หลายคนมองว่าเจ้าแห่งการบอกเล่าเรื่องราวหรือสตอรี่ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ สินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานฝีมือหรืองานดีไซน์ คือ ประเทศญี่ปุ่น และต่างไปหยิบเอากรณีศึกษาหลากหลายจากแดนอาทิตย์อุทัยมาปรับใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้าของตน ทว่า หากใครได้หันมามอง งานฝีมือไทย ที่สร้างสรรค์จากภูมิปัญญาอันล้ำค่าของช่างฝีมือชาวไทย ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ก็จะพบว่างานฝีมือแต่ละชิ้นมีที่มา เรื่องราว อันทรงคุณค่า น่าสนใจ ไม่แพ้งานฝีมือจากประเทศไหนเลย

ด้วยตระหนักในคุณค่าของ งานฝีมือไทย ที่รอการ “บอกเล่า” ในมิติใหม่ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT จึงนำเสนอแนวคิดนวัตกรรม “Retelling the Detailing” การบอกเล่าเรื่องราวเดิมในแง่มุมใหม่ที่แตกต่าง มาปรับใช้ในการเพิ่มมูลค่าให้กับ งานฝีมือ งานดีไซน์ไทย อย่างน่าสนใจ


เรียนรู้นิยาม Retelling the Detailing พร้อมนำมาปรับใช้ เพิ่มค่า งานฝีมือไทย ให้ไปไกลขึ้นกว่าเดิม

“งานหัตถศิลป์ของไทยได้รับการถ่ายทอด และส่งต่อจากช่างฝีมือรุ่นแล้วรุ่นเล่ามาตั้งแต่โบราณ แต่เมื่อยุคสมัยผันผ่าน เกิดความเปลี่ยนแปลงของบริบทการอยู่อาศัย เทคโนโลยีลํ้าสมัยเข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตของผู้คน และแหล่งวัตถุดิบที่เริ่มลดน้อยลง เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยผลักดันให้งานหัตถกรรมท้องถิ่นถึงคราวต้องวิวัฒน์ไปสู่มิติที่หลากหลายขึ้นในแง่ประวัติศาสตร์ จนอาจดูเหมือนว่ารูปแบบของงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมกำลังสูญสลายไป

“แต่หากมองในแง่ของการสืบสานและพัฒนา การปรับตัวของงานหัตถกรรมอาจช่วยให้วิถีดั้งเดิมเหล่านั้นยังคงดำรงอยู่กับวิถีปัจจุบันได้อย่างร่วมสมัย และเป็นอีกหนทางหนึ่งในการสืบสานองค์ความรู้เหล่านี้สู่คนรุ่นต่อไป”

เอกสารออนไลน์ SACICT Craft Trend 2019 : Retelling the Detailing ได้เกริ่นถึงความจำเป็นของการนำแนวคิดนวัตกรรมมาใช้เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการบอกเล่าเรื่องราวของ งานฝีมือไทย ให้มีความน่าสนใจ และสร้างมูลค่าเพิ่มในธุรกิจได้มากขึ้น

Retelling the Detailing เป็นหนึ่งในเทรนด์การออกแบบที่น่าสนใจ และนำไปประยุกต์ใช้กับงานหัตถศิลป์ได้อย่างมีชั้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนองานหัตถกรรมดั้งเดิมด้วยวิธีการแปลกใหม่ ไปจนถึงการลดทอนรูปทรง ปรับเปลี่ยนประโยชน์ใช้สอยให้สอดคล้องกับค่านิยมปัจจุบัน ทั้งหมดล้วนเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้งานคราฟต์ยังคงตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายรุ่นใหม่และไม่สูญหายไปตามกาลเวลา

นอกจากนี้ ประโยชน์ของการบอกเล่าเรื่องราวเบื้องหลังของการสร้างสรรค์ ยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าหัตถกรรมไทยก้าวไปในระดับสากลด้วยจุดเด่นของงานฝีมืออันมีเอกลักษณ์ วัตถุดิบเฉพาะภูมิภาคและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เพื่อช่วยสร้างจุดยืนให้สินค้าไทยในตลาดโลกได้ และเมื่องานหัตถกรรมในระดับครัวเรือนสามารถพัฒนาให้กลายเป็นธุรกิจที่มั่นคงได้แล้ว ก็สามารถนำสู่การสืบทอดและสร้างสรรค์หัตถศิลป์ดั้งเดิมให้สืบต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ไม่ใช่แค่นั้น ต้องยอมรับว่าพฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก พวกเขาค้นคว้าข้อมูล พร้อมกับเปรียบเทียบราคาคุณภาพ และใส่ใจที่มาของสินค้าทุกรายละเอียด ด้วยเหตุนี้ วิธีช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าสำหรับผู้ผลิตและผู้ให้บริการด้วย “การเล่าเรื่อง” จึงเป็นวิธีที่บอกถึงที่มาที่ไปของสินค้าและเรื่องราวเบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์งานฝีมือที่มีรายละเอียดแตกต่างกันเพื่อให้ผู้บริโภครับรู้ถึงคุณค่า และความละเอียดประณีต ก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อได้ดีที่สุด

