตอนการดําเนินงาน โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซี 4 โครงการ ได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 และ โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 (ท่าเทียบเรือ F) โดยทั้ง 4 โครงการจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในปลายเดือนหน้า เพื่อเริ่มเตรียมพื้นที่ก่อสร้างในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งทุกโครงการเป็นการลงทุนแบบ PPP ทั้งหมดประมาณ 6.5 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลลงเงินแค่ 2 แสนล้านบาท หรือ 30% แต่จะได้เป็นผลตอบแทนกลับมารวม 4 แสนล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่น้อยกว่า 0.8 – 1%

ตัดสิทธิ์กลุ่ม ‘เอ็นซีพี’
ประมูลแหลมฉบังเฟส 3
เหตุยื่นเอกสารไม่ครบตามเงื่อนไข

เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยความคืบหน้าการคัดเลือกเอกชนลงทุนพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟสที่ 3 (ท่าเรือ F) ในโครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ว่าหลังจากคณะกรรมการคัดเลือกได้ให้ 2 กลุ่มเข้ายื่นซองประมูล ได้แก่ 1.กลุ่มกิจการร่วมค้าจีพีซี ประกอบด้วย บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์, บจ.พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล และ บจ.ไชน่า ฮาร์เบอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จากประเทศจีน และ 2.กลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็นซีพี ประกอบด้วย บมจ.พริมา มารีน, บจ.นทลิน จำกัด,บจ.พีเอชเอส ออแกนิค ฮีลลิ่ง, บจ.แอสโซซิเอท อินฟินิตี้ และ บจ.ไชน่า เรลเวย์ คอนสตรักชั่น คอร์ปอเรชั่น จากประเทศจีน ผลปรากฏว่ากลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็นพีซียื่นเอกสารซองที่ 2 ไม่ครบตามมาตรฐานที่คณะกรรมการกำหนด ทำให้ไม่ผ่านคุณสมบัติ คณะกรรมการจึงต้องตัดสิทธิ์ในการเข้าประมูลโครงการดังกล่าว โดยขั้นตอนต่อไปคณะกรรมการจะดำเนินการเจรจากับกลุ่มกลุ่มกิจการร่วมค้าจีพีซีในซองที่ 3 ซองปิดผนึกข้อเสนอทางเทคนิคและแผนการลงทุนโครงการ ซึ่งการดำเนินการนี้เป็นไปตามทีโออาร์ที่เขียนไว้ตั้งแต่ต้นว่าแม้จะมีเอกชนกลุ่มเดียวเข้ามาประมูลโครงการก็สามารถดำเนินการเจรจาต่อรองได้

‘สรรพากร’ ปรับเงื่อนไข
เก็บภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก
99% ไม่ได้รับผลกระทบ

น.ส.ชุลีพร น่วมทนง รองเลขาธิการสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับคณะทำงานสมาคมธนาคารไทย กรณีกรมสรรพากรออกประกาศกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ส่งข้อมูลดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ของผู้ฝากเงินให้แก่กรมสรรพากรทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้กรมสรรพากรทราบจำนวนดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ของผู้ฝากเงินในทุกบัญชีของทุกธนาคาร และกรมสรรพากรจะส่งข้อมูลผู้ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่เกินกว่า 20,000 บาทให้ธนาคารพาณิชย์หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ซึ่งต้องให้ลูกค้ายินยอมนั้น จากการหารือกับกรมสรรพากรเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนส่วนใหญ่ กรมสรรพากรจะมีการแก้ไขประกาศของกรมสรรพากรใหม่โดยจากเดิมที่ประชาชนผู้ฝากเงินออมทรัพย์ทุกคนต้องไปให้ความยินยอมที่ธนาคาร จะเปลี่ยนให้กลุ่มที่คาดว่าจะเป็นผู้ที่ต้องเสียภาษีมาแจ้งกับธนาคารในการส่งข้อมูลไปยังกรมสรรพากร ซึ่งคาดว่ากลุ่มนี้จะมีอยู่ราว 1% ของจำนวนผู้ถือครองบัญชีเงินฝากรวม 80 ล้านบัญชี ซึ่งรูปแบบการแจ้งอาจจะยังต้องให้ลูกค้ามาแจ้งที่ธนาคาร ขณะที่ประชาชนอีก 99% เป็นกลุ่มที่มีรายได้ดอกเบี้ยน้อยกว่า 20,000 บาทจะไม่ได้รับผลกระทบ ดังนั้นไม่ต้องแจ้งยินยอมซึ่งช่วยลดภาระประชาชนและเพิ่มความสะดวก

อานิสงส์บริโภคภายใน
ดันดัชนีอุตสาหกรรมมี.ค.โต
สูงสุดรอบ 74 เดือน

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นผู้ประกอบการประจำเดือนมีนาคม 2562 จากการสำรวจ 1,207 รายครอบคลุม 45 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับ 96.3 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 95.6 ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นการปรับตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และปรับตัวสูงสุดรอบ 74 เดือนนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2556 ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่าความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้นเพราะได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภายในประเทศ ขณะเดียวกันการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการ ทำให้ยอดขายและยอดคำสั่งซื้อปรับตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้งผู้ประกอบการได้เร่งการผลิตเพื่อชดเชยในเดือนเมษายนที่มีวันทำงานน้อยกว่าปกติเนื่องจากมีวันหยุดต่อเนื่องในช่วงเทศกาลสงกรานต์สะท้อนจากดัชนีปริมาณการผลิตและอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าอย่างไรก็ตามผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อการเมืองภายในประเทศหลังการเลือกตั้งจึงต้องการให้มีการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการค้าและการลงทุน

ยกระดับ
โรงแรม 3 ดาวทั่วประเทศ
รับกระแสเที่ยวเมืองรอง

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯเตรียมที่จะนำโมเดลการพัฒนาโรงแรมท้องถิ่นระดับ 3 ดาวชายแดนไทย–สสป.ลาว กว่า 200 โรงแรมเข้าไปช่วยยกระดับโรงแรม 3 ดาวทั่วประเทศ เน้นพัฒนาบริหารจัดการ การให้บริการตามมาตรฐานสากล การใช้สื่อออนไลน์ทำการตลาดและการรับจองห้องพัก เป็นต้น เนื่องจากโรงแรม 3 ดาวส่วนใหญ่เป็นโรงแรมท้องถิ่นที่เจ้าของหรือผู้ประกอบการเป็นคนในท้องถิ่น จึงเป็นกลไกสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และรองรับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาลที่ต้องการดึงนักท่องเที่ยวจากแหล่งท่องเที่ยวหลักที่แออัดไปเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวเมืองรองมากขึ้น โดยใช้งบประมาณกองทุนเอฟทีเอพัฒนาโรงแรมท้องถิ่นเหล่านี้ให้มีความเข้มแข็ง สู้โรงแรมชั้นนำได้ และได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ

เข้ม “ห้าง–โรงแรม”
สร้างที่จอดรถ
สะพานเชื่อมรถไฟฟ้า
ลดปัญหาจราจร

นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า สนข.ได้จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 2 การศึกษาจัดทำมาตรฐานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านการจราจร (Traffic Impact Assessment : TIA) เพื่อกำหนดมาตรฐานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านการจราจร ในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ที่ก่อให้เกิดปริมาณผู้อยู่อาศัยหรือกิจกรรมที่ดึงดูดประชาชนจำนวนมาก เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินการ ตั้งแต่ขั้นตอนการทำรายงานขออนุมัติการก่อสร้าง การออกแบบ ระหว่างก่อสร้าง หลังก่อสร้าง และเปิดให้บริการ ให้เกิดผลกระทบต่อการจราจรและขนส่งน้อยที่สุด นอกจากนี้หากเป็นจุดที่มีระบบขนส่งมวลชนครอบคลุม เช่น มีรถไฟฟ้าผ่าน อาจจะมีที่จอดรถน้อยลง เพื่อจำกัดการใช้รถส่วนตัว และต้องลงทุนในส่วนของทางเดินเชื่อมจากอาคารไปยังสถานีรถไฟฟ้า (Sky Way) เพื่อดูแลความสะดวกในการเข้า–ออกอาคาร

แผ่นดินไหว
ฟิลิปปินส์ดับนับสิบ
ก่อการร้ายศรีลังกา
พุ่งเกิน 300 คน
ภายหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 6.3 ในประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 22 เมษายน เวลา 17.11 น. ตามเวลาท้องถิ่นของฟิลิปินส์ โดยศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่บนเกาะลูซอน ลึกลงไปใต้ดินราว 10 กิโลเมตร รายงานล่าสุดระบุว่าพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10 ราย จากซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาด 4 ชั้นในจังหวัดปัมปางาถล่ม อย่างไรก็ตาม การค้นหายังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยคาดว่าอาจมีจำนวนมากถึง 30 คนอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ขณะที่สถานการณ์ในกรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา สำนักงานตำรวจแห่งชาติของศรีลังกาออกแถลงการณ์ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุวินาศกรรม ซึ่งมือระเบิดฆ่าตัวตาย 7 คนกระจายกำลังก่อเหตุที่โบสถ์ 3 แห่ง โรงแรมหรู 3 แห่ง บริเวณสวนสัตว์แห่งชาติ ล่าสุดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 310 คนแล้ว ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติประมาณ 30 คน มากกว่า 12 ประเทศ อาทิ สหรัฐ สหราชอาณาจักร จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เดนมาร์ก ออสเตรเลีย และสเปน รวมทั้งยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 500 คน












