รัฐอุกกาบาตในสัปดาห์นี้ให้ความสนใจเรื่องกฎหมายหยุมหยิมในข่าวประจำวัน ในขณะที่เรื่องใหญ่ๆ อย่าง ‘ค่าโง่ของโฮปเวลล์’ นั้น สำนักข่าวหรือนักวิชาการก็ยังไม่ขุดคุ้ยหาคนดำเนินการเรื่องนี้มาลงโทษ


รัฐศูนย์กลาง 
อาทิ  สหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย

รัฐดาวเทียม 
อาทิ เกาหลีใต้ สิงคโปร์

รัฐอุกกาบาต 
อาทิ ไทย เวียดนาม

ปล่อยให้ตัวละครลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคม ทั้งๆ ที่ควรจะให้ชำระค่าโง่นี้ด้วยตนเอง ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เพราะเอาภาษีของประชาชนไปจ่ายเรื่องที่ตนเองรับผิดชอบ

สัปดาห์นี้ โครงการเส้นทางสายไหมใหม่ (One Belt One Road หรือ OBOR) จะจัดประชุมขึ้นที่กรุงปักกิ่ง วันที่ 25-27 เมษายน ที่จะถึง  โดยมีผู้นำจาก 40 รัฐ รวมถึงประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน เข้าร่วมประชุมอย่างเป็นทางการด้วย

ขณะที่ปักกิ่งพยายามพูดคุยเกี่ยวกับความสำเร็จของโครงการ ในแง่ผู้สนับสนุนและพันธมิตรสำคัญของจีนในการส่งเสริมความคิดริเริ่มโครงการเส้นทางสายไหมใหม่คือ รัสเซีย (ไม่รู้ว่ารัฐบาลกรุงเทพฯ เข้าร่วมด้วยหรือไม่? หรือมัวแต่หาวิธีการแจกเงิน 1,500 บาทสำหรับการเที่ยวเมืองรองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ)

แต่จนถึงปัจจุบัน รัสเซียก็ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการเส้นทางสายไหมใหม่อย่างเป็นทางการ ตามความเข้าใจคือ โครงการนี้สนับสนุนให้จีนดูดซับความสามารถทางเศรษฐกิจการค้าที่เป็นส่วนเกินในประเทศ ไปขยายตลาดต่างประเทศ สร้างความสัมพันธ์ทางการค้า ความสัมพันธ์ทางการเมืองกับประเทศผู้รับ รวมถึงเพิ่มความสัมพันธ์ทางทหารและแสดงอิทธิพลด้านความปลอดภัยให้แก่ประเทศนั้นๆ

ความคิดริเริ่มด้านการค้าและโครงสร้างพื้นฐานของปักกิ่งตามโครงการ OBOR ได้รับการออกแบบเพื่อเชื่อมโยงกว่า 60 ประเทศในเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง โดยมีทั้งเส้นทางบกและทางทะเล นอกเหนือจากการขยายตลาดการค้าและการลงทุนแล้ว จีนพยายามที่จะกระตุ้นการแลกเปลี่ยนในด้านต่างๆ เช่นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วัฒนธรรม การศึกษา ทั้งนี้การร่วมมือกันของยุโรปและเอเชีย ดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนกฎระเบียบทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก และขึ้นมาแทนที่เส้นทางการค้าในมหาสมุทรแอตแลนติกที่เคยโดดเด่นในเวทีโลก

รัสเซีย ยังไม่พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของประเทศขนาดใหญ่ หรือไม่อยากอยู่ในฐานะรัฐทางผ่านสำหรับการขนส่งสินค้าจีนไปยังยุโรป อย่างที่รัฐอุกกาบาตและรัฐดาวเทียมกำลังปฏิบัติการอยู่ รัสเซียกำลังพยายามสร้างความร่วมมือในภูมิภาคขนาดใหญ่ของตนเองในรูปแบบของ ‘สหภาพศุลกากรยูเรเชีย’ ซึ่งมีคาซัคสถานเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วม 

รัสเซียมีโครงการของตนเองและกำลังเผชิญปัญหาขาดการแบ่งแยกแรงงานแนวลึกที่จะสู้กับจีน และจีนก็สามารถที่จะทำลายกลุ่มสหภาพศุลกากรยูเรเซียทางอ้อมได้ โดยปล่อยให้สินค้าปลอดภาษีผ่านชายแดนของคาซัคสถาน

ที่สำคัญ หากเส้นทางรถไฟผ่านคาซัคสถานจะทำให้เขตไซบีเรียและตะวันออกไกลถูกตัดขาดจากการไหลเวียนสินค้า แต่คาดว่าในวันประชุม รัสเซียจะเสนอโครงการพัฒนาเส้นทางรถไฟผ่านไซบีเรียจากจีน หากไม่เป็นเช่นนั้น รัสเซียก็จะยังเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ จีนก็อาจจะมีปัญหาด้านการไหลเวียนสินค้าไปยุโรป

ตามรายงาน ING Bank ของปีที่แล้ว การค้าระหว่างเอเชียและยุโรป คิดเป็น 28% ของการค้าโลก (ไม่รวมการค้าระหว่างประเทศในสหภาพยุโรป) 

ตรงนี้น่าสนใจอย่างมาก เพราะสามารถสกัดอิทธิพลของแอตแลนติสได้ผล แล้วยังเพิ่มยอดการค้าระหว่างกันภายใต้สถานการณ์การค้าโลกที่ไม่แน่นอน และเวียดนามสามารถเพิ่มยอดการส่งออกในปี 2018 กับสหภาพศุลกากรยูเรเชียได้ถึงร้อยละ 35 ไม่รู้ว่าหน่วยงานความมั่นคงของกรุงเทพฯ รับรู้เรื่องตัวเลขดังกล่าวหรือไม่อย่างไร เพราะเกี่ยวกับภัยความมั่นคงทางการค้าระหว่างประเทศ

การไหลเวียนทางการค้าระหว่างประเทศตามเส้นทาง OBOR ช่วยผ่อนคลายสงครามการค้าโลกได้ เพราะสามารถขยายการค้าในยุโรปกลาง ยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพิ่มถึง 12%

ตรงนี้น่าสนใจมากว่า ผู้นำชาติไหนสามารถพยากรณ์เส้นทางการค้าที่จะส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของตนเองได้ จากการแบ่งงานระหว่างประเทศแล้วส่งผลด้านบวก เมื่อนั้น ชาติดังกล่าวก็พร้อมที่จะขยายตัวทางการค้า ซึ่งเห็นได้ชัดว่า จีนพยายามท้าทายระบบการค้าและการจัดการที่มีศูนย์กลางอยู่ทางฟากตะวันตก เพื่อสร้างระเบียบใหม่ขึ้นในโลก แต่รัฐศูนย์กลางหรือรัฐอุกกาบาตก็กังวลเรื่องเทคโนโลยีและอธิปไตยอยู่ดี เพราะไม่อยากจะเป็นแค่ทางผ่าน


ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย

 

 

เรื่อง : รศ.ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย


สนใจ One Belt One Road แนะนำให้อ่านบทความก่อนหน้า

‘Belt and Road Initiative’ โครงการยักษ์โดยผู้นำ ‘สี จิ้นผิง’ ผ่านมา 5 ปี นี่คือความคืบหน้าและสิ่งที่งอกเงย

One Belt One Road เส้นทางสายไหม ในศตวรรษที่ 21 จุดยุทธศาสตร์ใดได้ประโยชน์มากที่สุด?