“เราอาจบอกเล่าเรื่องราวในเชิงขั้นตอนการผลิตเช่น การคัดสรรวัสดุ และการออกแบบ หรือจะเป็นการสื่อสารในเชิงสังคม เช่น การเล่าประวัติความเป็นมาของตราสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ภูมิปัญญา และประวัติศาสตร์ของชุมชนโดยสร้างสรรค์วิธีการเล่าเรื่องในภาษาใหม่ๆ ผ่านช่องทางการสื่อสารที่ทันสมัย เพื่อเน้นยํ้าประเด็นเรื่องคุณค่าว่าเหตุใดผลิตภัณฑ์เหล่านั้นจึงยังคงได้รับการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน สุดท้ายแล้ว การทำเช่นนี้ ตัวผู้ผลิตเองก็จะเกิดความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาที่ได้ถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ขณะที่ ผู้บริโภคก็จะมองเห็นและซาบซึ้งไปกับคุณค่าของผลิตภัณฑ์นั้นด้วย”

เพื่อให้เห็นภาพ SACICT ได้หยิบยกผลงานการออกแบบ ที่นำแนวคิด งานฝีมือไทย นี้ไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบสินค้ายุคใหม่ได้อย่างลงตัว เช่น

  • Headphones หูฟังตกแต่งลายเบญจรงค์ นำเสนอเรื่องราวของ เครื่องเบญจรงค์ เครื่องถ้วยชามที่เขียนลวดลายลงไปบนพื้นผิวด้วยแม่สีทั้ง 5 ได้แก่ ดำ แดง ขาว เขียว (คราม) เหลือง ในรูปแบบที่แปลกใหม่ ซึ่งสามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ ที่ชื่นชอบงานดีไซน์ที่ประยุกต์ความเป็นไทยมาใส่ไว้ใน Gadget ที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว (ออกแบบ: คุณกฤษณ์ พุฒพิมพ์ และบุญญารัตน์เบญจรงค์ จากโครงการพัฒนาอัตลักษณ์เบญจรงค์ไทย)
  • เสื้อโค้ทและกางเกงขายาวจากผ้าไหมแต้มหมี่ ได้รับการออกแบบให้ทันสมัยด้วยการประยุกต์ใช้ลวดลาย สีสัน และเทคนิคการทอแบบโบราณ ออกแบบ: กฤษณ์ เย็นสุดใจ และกลุ่มทอผ้าไหมมัดหมี่บ้านหัวฝาย จังหวัดขอนแก่น จากโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมเพื่อความยั่งยืน SACICT)

เสริมความน่าสนใจ ให้การ “บอกเล่าเรื่องราว” เพิ่มเติม

ไม่ใช่แค่ แนวคิดนวัตกรรม Retelling the Detailing เท่านั้น แต่ SACICT ยังแนะแนวคิดที่จะช่วยเสริมให้ การบอกเล่าเรื่องราว งานฝีมือ งานดีไซน์ ในยุค 4.0 นี้ เพิ่มมูลค่าได้อีก ดังนี้

  • Tropical Dream ใช้ธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

ด้วยความเป็นไปของโลกในปัจจุบันที่ทุกอย่างหมุนไปอย่างรวดเร็วตามกระแสของเทคโนโลยี ผู้คนจึงต้องการหลบหนีความวุ่นวายและหาโอกาสพาตัวเองไปอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ปรากฎการณ์นี้จึงเป็นเหมือนค่านิยมสะท้อนถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของคนรุ่นใหม่ จนเกิดวลียอดนิยมว่า “Green is the new gold” แต่ในความเป็นจริง ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงต้องมีวิถีชีวิตภายใต้ข้อจำกัดหลายอย่าง ซึ่งไม่อาจพาตัวเองออกไปอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติได้บ่อยครั้งตามใจปรารถนา

ดังนั้น การนำความเป็นธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน อย่างการจำลองบรรยากาศสีเขียวไว้ในบ้านหรือที่ทำงาน รวมถึงการสร้างสรรค์กิจกรรมรูปแบบต่างๆเพื่อเป็นทางเลือกในการช่วยเติมเต็มความสดชื่นให้จิตวิญญาณของคนเมือง ถือเป็นเทรนด์ที่ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสีเขียวของต้นไม้และใบไม้เขตร้อน อันเป็นสัญลักษณ์หรือตัวแทนของธรรมชาติที่มักปรากฏอยู่บนพื้นที่หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ

  • Righteous craft ทำงานคราฟต์ต้องมีจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

ก่อนจะพิจารณาจับจ่ายหรือบริโภคสินค้าและบริการสักชิ้น ปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัด คือ การที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้นในวันที่สินค้าในตลาดมีมากมายล้นเหลือ ด้วยเหตุนี้ “ที่มาที่ไป” ที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมของสินค้าแต่ละชิ้น จึงเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคยุคนี้ให้ความสนใจ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความสวยงามและความคุ้มค่าใดๆ เวลาตัดสินใจซื้อสินค้าสักชิ้น

แต่ด้วยปัญหาที่ตามมาจากวัฒนธรรมบริโภคนิยม ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งธรรมชาติและสังคมมนุษย์ ทำให้ในปัจจุบันผู้ผลิตและนักออกแบบหลายรายเริ่มค้นหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ รวมถึงกระบวนการออกแบบให้รบกวนสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด จนกลายเป็นเทรนด์ที่ผู้บริโภคเริ่มมองหาว่าสินค้าที่เขาซื้อหามาใช้ มีคุณสมบัติและมีความตระหนักในเรื่องนี้ด้วยหรือไม่

ไม่ว่าจะเป็น การใช้วัตถุดิบให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไม่รู้สึกผิด การคืนประโยชน์ให้เจ้าของวัตถุดิบหรือเจ้าขององค์ความรู้ก็เป็นสิ่งที่ทั้งผู้ผลิตและผู้ซื้อรุ่นใหม่เริ่มให้ความสำคัญ ทั้งในลักษณะของการคืนรายได้ให้ชุมชน การพัฒนาองค์ความรู้ให้แก่ชุมชน หรือการร่วมพัฒนาสินค้าหัตถกรรมกับชุมชนเจ้าของภูมิปัญญาอย่างใกล้ชิด

ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า แนวคิดการคำนึงถึงผลกระทบต่างๆ ตั้งแต่ต้นธารของวัตถุดิบ จนบรรจบเป็นแม่น้ำแห่งความสร้างสรรค์นั้น มีความสำคัญมากกว่าการคำนึงถึงผลงานสุดท้ายที่วางขายในตลาดแต่เพียงอย่างเดียวเสียอีก

  • Surreal hospitality เปลี่ยนนิยามการครอบครอง วัตถุ ไปสู่การครอบครอง ประสบการณ์

เมื่อนิยามของความหรูหราเริ่มขยายขอบเขตจากการครอบครอง “วัตถุ” ไปสู่การครอบครอง “ประสบการณ์” ซึ่งเห็นได้ชัดผ่านพฤติกรรมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มชาวมิลเลนเนียล (Millennials) ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่น่าจับตามองอย่างมากในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ

มีการคาดการณ์ว่าปี 2019 และ 2020 กลุ่มชาวมิลเลนเนียล คือ ผู้บริโภคที่ทรงอิทธิพลโหยหาประสบการณ์ชีวิตรูปแบบใหม่ ภายใต้ปัจจัยเร่งอย่างสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ที่ส่งผลให้รูปแบบและแนวคิดการท่องเที่ยวของคนยุคนี้ค่อยๆ เปลี่ยนไป เห็นได้จากที่พวกเขาสนุกกับการแบ่งปันประสบการณ์บนโลกออนไลน์มากขึ้น บางทีที่พักที่ได้รับการออกแบบอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ย่อมกระตุ้นให้พวกเขาอยากไปเยี่ยมเยือนมากกว่าจุดหมายปลายทางหรือสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังในพื้นที่นั้นๆ เสียอีก

ปรากฎการณ์นี้สามารถต่อยอดสู่โอกาสในการบอกเล่าเรื่องราวแปลกใหม่ให้แขกผู้มาเยือนเหลียวมองงานหัตถกรรม ด้วยมุมมองที่เปลี่ยนไป โดยพวกเขาจะตระหนักถึงงานฝีมือที่ใช้ทั้งระยะเวลา กำลังคน และการลงทุนมหาศาล เป็นความหรูหราหายาก โดยบางครั้งอาจมีเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยเข้ามามีบทบาทด้วย ดังนั้นหากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมโรงแรมสามารถสร้างความร่วมมือกับศิลปิน และช่างฝีมือท้องถิ่น เพื่อรังสรรค์ชิ้นงานอันทรงคุณค่าได้ ก็เท่ากับเป็นการสร้างเอกลักษณ์ให้แก่โรงแรม และสร้างเครือข่ายที่ยั่งยืนได้ในอนาคต


ที่มา : เอกสารออนไลน์ SACICT Craft Trend 2019 : Retelling the Detailing จัดทำโดย ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT