ด้วยปัจจัยที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ทั้งกิจกรรมการท่องเที่ยวทางทะเล การทำประมงที่ผิดกฎหมาย การทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง หรือ Climate Change มีผลบั่นทอนอนาคตของ ‘ปะการังไทย’ ให้สั้นลงไปแบบไม่รู้ตัว

ข้อเท็จจริงที่กลายมาเป็นแรงผลักดันให้ทีมนักวิจัยซึ่งประกอบด้วยคณาจารย์และนิสิตจากภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มศึกษา ค้นคว้า วิจัย เพื่อหาแนวทางในการอนุรักษ์และฟื้นฟูแนวปะการังที่เสื่อมโทรมในประเทศไทยให้กลับมาสวยงามดังเดิม


ปะการังที่เพาะได้และนำลงทะเล

ต่อยอดความสำเร็จ จากครั้งแรกในประเทศสู่งานวิจัยหนึ่งเดียว ความหวังของการอนุรักษ์ปะการังโลก

จากงานแถลงข่าวเรื่อง “ครั้งแรกของโลก นักวิทย์ไทยเพาะปะการังชนิดโต๊ะแบบพุ่มด้วยสเปิร์มแช่เยือกแข็ง” ซึ่งจัดขึ้นที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปเมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา ได้แจ้งเรื่องราวน่ายินดีอีกครั้งของแวดวงการวิจัยไทยว่า จากความสำเร็จในระดับประเทศ กับการเพาะขยายพันธุ์ปะการังที่มาจากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยนำไข่และสเปิร์มของปะการังมาผสมในระบบเพาะฟัก (การผสมเทียม) เมื่อปี 2549 ผ่านมา 13 ปี ความสำเร็จนี้ได้รับการต่อยอดสู่ระดับโลกแล้ว

โดย รศ.ดร.วรณพ วิยกาญจน์ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเวทีแถลงข่าวครั้งนี้ด้วยการอธิบายเพิ่มเติมว่า

รศ.ดร.วรณพ วิยกาญจน์

“ย้อนกลับไปในปี 2549 กลุ่มการวิจัยชีววิทยาแนวปะการัง ที่ประกอบด้วยคณาจารย์และนิสิตจากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประสบความสำเร็จในการเพาะขยายพันธุ์ปะการังที่มาจากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยนำไข่และสเปิร์มของปะการังมาผสมในระบบเพาะฟัก (การผสมเทียม) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยภารกิจตอนนั้น คือ เฝ้าติดตามผลการนำตัวอ่อนปะการังที่ผลิตได้จากการเพาะขยายพันธุ์ด้วยวิธีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศในแต่ละปี มาศึกษาระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการอนุบาลตัวอ่อนปะการังภายในระบบเลี้ยง ก่อนที่จะนำกลับคืนถิ่นสู่ทะเล โดยมุ่งหวังว่าจะเพิ่มอัตราการเติบโตและรอดชีวิตให้ตัวอ่อนปะการังได้มากที่สุด”

“จากความสำเร็จในปีนั้น กลุ่มการวิจัยชีววิทยาแนวปะการังก็ทำวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาเทคนิคการเพาะพันธุ์ปะการังแบบอาศัยเพศ หาแนวทางที่ดีที่สุดในการอนุรักษ์และฟื้นฟู ‘ปะการังไทย’ ที่เสื่อมโทรม เพราะปัจจัยที่เกิดจากฝีมือของมนุษย์อย่างการลักลอบทำประมงที่ผิดวิธี ผิดกฎหมาย ส่งผลให้ปะการังได้รับความเสียหาย ไปจนถึงกิจกรรมการท่องเที่ยวทางทะเลที่คุกคามแนวปะการัง รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลก ที่มาจากภาวะโลกร้อนและสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง หรือ Climate Change”

ปะการังโต๊ะแบบพุ่ม

และด้วยการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องนี่เอง รศ.ดร.วรณพ กล่าวต่อถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วว่า กลุ่มการวิจัยชีววิทยาแนวปะการัง ได้ประสบความสำเร็จในการนำสเปิร์มของปะการังโต๊ะแบบพุ่ม Acropora humilis มาผ่านกรรมวิธีการแช่เยือกแข็งในไนโตรเจนเหลว และนำกลับมาผสมใหม่กับไข่ปะการัง  ซึ่งเป็นความสำเร็จครั้งแรกของโลกกับปะการังโต๊ะชนิดนี้ โดยงานวิจัยชิ้นนี้เป็นการทำวิจัยร่วมกับนักวิจัยชาวไต้หวันด้วย 

“ความสำเร็จของการนำสเปิร์มปะการังมาผ่านกรรมวิธีการแช่เยือกแข็งนี้ จะช่วยให้นักวิจัยสามารถเก็บรักษาสเปิร์มได้นานขึ้นในถังแช่เยือกแข็ง และเมื่อถึงเวลาขยายพันธุ์ ก็นำสเปิร์มที่เก็บรักษานั้นมาผสมกับไข่ปะการังได้ใหม่ในช่วงเวลา ฤดูกาลที่ต้องการ และมีความเหมาะสมต่อไป รศ.ดร.วรณพ กล่าวในที่สุด


Mission Possible! ช่วยต่ออายุ ปะการังไทยด้วยวิธีวิจัยทางวิทยาศาสตร์ สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก

ได้ทราบที่มาของงานวิจัยหนึ่งเดียวในโลกแล้ว ก็ได้เวลาที่จะมาเรียนรู้เพิ่มเติมถึงวิธีการที่นักวิจัยไทยร่วมกันคิดค้นกับพันธมิตรนักวิชากรทั้งจากไต้หวันและญี่ปุ่น โดย รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ รองกรรมการผู้อำนวยการ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายเพิ่มเติมในประเด็นนี้ว่า

รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์

“ตามธรรมชาติ ปะการังโดยทั่วไปมีการผสมพันธุ์แบบอาศัยเพศเพียงปีละครั้ง ส่วนใหญ่เป็นการปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ (ไข่และสเปิร์ม) ออกมาผสมกันในมวลน้ำ  ซึ่งกลุ่มการวิจัยฯ ได้นำหลักการดังกล่าวมาใช้ในการเพาะขยายพันธุ์ปะการังแบบอาศัยเพศ โดยเก็บเซลล์สืบพันธุ์ปะการังที่ถูกปล่อยออกมาตามธรรมชาติ แล้วนำไปปฏิสนธิโดยการผสมเทียมเพื่อเพาะฟักในระบบเพาะฟักปะการัง”

และอย่างที่ รศ.ดร.วรณพ ให้ข้อมูลไว้ว่า การนำเทคนิคใหม่มาใช้โดยเก็บสเปิร์มไปแช่แบบเยือกแข็งนั้นจะช่วยให้นักวิจัยสามารถเก็บรักษาสเปิร์มได้นานขึ้น ซึ่ง รศ.ดร.สุชนาขยายความว่า จุดประสงค์ของการเก็บรักษาสเปิร์มให้ได้นานขึ้นก็เพื่อ

“เทคนิคที่ทางกลุ่มวิจัยฯ คิดค้นขึ้นนี้จะมีส่วนช่วยให้ผสมพันธุ์ปะการังได้ปีละหลายครั้ง และยังช่วยป้องกันการสูญพันธุ์ของปะการังอีกด้วย เนื่องจากในปัจจุบันอุณหภูมิของโลกสูงขึ้นจากผลของภาวะโลกร้อนและสภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก หรือ Climate change ส่งผลให้ปะการังหลายชนิดไม่สามารถปล่อยเซลล์สืบพันธุ์และผสมพันธุ์กันตามธรรมชาติเองได้ เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม”

ปะการังปล่อยไข่
Humilis Sperm
ไข่ปะการัง

“ดังนั้น การผสมเทียม รวมทั้งการนำเทคนิคการเก็บสเปิร์มโดยการแช่เยือกแข็งมาใช้ นอกจากจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ ซึ่งจากผลการทดลองพบว่า ปกติอัตรารอดของปะการังที่มาจากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศตามธรรมชาติมีค่าประมาณ ร้อยละ 0.01 หรือต่ำกว่า ขณะที่ในการเพาะขยายพันธุ์ปะการังแบบอาศัยเพศด้วยวิธีการผสมเทียม ช่วยเพิ่มอัตราการปฏิสนธิของปะการังได้สูงกว่าร้อยละ 98 และเพิ่มอัตราการรอดขณะอนุบาลในระบบเลี้ยงจนมีอายุประมาณ 2 ปี ได้ที่ร้อยละ 40–50 ทีเดียว” 

ความสำเร็จในระดับโลกอีกครั้งหนึ่งของนักวิจัยไทยนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นได้แค่เพราะความตั้งใจ จริงจังและมุ่งมั่นของกลุ่มการวิจัยชีววิทยาแนวปะการัง ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เท่านั้น หากแต่งานวิจัยนี้สำเร็จลุล่วงได้จาก “ความร่วมมือ” ของพันธมิตรทั้งหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศ

ไม่ว่าจะเป็น หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ กองทัพเรือ ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รวมถึงผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัยจากต่างประเทศที่มาร่วมให้คำแนะนำ เป็นที่ปรึกษาในโครงการนี้ อย่างนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจาก Akajima Marine Science Laboratory จังหวัดโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น และ National Museum of Marine Biology and Aquarium สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) โดยมีจุดหมายร่วมกันในการอนุรักษ์และฟื้นฟูปะการัง สิ่งมีชีวิตอันงดงามใต้ท้องทะเลให้คงอยู่กับมวลมนุษยชาติต่อไปนั่นเอง


ร่วมภาคภูมิใจกันต่อ กับ นักคิดและนักวิจัยไทย ที่เก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก

ภู เอี่ยมเจริญยิ่ง : กูรู Robot ส่งต่อทักษะ Coding ผ่าน ‘Mojobot’ หุ่นยนต์และบอร์ดเกมยุค 4.0

‘ภารกิจพิชิตขั้วโลก’ กับบทบาทนักวิจัยไทยในเวที ‘Climate Change’ โลก

ผศ.ดร.สุรภา เทียมจรัส ความสุขของนักวิจัย คือ วิจัยแล้วนำไปใช้ประโยชน์ ตอบแทนประเทศชาติได้จริง